Monday, June 17, 2019

แนะนำ

เฉลี่ยแล้วคนเรากลืนพลาสติกลงท้อง ขนาดเทียบเท่าบัตรเครดิต 1 ใบ ทุก ๆ สัปดาห์

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลหรือ WWF เปิดเผยในรายงานว่า เฉลี่ยแล้วคนเราบริโภคพลาสติกประมาณ 5 กรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นปริมาณที่เทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบ เลยทีเดียว นักวิจัยพบว่าคนเราบริโภคพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตร จำนวน 102,000 ชิ้นต่อปี หรือ 250 กรัมต่อปี และเกือบ 90% มาจากน้ำจากขวดน้ำและก๊อกน้ำ รวมไปถึงอาหารที่มีพลาสติกสูงที่สุดอย่าง หอย เบียร์...

“จัสติน บีเบอร์” ประกาศผ่านทวิต ขอท้าต่อย “ทอม ครูซ” บนสังเวียน UFC

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2019 หรือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จู่ ๆ ก็เกิดเรื่องสุดงุนงงขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อ จัสติน บีเบอร์ ได้โพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์บัญชีส่วนตัวของตัวเองว่า "ผมอยากท้าสู้กับ ทอม ครูซ ในเวทีกรงจัง ทอม ถ้านายไม่กล้ารับคำท้านี้แปลว่านายกลัวและไม่กล้า นายจะไม่มีวันลืมเรื่องนั้นไปได้ ใครอยากจัดไฟท์นี้บ้าง ? สนไหม @danawhite" (@danawhite ดาน่า...

เซ็กซี่เป็นเหตุ “นอค ตรินห์” นางแบบโชว์หวิวที่คานส์ ถูกเวียดนามสั่งลงโทษ ฐานอนาจาร

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2019 สำนักข่าวต่างประเทศ ได้รายงานข่าวของ "นอค ตรินห์" (Ngoc Trinh) ดาราและนางแบบสาวสวย ที่ตอนนี้เธอกำลังถูกกระทรวงวัฒนธรรมของเวียดนามสอบสวนก่อนที่จะทำการลงโทษ หลังจากที่เธอได้สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลกจากการปรากฏโฉมบนพรมแดงเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 72) กับชุดเดรสซีทรูสุดวาบหวิวมองเห็นเนื้อหนังได้ด้านใน เผยเรือนร่างชัดเจนจนผู้พบเห็นต้องตะลึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดังกล่าว เผยว่า "ชุดของเธอไม่เหมาะสม ยั่วเย้าจนเกินไป ทำให้สาธารณชนไม่พอใจ เราจึงสั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการและประกาศดำเนินการสืบสวนสอบสวนประเด็นเรื่องชุดออกงานของเธอ" "ชุดเดรสซีทรูของ นอค ตรินห์...

ล่าสุด

เซ็กซี่เป็นเหตุ ทำคุณหมอพม่า วัย 28 ปี ถูกถอนใบประกอบวิชาชีพ อดรักษาคนไข้

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2019 เว็บไซต์ต่างประเทศได้รายงานข่าวของ คุณหมอสาวสวยท่านหนึ่ง ที่ชื่อว่า Nang Mwe San (นัง มเว ซาน) ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเป็นแพทย์รักษาคนไข้ตามปกติ แต่สุดท้ายเธอก็ต้องเสียอาชีพนี้ไป เพราะแพทยสภามองว่าเธอทำตัวไม่เหมาะสม จึงตัดสินใจยึดใบประกอบวิชาชีพของเธอ จนตอนนี้เรื่องไปถึงชั้นศาลแล้วครับ อดีตคุณหมอ มเว ซาน วัย 28 ปี ได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลชั้นต้น ถึงการที่เธอถูกแพทย์สภาประจำประเทศเมียนมาถอนใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งก่อนหน้านี้เธอทำงานเป็นแพทย์มานานถึง 4 ปี ก่อนจะพักงานไปเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อเน้นทำงานในวงการบันเทิง ทั้งถ่ายแบบ และถ่ายโฆษณา ซึ่งประเด็นนี้กลายเป็นที่โด่งดังขึ้นเมื่อเธอโพสท์เรื่องนี้ลงบนโซเชียลมีเดียของเธอเอง "ฉันทั้งช็อกและเศร้า เพราะกว่าจะเป็นแพทย์ได้นั้นต้องผ่านการต่อสู้มาอย่างยาวนานมาก ๆ ฉันแต่งตัวแบบนี้เวลาต้องพบเจอคนไข้รึเปล่า ? ก็ไม่ มันมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับจริยธรรมของแพทย์ในเมียนมาอื่น ๆ อยู่อีกมาก และฉันไม่อยากจะให้พวกเขาต้องมาเสียเวลาจัดการกับประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างงานนางแบบของฉัน แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...

เทอโรซอร์ (สัตว์เลื้อยคลานผู้มีปีกอันทรงพลัง) ทำให้สามารถบินได้ตั้งแต่แรกเกิด

เทอร์โรซอร์ (pterosaur) พวกมันไม่ใช่นกหรือค้างคาวนะครับ แต่พวกมันคือสัตว์เลื้อยคลานต่างหาก แต่เพราะเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีปีกจึงทำให้สามารถบินได้นั่นเอง อาศัยอยู่บนโลกเมื่อ 165-65 ล้านปีก่อน และสูญพันธุ์ไปพร้อม ๆ กับไดโนเสาร์ ความพิเศษของมันคือ การที่มันวิวัฒนาการจนทำให้มีปีกอันทรงพลัง จนเผ่าพันธุ์ของพวกมันกลายเป็น "สัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดแรกที่วิวัฒน์จนสามารถบินขึ้นไปบนอากาศได้" ทำความรู้จัก เทอโรซอร์ มักถูกเรียกว่า "ไดโนเสาร์บินได้" แต่ทั้งนี้พวกมันมิได้จัดว่าเป็นไดโนเสาร์แต่อย่างใด (พวกมันเป็นสัตว์เลื้อยคลานบินได้ซึ่งถือเป็นคนละกลุ่มกับไดโนเสาร์) ซากของพวกมันมีการค้นพบอยู่ทั่วทุกมุมโลก นั่นเป็นเพราะความหลากหลายของสายพันธุ์ที่มีมากกว่า 200 ชนิด สายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีชื่อว่า "เคตซัลโคแอตลัส นอร์โทรพี" สูงพอ ๆ กับ "ยีราฟ" ความกว้างของปีกเทียบเท่ากับ "เครื่องบินรบเอฟ-16" (10.5 เมตร) และหนักกว่า 200 กิโลกรัม เชื่อว่าอาหารหลักของพวกมันคือ "ลูกโดโนเสาร์" บินได้ตั้งแต่แรกเกิด ในตอนแรกที่มีการค้นพบ ฟอสซิลของพวกมันเมื่อ ศตวรรษที่ 19 นักวิจัยเชื่อว่าพวกมันต้องเติบโตเต็มวัยก่อนที่จะทำการบินได้ (แบบเดียวกับนกหรือค้างคาว) แต่ล่าสุดนักบรรพชีวินวิทยาก็ได้ออกมาแถลงแก้ไขข้อมูลว่า เมื่อพวกมันฟักออกจากไข่ พวกมันจะไม่มีพ่อหรือแม่คอยดูแล ทำให้พวกมันต้องดูแลตัวเองตั้งแต่เกิด ซึ่งความสามารถในการบินจะทำให้มีกลไกในการเอาชีวิตรอด เช่น...

หมึกบลูริง (Blue-ringed) อันตรายมากแค่ไหน ? และทำไมถึงไม่ควรกิน ?

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2019 หลังจากที่ผมเห็นข่าวว่ามีคนไทยคนหนึ่ง ได้เดินทางไปที่ตลาดเพื่อซื้อหมึกนำมาประกอบอาหารที่บ้าน และด้วยความที่หมึกตัวดังกล่าวมีลายจุดสีน้ำเงินรอบลำตัว จึงทำให้เขาถ่ายรูปเจ้าหมึกแล้วโพสท์ลงโซเชียลมีเดียเพื่อถามว่า นี่คือหมึกอะไร ? ซึ่งถ้าเขาไม่ทำแบบนี้ เขาก็คงเสียชีวิตไปแล้ว เพราะหมึกชนิดนั้นคือ Blue-ringed octopus (หมึกบลูริง หรือ หมึกสายวงน้ำเงิน) หมึกตัวเล็กที่มีฉายาว่า "สวยประหาร" ทำความรู้จัก มันคือหนึ่งในสัตว์น้ำที่มีพิษร้ายแรงมากที่สุดในโลก : ขนาดความยาวลำตัว 15-60 มม. พบได้มากทั้งในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน จุดเด่นอยู่ตรงที่ลายรูปวงแหวนสีน้ำเงินหรือสีฟ้าประทั่วตัว ความจริงแล้วพวกมันเป็นสัตว์รักสงบ มักจะแอบอยู่ตามรู ซอกหิน กอสาหร่าย ไม่ได้ออกมาเพ่นพ่าน ลอยสะเปะสะปะไปทั่วทะเลแบบแมงกะพรุน อันตรายมากแค่ไหน ? พิษของมันรุนแรงเป็นอย่างมาก พวกมันเพียงตัวเดียวก็มีฤทธิ์มากพอที่จะทำให้ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนัก 75 กก. จำนวน 10 คนเป็นอัมพาตได้สบาย ๆ (เป็นพิษชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า) เหยื่อที่ถูกกัดจะรู้สึกตัวตลอดเวลาแต่จะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ หลังจากนั้นจะหยุดหายใจภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง แต่หากได้รับพิษปริมาณน้อยผู้ป่วยจะฟื้นเป็นปกติภายใน 24 ชม. ซึ่งตอนนี้ยังไม่มียาแก้พิษชนิดนี้ แล้วถ้ากินเข้าไปล่ะ ? ข้อความก่อนหน้านี้พูดถึงการถูกกัด...

สะเทือนวงการอุตสาหกรรม ! ตอนนี้เราสามารถใช้ “กากกาแฟ แทน น้ำมันปาล์ม” ได้แล้ว

เพื่อก้าวไปสู่ระดับโลก...ผู้ประกอบการชาวสก๊อตสองคนตั้งเป้าที่จะหาวิธีทดแทนน้ำมันปาล์มโดยใช้กากกาแฟ พวกเขาได้คิดค้นวิธีการสกัดน้ำมันจากกากกาแฟที่ใช้แล้วซึ่งมีประโยชน์หลากหลาย น้ำมันปาล์มเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถพบได้ในแทบครัวเรือน แต่การผลิตน้ำมันปาล์มให้เพียงพอต่อความต้องการในครัวเรือนนั้น แทบจะต้องทำลายระบบนิเวศในป่าฝนแถบเอเชียไปหลายแห่งเลยทีเดียว นายสก็อต เคเนดี้ (Scott Kennedy) และนายเฟอกัส มัวร์ (Fergus Moore) ปิ๊งไอเดียนี้ขึ้นขณะอยู่ในที่ทำงานร้านกาแฟในช่วงที่เรียนวิชาบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยแสตรธไคลด์ (Strathclyde) เนื่องจากพวกเขาเห็นกากกาแฟในร้านที่เหลือทิ้งเป็นจำนวนมาก นายมัวร์กล่าวในรายการ Good Morning Scotland ของ BBC Radio ว่า "ประมาณ 60% ของขยะในร้านกาแฟเป็นพวก ‘กากกาแฟ’ แทบทั้งนั้น โดยมีกากกาแฟปริมาณราว 40,000 ตันต่อปี ที่ถูกทิ้งในประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งมากกว่าครึ่งล้านตันจากทั่วสหราชอาณาจักร” มัวร์อธิบายถึงแนวคิดเบื้องหลังของบริษัท Revive Eco ของเขาว่า “มีน้ำมันจากกาแฟที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง ยา อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน และอีกเยอะแยะมากมายจนนับไม่ถ้วน ผมว่ามันอาจจะมีประโยชน์ก็ได้นะ” "เรากำลังพัฒนากระบวนการในการสกัดและฆ่าเชื้อน้ำมันจากกากกาแฟเหล่านี้ ที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับเราคือ น้ำมันเหล่านั้นมีส่วนประกอบเหมือนกับปาล์มทุกประการ” ข่าวน้ำมันปาล์มทำลายที่อยู่ของลิงอุรังอุตัง รวมถึงส่งผลต่อธรรมชาติในส่วนอื่น ๆ ล้วนมีออกมาให้เราเห็นกันเรื่อยมา นายมัวร์กล่าวว่า นี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับเรา...

รัฐเท็กซัส เปิดให้คุณขอรับเลี้ยง “สุนัขสอบตก” ได้แล้ว (เพราะน่ารักเกินกว่าจะเป็นตำรวจ)

เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หรือเมื่อเดือนที่แล้ว ทางกรมตำรวจรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ได้ออกมาประกาสหาผู้รับเลี้ยง "สุนัขตำรวจ" จำนวนมาก  โดยสาเหตุที่ต้องนำพวกมันมาบริจาคให้ผู้คนรับไปเลี้ยงเช่นนี้ เป็นเพราะพวกมัน "สอบตก" เนื่องจากพวกมันมีความ "เป็นมิตร" เกินกว่าที่จะเป็นสุนัขที่ใช้ปฏิบัติหน้าที่ในงานตำรวจได้ ในโครงการดังกล่าวมีสุนัขสายพันธุ์ยอดนิยมที่มักถูกนำมาฝึกเป็นสุนัขตำรวจมากมาย เช่น เยอรมันชอร์ตแฮร์พอยเตอร์, เยอรมันเชพเพิร์ด, ลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์ และเบลเยียมมาลินอยส์ ซึ่งในบรรดาสายพันธุ์สุนัขตำรวจทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนมีสุนัขที่สอบตกและกำลังรอการรับไปเลี้ยงทั้งสิ้น โดยผู้ที่สนใจสุนัขสายพันธุ์เหล่านี้สามารถเลือกได้เลยว่า อยากได้สายพันธุ์ไหนไปเลี้ยงที่บ้าน ผู้ที่ตกลงรับสุนัขเหล่านี้ไปเลี้ยงจะเหมือนกับได้โชคหล่นทับสองชั้น เพราะนอกจากจะได้สุนัขสายพันธุ์ดีที่ได้รับการคัดเลือกแล้วยังได้สุนัขที่ผ่านการฝึกรูปแบบต่าง ๆ กลับมาอีกด้วย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ยังกล่าวเคลมให้ด้วยว่าพวกมันล้วนแล้วแต่เป็นสุนัขที่ "แสนดี ขี้เล่น เป็นมิตร และไม่มีพิษมีภัยอย่างแน่นอน" ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้รับสุนัขเหล่านี้ไปเลี้ยง เนื่องจากทางกรมตำรวจได้กำหนดมาแล้วว่า ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานและข้อกำหนดที่ทางกรมตำรวจระบุไว้ เช่น เป็นผู้ที่ยังไม่มีแผนการจะย้ายบ้านในเร็ว ๆ นี้ หรือเป็นผู้ที่ครอบครองพื้นที่บริเวณมากพอ (มีสนามหญ้า) ให้สุนัชวิ่งเล่น เป็นต้น หลังจากที่ผ่านขั้นตอนดังกล่าวทั้งหมดแล้ว ทางกรมตำรวจจะมีการนัดเจอกับผู้ขอรับเลี้ยง เพื่อทำการสอบสัมภาษณ์และพิจารณาว่า ทั้งสุนัขและผู้ขอรับเลี้ยงสามารถเข้ากันได้ดีทั้งคู่หรือไม่ และจะนัดมารับไปเลี้ยงอีกทีหลังการพิจารณา โดยสาเหตุที่ต้องมากขั้นตอนขนาดนี้ เพราะทางกรมตำรวจอยากมั่นใจว่า เหล่าสุนัขสอบตกพวกนี้จะได้รับสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ดี และได้ถูกรับเลี้ยงโดยเจ้าของที่มีความพร้อมในการดูแลพวกมัน Fact – ผลวิจัยได้ทำการพิสูจน์ออกมาแล้วว่า...

“ผมผิดเอง” ผู้กำกับ X-Men: Dark Phoenix ขอโทษแฟน ๆ หลังหนังออกมาไม่ถูกใจคนดู

Simon Kinberg (ไซมอน คินเบิร์ก) ผู้กำกับ X-Men: Dark Phoenix หนังมนุษย์กลายพันธุ์ภาคล่าสุดที่กำลังเข้าฉายอยู่ในขณะนี้ แต่ทว่าตัวหนังกลับไม่ถูกใจผู้ชมเท่าที่ควร แถมรายได้ยังย่ำแย่ไปตามคำวิจารณ์ด้วยเช่นกัน จึงทำให้ X-Men ภาคนี้กลายเป็น หนังในตระกูลมนุษย์กลายพันธุ์ที่ได้มีรายได้เปิดตัวน้อยที่สุดจากทุก ๆ ภาค ซึ่งก่อนหน้านี้ ไซมอน คินเบิร์ก มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในหนังตระกูล X-Men ทั้งทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอคนเขียนบท แต่ใน X-Men ภาคนี้ ถือเป็นหนังภาคแรกที่เขานั่งแท่นผู้กำกับ แต่ก็น่าเสียดายที่ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้แฟน ๆ หลายคน ถึงกับเรียกหนัง X-Men: Dark Phoenix ภาคนี้ออกมาว่า "เป็นหนัง X-Men ที่แย่ที่สุด เท่าที่เคยดูมา" ซึ่งตัวเขาก็ไม่ได้โต้แย้งใด ๆ กับคำวิจารณ์ที่โจมตีหนังเรื่องนี้ โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นไว้ด้วยว่า "เห็นได้ชัดว่าหนังมันไม่สามารถเข้าถึงคนดูได้ ทั้งหมดนั้นเป็นความผิดของผมเอง .. ถ้าหนังมันห่วย ปล่อยให้มันเป็นความผิดของผมเถอะ ผมเป็นผู้กำกับ ถ้าหนังเข้าถึงคนดูไม่ได้ผมต้องรับผิดชอบ" ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพราะความเครียดและความกดดัน เพราะหนังภาคก่อนหน้าสามารถทำได้ดีเป็นอย่างมาก...

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...