Tuesday, April 23, 2019

แนะนำ

นักวิทย์เยล ปลุกสมองหมูที่ตายไปแล้ว 4 ชั่วโมง ให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2019 นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยลได้ประกาศถึงความสำเร็จ ในการทดลองปลุกสมองหมูที่ตายไปแล้วกว่า 4 ชั่วโมง ให้กลับมาทำงานอีกครั้งได้สำเร็จ หลังจากที่ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าการทำงานพื้นฐานของเซลล์จะหยุดทำงานภายในไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที ทันทีที่ไม่ได้รับออกซิเจนและไม่มีเลือดไหลเวียนไปสู่สมอง ในการวิจัยครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์นำสมองหมูมาจากโรงผลิตอาหาร แล้วนำมันมาฉีดสารพิเศษที่เรียกว่า "BrainEx" เข้าไป เป็นสารคล้ายเลือดที่ประกอบด้วยออกซิเจนสังเคราะห์และสารอาหาร ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาเนื้อเยื่อของสมองโดยเฉพาะ หลังจากนั้นพวกเขาก็พบว่าเซลล์ประสาทมีการเคลื่อนไหว ในขณะที่เส้นประสาท, เซลล์เกลีย และเซลล์หลอดเลือดกลับมาทำงานได้อีกครั้ง ก่อนที่คุณจะคิดไปไกลถึงขั้นซอมบี้หมูจะบุกโลก นักวิจัยพบว่ามันกลับไม่มีกิจกรรมไฟฟ้าใด ๆ เกิดขึ้นในสมอง...

ทำไม ? พระจันทร์จึงกลายเป็นสีชมพู “Pink Moon” (เพราะชาวอินเดียนแดงในอดีต)

หลายประเทศทางฝั่งตะวันตกได้เห็นปรากฏการณ์สุดงดงามของพระจันทร์เต็มดวงในช่วงเทศกาลอิสเตอร์ที่เรียกว่า "Pink Moon" หรือ "พระจันทร์สีชมพู" และมีชาวไทยไม่น้อยที่ได้เฝ้าดูและตื่นตาตื่นใจไปกับปรากฏการณ์ดังกล่าวในช่วงเวลา 18:12 น. ของวันที่ (19/04/62)   ตามจริงแล้วปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่พระจันทร์จะกลายเป็นสีชมพู แต่เป็นเพียงการตั้งชื่อปรากฏการณ์ตาม ชื่อของต้นไม้ "กราวด์ ฟล็อกซ์ (Ground phlox)" พืชประจำเผ่าของชาวอินเดียนแดงในอดีต ซึ่งพืชชนิดนี้มีอีกชื่อหนึ่งคือ "พิงค์ฟลาวเวอร์ (Pink Flower)" แปลตรงตัวว่าดอกไม้สีชมพูนั่นเอง ซึ่งมีดอกสีชมพูสดใสสมชื่อเป็นวันที่เปรียบเสมือน "การเริ่มต้นของฤดูไถหว่าน"...

ญี่ปุ่นอัญเชิญ “ดาบคุซานางิ” ในตำนาน เพื่อสักการะเทพเจ้า ให้ชมเป็นขวัญตา

วันที่ 18 เมษายน 2019 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พร้อมด้วย สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ แห่งญี่ปุ่น เสด็จไปยังศาลเจ้าใหญ่อิเซะ เพื่อประกอบพิธีถวายรายงานแด่เทพเจ้าในศาสนาชินโต ว่าพระองค์จะทรงสละราชสมบัติในวันที่ 30 เมษายนนี้ ซึ่งได้มีการอัญเชิญ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 3 คือ 1.พระแสงดาบคุซานางิ 2.ยาตะโนะคะงะมิ (กระจกสำริด) 3.ยาซากานิโนะมางะตามะ (ลูกปัดหยกคล้ายเม็ดมะม่วงหิมพานต์) เพื่อประกอบพิธีในครั้งนี้ด้วย ไม่บ่อยครั้งนักที่ผู้คนทั่วไปจะได้เห็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ประจำสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น โดยเฉพาะ "พระแสงดาบคุซานางิ"...

ล่าสุด

จะเกิดอะไรขึ้น ? เมื่อธานอสดีดนิ้วขึ้นมาจริง ๆ ในมุมมองของทางวิทยาศาสตร์

ผมเชื่อว่าถึงตอนนี้น่าจะไม่มีใครที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Avenger : Infinity war แล้วใช่มั้ยครับ หรือถ้าไม่ทันได้ดูจริง ๆ อย่างน้อย ๆ ก็คงรู้บทสรุปของเรื่องกันอยู่แล้วว่า ตัวร้ายหลักของเรื่องอย่าง ธานอส ได้ลงมือทำอะไรลงไปบ้าง แต่ยังไงก็ตาม ถ้าหากยังไม่ได้ดูจริง ๆ และไม่อยากถูกสปอย ผมแนะนำให้ปิดบทความนี้ไปก่อนนะครับ เพราะเราจะมาพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง ๆ กับโลก หากพี่มันม่วงของเราทำการดีดนิ้วล้างบางชีวิตทุกชนิดในจักรวาลเหลือเพียงครึ่งเดียว ก่อนอื่นต้องมาทบทวนกันก่อนนะครับ ว่าเป้าหมายของพี่มันม่วงในการลบล้างชีวิตไปครึ่งนึงนั้นเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับดาวไททั่นก่อนที่มันจะล่มสลาย นั่นคือการที่ทรัพยากรมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งธานอสก็ได้เสนอวิธีแก้ด้วยการลบชีวิตทิ้งไปครึ่งนึง ซึ่งเป็นวิธีที่ฟังดูเด็ดขาดและ (เหมือนจะ) สมเหตุสมผล และจากการคอนเฟิร์มโดย เควิน ไฟกี (Kevin Feige) หัวเรือใหญ่แห่งมาเวลสตูดิโอ ระบุมาอย่างชัดเจนว่าเป็นการลบทุกอย่างที่นับเป็นชีวิตสปีชี่ส์ละครึ่งนึง ครึ่งนึงของมนุษย์, ครึ่งนึงของกวาง ครึ่งนึงของปลา ครึ่งนึงของผึ้ง ครึ่งนึงของดอกทานตะวัน กระทั้งครึ่งหนึ่งของแบคทีเรียแต่ละชนิด และอื่น ๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นชีวิต แต่หากเราหันมามองความเป็นจริงที่ไม่ใช่บทภาพยนตร์ จะมีอะไรเกิดขึ้นกับโลกของเราบ้างในทางวิทยาศาสตร์ หากสิ่งมีชีวิตทุกชนิดถูกลบหายไปครึ่งหนึ่ง ดอกเตอร์เคน ลาโควาร่า (Ken Lacovara) นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยโรวาน...

สิ้นเดือนหน้า โซระ อาโออิ จะทำการไลฟ์สดคลอดลูก ! เพื่อให้แฟนคลับได้รับชม

Sora Aoi (โซระ อาโออิ) อดีตนักแสดงหนังผู้ใหญ่ชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น ที่ชายไทยเรามักเรียกกันว่า "น้องอ้อย" ซึ่งเธอได้ออกจากวงการไปตั้งแต่ปี 2011 จากนั้นชายไทยก็ได้เห็นเธอปรากฏตัวอยู่ในหนังของค่าย GTH หลายเรื่อง เช่น ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้ หรือ ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น ซึ่งนอกจากนี้ยังมีบางเรื่องที่เธอมาเป็นนักแสดงรับเชิญอีกด้วย เช่น STAY ซากะ..ฉันจะคิดถึงเธอ เป็นต้น ซึ่งถ้าใครจำได้เมื่อช่วงสิ้นปี 2018 เธอได้ออกมาประกาศข่าวดีว่าเธอกำลังจะแต่งงาน และหลังจากนั้นไม่นานเธอก็ประกาศว่าเธอกำลังตั้งท้องและได้ลูกแฝดซะด้วย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2019 เธอก็ได้ออกมาปรากฏตัวอีกครั้ง โดยครั้งนี้เธอได้เผยถึงโปรเจคที่อยากชวนแฟนคลับของเธอทุกคน ให้มาร่วมเป็นสักขีพยานในการคลอดลูกของเธอ ซึ่งเธอจะทำการถ่ายทอดสดผ่านทาง Abema TV (เป็นช่องทีวีที่ดูได้ผ่านอินเทอร์เน็ต) โดยก่อนหน้านี้ทางทีมงาน Abema TV ได้ติดต่อ โซระ อาโออิ ไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว จากนั้นจึงได้ทำการตกลงกันว่า จะมีทั้งการเก็บภาพไว้เป็นสารคดีและถ่ายทอดสดควบคู่ไปด้วย ซึ่งการคลอดครั้งนี้เธอเลือกใช้วิธี...

คีอานู รีฟส์ เผยอยากรับบทเป็น John Wick ต่อไปเรื่อย ๆ หากแฟน ๆ ยังต้องการ

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2019  คีอานู รีฟส์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เขาสนุกมากในการรับบทแอ็คชั่นเป็น จอห์น วิค และเขายังอยากจะแสดงบทนี้ให้นานที่สุด เท่าที่เขาจะทำได้ ซึ่งเขาได้ให้สัมภาษณ์ไว้ดังนี้ "ผมจะเล่นบทนี้ ให้นานที่สุดเท่าที่ขาของผมจะยืนไหว และเท่าที่ผู้ชมทุกคนอยากให้ผมแสดง" คีอานู รีฟส์ ยังได้ให้สัมภาษณ์อีกว่า เขาไม่คิดเลยว่าจะได้แสดงบทแอ็คชั่น ในช่วงอายุเยอะแบบนี้ (54 ปี) แต่จนถึงตอนนี้ ผู้ชมทุกคนที่ได้ดูหนัง John Wick ล้วนคิดว่า เขาเหมาะสมกับบทนี้จริง ๆ และไม่มีใครสามารถมาแทนที่เขาในบทนี้ได้อีกแล้ว แต่ก่อนที่ คีอานู รีฟส์ จะได้รับบท จอห์น วิค เขาต้องผ่านช่วงขาลงของการแสดงมาก่อน จะเป็นยังไงมาดูกัน คีอานู รีฟส์ เคยประสบปัญหาที่นักแสดงหลาย ๆ คนพบเจอ นั่นคือในช่วงขาลงของการแสดง ในช่วงปี 2005-2013 เขาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการแสดงภาพยนตร์ ทั้งคำวิจารณ์แง่ลบทางด้านการแสดง และรายได้ของหนังแต่ละเรื่อง เรียกได้ว่าหลาย ๆ คนไม่คิดว่าเขาจะกลับมาโด่งดังได้ เหมือนช่วงที่เขาพีคสุด ๆ...

ย้อนรอยเหตุการณ์ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา” หนึ่งในช่วงเวลาที่โหดเหี้ยมที่สุดในโลก !

เรามักจะได้เห็นข่าวที่การใช้ความรุนแรงในสื่อต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ข่าวการทะเลาะวิวาท ข่าวการปล้นจี้ หรือข่าวการทารุณกรรม แต่ความรุนแรงเหล่านั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่คุณกำลังจะได้อ่านในบทความนี้ เพราะนี่คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ใช้เวลา 100 วันและมีผู้เสียชีวิตมากถึง 800,000 คน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบกับประเทศรวันดามาจนถึงทุกวันนี้   เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ? เหตุการณ์นี้เกิดจากความขัดแย้งทางด้านเชื้อสาย ระหว่างชาวทุตซีและชาวฮูตู โดยก่อนปี ค.ศ. 1959 ชาวรวันดากว่า 85 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นชาวฮูตูที่ถูกปกครองโดยชาวทุตซี จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1959 ชาวฮูตูได้โค่นล้มกษัตริย์ของชาวทุตซีลง ทำให้ชาวทุตซีเกินกว่าหมื่นคนต้องหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศยูกันดา เป็นต้น กลุ่มชาวทุตซีที่ลี้ภัยไปนั้น ได้เริ่มก่อตั้งกองกำลังกบฏที่มีชื่อว่า Rwandan Patriotic Front (RPF) และได้ย้อนกลับมาโจมตีประเทศรวันดาในปี ค.ศ. 1990 สงครามดังกล่าวได้ดำเนินไปอย่างยาวนานจนกระทั่งเกิดการเจรจาสงบศึกขึ้นในปี  ค.ศ. 1993 แต่ความสงบก็อยู่ได้ไม่นานนัก... เนื่องจากในคืนวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1994 เครื่องบินที่ประธานาธิบดีบุรุนดี ไซเปรียน ทายามิราโดยสารมานั้นได้ถูกยิงร่วงจนทุกคนบนเครื่องเสียชีวิต...

นักวิทย์เยล ปลุกสมองหมูที่ตายไปแล้ว 4 ชั่วโมง ให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2019 นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยลได้ประกาศถึงความสำเร็จ ในการทดลองปลุกสมองหมูที่ตายไปแล้วกว่า 4 ชั่วโมง ให้กลับมาทำงานอีกครั้งได้สำเร็จ หลังจากที่ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าการทำงานพื้นฐานของเซลล์จะหยุดทำงานภายในไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที ทันทีที่ไม่ได้รับออกซิเจนและไม่มีเลือดไหลเวียนไปสู่สมอง ในการวิจัยครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์นำสมองหมูมาจากโรงผลิตอาหาร แล้วนำมันมาฉีดสารพิเศษที่เรียกว่า "BrainEx" เข้าไป เป็นสารคล้ายเลือดที่ประกอบด้วยออกซิเจนสังเคราะห์และสารอาหาร ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาเนื้อเยื่อของสมองโดยเฉพาะ หลังจากนั้นพวกเขาก็พบว่าเซลล์ประสาทมีการเคลื่อนไหว ในขณะที่เส้นประสาท, เซลล์เกลีย และเซลล์หลอดเลือดกลับมาทำงานได้อีกครั้ง ก่อนที่คุณจะคิดไปไกลถึงขั้นซอมบี้หมูจะบุกโลก นักวิจัยพบว่ามันกลับไม่มีกิจกรรมไฟฟ้าใด ๆ เกิดขึ้นในสมอง ซึ่งบ่งชี้ว่ามันก็เป็นเพียงสมองที่ตายไปแล้วเหมือนเดิม ไม่ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งแต่อย่างใด และไม่มีหลักประกันว่าการรักษาแบบเดียวกันนี้จะใช้ได้กับสมองของมนุษย์ "กาปลุกการรับรู้ของสมองไม่เคยเป็นเป้าหมายของการวิจัยครั้งนี้ นักวิจัยเตรียมที่จะใช้ยาชาและการลดอุณหภูมิเพื่อหยุดกิจกรรมไฟฟ้าถ้ามันจะเกิดขึ้น ทุกคนเห็นชอบร่วมกันล่วงหน้าแล้วว่าการทดลองที่เกี่ยวข้องกับฟื้นฟูกิจกรรมทั้งหมดไม่ควรจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าหากไม่มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่ชัดเจนและการกำกับดูแลของสถาบัน" Stephen Latham ผู้อำนวยการแห่ง Interdisciplinary Center for Bioethics กล่าว ผลของการวิจัยมีแนวโน้มที่จะถูกนำไปใช้ศึกษาการทำงานของสมองที่สามารถปูทางไปสู่การวิจัยใหม่ ๆ ได้มากมาย มากกว่าที่จะเป็นการพาสิ่งที่ตายไปแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้งครับ Fact - หมูสามารถส่งเสียงร้องดังได้ถึง 115 เดซิเบล ซึ่งดังกว่าเสียงของเครื่องบินความเร็วเหนือเสียงถึง 3 เท่า Fact 2 -...

แท้จริงแล้ว “ภาษาเอลฟ์” เป็นภาษาที่ใช้งานได้จริง และมีเปิดสอนในมหาวิทยาลัย

ภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่าง “Lord of the Rings” เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผู้คนแทบทั้งโลกต่างรู้จักและให้การยอมรับในเรื่องของความสนุก ความระทึก ความประทับใจ ความเข้มข้นในตัวบทและเนื้อเรื่อง รวมถึงความตื่นตาตื่นใจในชนเผ่าจากเทพนิยายโบราณที่ทางผู้กำกับจับยัดใส่มา และหนึ่งในชนเผ่าที่มีบทบาทสำคัญจนเป็นที่สนใจของผู้คนส่วนใหญ่คงจะหนีไม่พ้นเผ่า “เอลฟ์ (Elf)” ในช่วงเวลาที่ภาพยนตร์ดังกล่าวโด่งดังเป็นพลุแตกนี้ จึงได้มีการเปิดหลักสูตรการเรียนรู้ “ภาษาเอลฟ์ (Elvish)” เกิดขึ้น เนื่องจากมีผู้ชมมากมายที่สนใจบทสนทนาระหว่าง เลโกลัส และ ธรันดูอิล และด้วยกระแสที่ท่วมท้นบวกกับศิลปะอันงดงามที่เป็นอัตลักษณ์ของชาวตะวันตกซึ่งควรอนุรักษ์ไว้ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (University of Wisconsin) จึงได้มีการเปิดสอนภาษา “ซินดาลีน (Sindari)” สำหรับผู้ที่สนใจ ภาษาดังกล่าวเป็นหนึ่งในภาษาเอลฟ์ (บางครั้งอาจถูกเรียกว่า “ภาษาภูติ”) โดยภาษาเอลฟ์ประกอบไปด้วย ภาษาเควนยาและภาษาซินดาริน ในนิยายระบุว่าทั้งสองภาษาคือภาษาที่เอล์ฟในมิดเดิลเอิร์ธใช้พูดคุยกันเป็นภาษาหลัก เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์ได้ประดิษฐ์คิดค้นภาษาเอลฟ์ขึ้นมาเพื่อใช้ในนวนิยายชุดมิดเดิลเอิร์ธ (Middle Earth) อันโด่งดังจนเป็นตำนานของเขานั่นเอง เขาได้พัฒนาภาษาเอลฟ์จนสามารถใช้งานได้จริง โดยมีไวยากรณ์และคำศัพท์มากพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้ หากสังเกตในภาพยนตร์ The Lords of the Rings ดี...

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...