1.ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ (Starbucks)

เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจนอย่างมาก พ่อทหารผ่านศึกและได้มาเป็นคนขับรถส่งของ ส่วนแม่ทำอาชีพรับจ้างทั่วไป จนวันหนึ่งพ่อเกิดขาหัก ขับรถไม่ได้ ทำให้ครอบครัวแทบไม่มีเงินซื้ออาหารกิน จึงทำให้ ฮาวเวิร์ด ต้องสู้ชีวิตเป็นอย่างมาก เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 12 ในร้านอาหาร และด้วยแรงกดดันนี้ทำให้ฮาวเวิร์ด เป็นนักเรียนเรียนดีจนได้ทุนการศึกษาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย จนสุดท้ายก็ได้ทำงานเป็นผู้จัดการของบริษัทแห่งหนึ่ง รายได้ดีทีเดียว

จนกระทั่งได้ไปดูงานที่อิตาลี จนได้ค้นพบว่า ที่อิตาลี ให้ความสำคัญกับกาแฟคนละเรื่องกับที่อเมริกาเลย ฮาวเวิร์ดไม่รอช้ารีบกระโดดเข้าไปทำธุรกิจกาแฟ จากเด็กน้อยที่ต้องอดมื้อกินมื้อ ต้องทำงานอย่างหนักไม่เคยมีของเล่น และไม่เคยมีเวลาว่างไปทำเรื่องไร้สาระ ตอนนี้เขากลายเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก มีมากกว่า 17,000 สาขาใน 49 ประเทศ ติด 1 ใน 200 คนที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา Starbuck (ทรัพย์สิน 3 พันล้านดอลล่าร์)

 

2.ราล์ฟ รอเลน (Ralph Lauren)

พ่อของราล์ฟประกอบอาชีพรับจ้างทาสีบ้านเพื่อหารายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัว ด้วยความที่เขาสนใจและความหลงไหลในโลกของแฟชั่น ทำให้เขาพยายามศึกษาและพยายามติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวต่างๆของวงการแฟชั่นด้วยตนเองตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โดยในสมัยเป็นนักเรียน เขาได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ชายที่แต่งตัวดีที่สุดในโรงเรียน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ราล์ฟยินยอมที่จะหารายได้เสริมเพื่อนำเงินที่ได้มาใช้จ่ายกับเสื้อผ้าที่ทำให้ตนเองดูดีอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าฐานะทางบ้านของราล์ฟจะยากจน แต่ตัวเขาก็เป็นคนที่มีรสนิยมดีพอสมควร ราล์ฟเคยให้สัมภาษณ์ถึงความฝันของตัวเขาว่า “ผมต้องการที่จะเป็นมหาเศรษฐี ” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือรุ่นของโรงเรียน

ราล์ฟ ลอเร็นหยุดเรียนจากมหาวิทยาลัย Baruch College เพือที่จะรับใช้ชาติไปเป็นทหาร ก้าวแรกของเขาที่เข้ามาอยู่วงการแฟชั่นคือ เขาทำงานพาร์ททามอุสาหกรรมเสื้อผ้าเขาทำงานนั้นอย่างจริงจัง. และผลงานของเขาก็พิสูจน์ว่าเขาสามารถมีรายได้จากการขายไทด์ที่มีมูลค่าถึง $500,000 ในปี 1967 จากธุรกิจร้านขายไทด์เล็กๆ ที่เขาเปิดในตึก Empire State Building.

หลังจากที่เขาออกแบบไทด์ให้กับหลายแบรนด์, ราล์ฟ ตัดสินใจที่จะสร้างแบรนด์ของเขาเอง, มีชื่อว่า ราล์ฟ ลอเร็น. ในวันนี้, มันคือหนึ่งในแบรนด์ที่เป็นผู้นำด้านแฟชั่นในโลก.

ราล์ฟ ไม่ได้อยู่ในฐานะ CEO ของบริษัทตั้งแต่สองปีที่แล้ว แต่เขายังคงเป็นหุ้นส่วนใหญ่ และยังมีอำนาจเสียงโหวตหลักอยู่ในมือ และขณะที่บริษัทสามารถทำรายได้จากการขายถึง 7.4 พันล้านดอลล่าร์

 

3.เฮนรี ฟอร์ด (Ford)

ฟอร์ด เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้ยากจน แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวย เขาเป็นคนที่ชอบคิดและชอบประดิษฐ์มาตั้งแต่เด็ก กว่าจะมาเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมรถยนต์นั้น Ford ไม่ได้เริ่มต้นจากเงินเขาซักบาทเดียว เขาเริ่มต้นจากการยืมเงินเพื่อน การเจรจาขอซื้อวัตถุดิบต่างๆ โดยใช้เครดิต หลังจากนั้นก็เร่งขายรถที่ผลิตเองเพื่อใช้หนี้ และพอได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ลงทุนต่อ เขาเก็บเล็กผสมน้อยแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเขาสามารถสร้างอาณาจักร Ford ที่ยิ่งใหญ่มาจนถึงวันนี้ได้ Henry Ford มีทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่าในปัจจุบันราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากนั้น Ford ยังเป็นเจ้าพ่อแห่งการซื้อขายค่ายรถยนต์ในปี 1989 ได้กว้านซื้อกิจการของบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตสายเลือดอังกฤษ Aston Martinและได้ขายออกไปในปี 2007 ให้กับ David Richardsบริษัทกลุ่มวิศวกรรม Prodrive แต่ก็ยังคงถือหุ้นส่วนอยู่จำนวนหนึ่ง จากนั้นในปี 1990 ซื้อกิจการของ Jaguar จากตลาดหุ้นลอนดอนและซื้อบริษัท Rover มาจาก BMW ในปี 2000 และได้ขายทั้ง Jaguar และ Land Rover ให้กับ Tata Motor ในปี 2008 จากนั้นได้ซื้อบริษัทVolvoในปี 1999 ขายต่อให้กับ Zhejiang Geely Holding Group หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน ในปี 2010 และปัจจุบันยังเป็นหุ้นส่วนของ Mazda อีกด้วย

ในปี 2010 Ford มียอดขายติดอันดับที่ 5 ของโลก และยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ถูกบันทึกสถิติในปี 2008 ไว้ว่า Ford ได้ผลิตรถยนต์จำนวน 5.532 ล้านคัน มีพนักงาน 213,000 คน โรงงานผลิตอะไหล่และประกอบรถยนต์ 90 แห่งรอบโลก

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ปฏิวัติการผลิตเชิงอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลอย่างมากกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ โดยนักทฤษฎีสังคมหลายคนถึงกับเรียกช่วงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมช่วงนี้ว่า “แบบฟอร์ด”

“ถ้าคุณคิดว่าคุณทำมันได้ หรือคุณคิดว่าคุณทำไม่ได้หรอก… คุณก็คิดถูกต้องแล้ว” – Henry Ford

 

4.จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ (Standard Oil)

นักธุรกิจชาวอเมริกันเจ้าของกิจการน้ำมันสแตนดาร์ดออยล์ ชายผู้นี้ถูกยกย่องให้เป็น บุคคลที่รวยสุดในประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ และ เป็นคนอเมริกันที่รวยที่สุดในนับตั้งแต่ก่อตั้งอเมริกา

เขาเริ่มทำงานจริงจังครั้งแรกในวัยเพียง 16 ปี ด้วยการเป็นผู้ช่วยพนักงานบัญชีโดยทำงานให้กับบริษัทนายหน้าขนาดเล็กชื่อเฮวิตต์แอนด์ทัตเทิล

เขาเริ่มต้นจากการอดออมทุกอย่าง ประหยัดสุดๆ เพื่อหาเงินมาซื้อโรงกลั่นน้ำมันในปี 1862 เขาก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ โดยเริ่มต้นจากการเสนอส่วนลดให้บริษัทรถไฟที่ยอมขนส่งน้ำมันของเขาไปทั่วประเทศ และขายน้ำมันในราคาถูกให้กับลูกค้าที่ไม่เคยได้ยินชื่อเขามาก่อน และนี่เป็นการสร้างชื่อเขาทีละเล็กทีละน้อยจนเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั่วโลกในวันนี้

ต่อมาได้บริจาคทุนทรัพย์ 500 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐเพื่อก่อตั้งมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ขึ้นสำหรับช่วยเหลือด้านการศึกษาและการสาธารณสุข เช่น ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยชิคาโก และมหาวิทยาลัยร็อกเกอะเฟลเลอร์, ออกทุนสนับสนุนในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์กลาง, ก่อตั้งคณะกรรมการการศึกษาทั่วไป John D. Rockefeller มีทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่าในปัจจุบันราว 340,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ร็อคกี้เฟลเลอร์ประสบความสำเร็จเป็นเศรษฐีพันล้านตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ชีวิตส่วนตัวเขากลับไม่ได้เป็นอย่างนั้นในช่วงที่เขาอายุ 50 ปี ร็อคกี้เฟลเลอร์ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เนื่องจากเครียดจากการทำงานหนักมากเกินไป มีอาการนอนไม่หลับ อาหารไม่ย่อย และผมร่วงจนต้องใส่วิกผม

ต่อมาร็อคกี้เฟลเลอร์ จึงวางมือทางธุรกิจในขณะที่เขาอายุ 57 ปี และเริ่มบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือการกุศล เขาได้ให้เงินช่วยเหลือวิทยาลัยเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยชิคาโกที่มีชื่อเสียง เขาได้ตั้งมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินชื่อนี้ มูลนิธินี้จะสนับสนุนด้านการแพทย์ การศึกษา และ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์

จากการเปลี่ยนตัวเองจากนายทุนที่เอารัดเอาเปรียบมาเป็นผู้ทำงานด้านการกุศล ทำให้อาการป่วยของเขาดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้นานถึง 40 ปี และเสียชีวิตลงในวัย 97 ปี

 

5.อามันซิโอ ออร์เตกา (ZARA)

ออเตการ์เป็นแค่เด็กยากจนคนหนึ่ง เขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากกับพ่อของเขาที่ทำงานเป็นพนักงานรถไฟ. เขาต้องลาออกจากโรงเรียน และต้องทำงานช่วยเหลือพ่อ. งานแรกที่เขาก้าวเขามาในโลกของวงการแฟชั่นเริ่มต้นจากที่เขาทำงานที่ร้านทำเสื้อเป็นร้านทำเสื้อพื้นเมือง

เขาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุเพียง 13 ปี พ่อเป็นเจ้าหน้าที่รถไฟ แม่เป็นคนแม่บ้านในบ้านของคนรวย ออร์เตกาเริ่มต้นอาชีพจากการเป็นเด็กขายของในร้านเสื้อผ้าขนาดเล็ก เขารักการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อย่างทานมื้อเช้าในร้านเล็กๆ หรือจูงสุนัขไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ เขาเกลียดการมีชื่อเสียง เขาจึงไม่ชอบการให้สัมภาษณ์สื่อ

ออเตการ์เปิดร้าน Zara แห่งแรกในปี 2518 แต่หลังจากนั้นถึง 24 ปี ที่ออเตการ์ไม่เคยมีรูปปรากฏอยู่บนสื่อสิ่งพิมพ์ใดๆ สื่อส่วนใหญ่ในอดีตสะกดชื่อเขาผิดเป็นอาร์มันโด ออเตการ์ และไม่แน่ใจว่าเจ้าของ Zara คนนี้มีตัวตนจริงๆ บนโลกหรือไม่

ตั้งแต่สร้างโรงงานมา 40 ปี เขาไม่เคยมีออฟฟิศเป็นของตัวเอง เขาจะนั่งรวมกับคนงาน อยู่แถวๆ ที่ออกแบบเสื้อผ้าสตรี คนงานคนไหนอยากสอบถามความเห็นเขา เดินไปหาได้ ไม่ต้องนัดล่วงหน้า แม้แต่คนงานใหม่ เขาไม่เคยรังเกียจที่จะเข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วย

ตอนกลางวันเขานั่งกินข้าวในโรงอาหารพร้อมกับคนงาน แม้เขาเป็นเจ้าของ แบรนด์แฟชั่น แต่เขาใส่เสื้อและกางเกงสีเดียวกันมาทำงานทุกวัน บางครั้งใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ เขาเกลียดการผูกไทร์หัวหน้าฝ่ายออกแบบบอกว่าแบรนด์นี้ไม่เคยไปออกงาน Fashion Shows ไม่เสียเงินค่าโฆษณามากมาย ลักษณะการขายเป็นแบบปากต่อปาก ช่วงปี 2011-2012 เศรษฐกิจสเปนตกต่ำ แต่บริษัทกลับมียอดขายโตเอาๆ ปีละเกือบ 20%

หลักการทำงานของออร์เตก้ามีแค่ 2 ข้อ *ต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร *และต้องตอบสนองความต้องการนั้นอย่างรวดเร็ว

ความสำเร็จของ Zara ทำให้นิตยสาร Forbes ยกให้ Zara เป็นแบรนด์เครื่องแต่งกายอันดับ 2 ของโลก เหนือกว่า H&M และ Uniqlo เป็นรอง Nike เพียงแบรนด์เดียว

ในแต่ละปี Zara สามารถผลิตสินค้าถึง 15,000 แบบ ผ่านโรงงาน 6,959 แห่งใน 53 ประเทศ

ออเตการ์ใช้เวลาถึง 54 ปี ตั้งแต่เปิดร้านเสื้อแห่งแรก จนกลายเป็นเศรษฐีอันดับ 4 ของโลก ความสำเร็จของออเตการ์ ไม่ได้มีเคล็ดลับพิเศษอะไร แต่เกิดขึ้นจากการก่ออิฐทีละก้อนอย่างมั่งคง และไม่เลิกล้มไปซะก่อน

แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของบุคคลนี้คงจะเป็น การไม่หลงไปกับ ชื่อเสียง และการมีตัวตนในสังคม

 

6.โอปราห์ วินฟรีย์ (The Oprah Winfrey Show)

คงไม่มีใครคิดว่า หญิงสาวคนหนึ่ง ที่เป็นลูกของซิงเกิลมัม วัยรุ่น และเธอโดนข่มขืนตอนอายุ 9 ขวบ เมื่ออายุ 13 เธอก็ได้หนีเตลิดออกจากบ้าน เมื่ออายุได้ 14 โอปราห์ได้ตั้งท้องและเก็บเด็กไว้จนคลอด แต่ลูกของเธอได้เสียชีวิตในไม่นานต่อมา (เรื่องนี้เป็นความลับมาโดยตลอด จนมีคนในครอบครัวของเธอเอาเรื่องมาขายกับสื่อ)

แรกเริ่มที่เธอรู้ว่าตัวเองท้องนั้น เธอรู้สึกสิ้นหวัง จนคิดจะแท้งลูกด้วยการกินน้ำยาซักผ้า และอยากจะตายตามไปด้วย ความสัมพันธ์ของเธอกับแม่แย่ลงทุกที และเธอก็ถูกส่งไปอยู่กับพ่อเป็นการถาวร เพราะแม่ไม่ต้องการเลี้ยงดูเธออีกต่อไป จะสามารถประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้ ผมว่าเธอคนนี้เป็นคนที่สู้ชีวิตมากที่สุดในลิสต์นี้แล้วหล่ะ และก็เหมือนโชคชะตาจะกลั่นแกล้งเธออย่างไม่หยุดหย่อน

พ่อผู้เข้มงวดและดูเย็นชานั้นกลับเป็นผู้ส่งเสริมเรื่องการศึกษาให้ลูกสาวอย่างเต็มที่ เธอกลายเป็นนักเรียนดีเด่นได้รับทุนการศึกษา และเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเธอในทุกวันนี้

โอปราห์เริ่มเส้นทางอาชีพตั้งแต่เมื่ออายุ 19 ปีเรียน โดยเป็นผู้ประกาศข่าวที่อายุน้อยที่สุดและเป็นผู้ประกาศข่าวหญิงผิวสีคนแรกในอเมริกา หลังจากเธอเริ่มงานเพียง 1 เดือน รายการนี้กลายเป็นรายการที่มีเรตติ้งสูงอันดับหนึ่งในชิคาโก

จากนั้นไม่ถึงปีทางสถานีได้ขยายเวลาออกอากาศเป็น 1 ชั่วโมง และเปลี่ยนชื่อรายการเป็น “The Oprah Winfrey Show” และในปี ค.ศ. 1986 รายการของเธอได้ออกอากาศไปทั่วประเทศ และกลายมาเป็นรายการทอล์กโชว์ที่มีเรตติ้งสูงสุดในประวัติศาสตร์ทีวีสหรัฐฯ จนเธอตั้งบริษัทโปรดักชั่นของตัวเองได้ใน 2 ปีถัดมา และฮิตยืนยาวสองทศวรรษจนถึงปัจจุบันที่มีผู้ชมราว 48 ล้านคนต่อสัปดาห์ในสหรัฐฯ บวกกับที่ออกอากาศในอีก 126 ประเทศทั่วโลก

oprah.com ที่รวมทุกคอนเทนต์จากรายการและนิตยสารมาสร้างชุมชนออนไลน์สร้างยอด pageview ได้ถึง 68 ล้านหน้าต่อเดือน มีสมาชิกลงทะเบียน 4 ล้านคนและได้รับอีเมลพูดคุยสอบถามถึงเดือนละราว 2 หมื่นฉบับแทบทุกเดือน

ปัจจุบันรายการ “The Oprah Winfrey Show” ซึ่งเป็นรายการที่เน้นที่เรื่องราวชีวิตจริงของผู้คน รวมทั้งเรื่องบันเทิงด้านต่างๆ มีผู้ชมทั่วอเมริกาสัปดาห์ละประมาณ 30 ล้านคน แพร่ภาพไปยังประเทศอื่นๆ อีก 115 ประเทศทั่วโลก

ล่าสุดนิตยสารฟอร์บส์เปิดเผยข้อมูลว่าโอปราห์คือสตรีผู้ร่ำรวยที่สุดในวงการบันเทิง มูลค่าสินทรัพย์กว่า 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทิ้งห่างอันดับ 2 “เจ. เค. โรว์ลิ่ง” นักเขียนชาวอังกฤษเจ้าของวรรณกรรมเยาวชนขายดี “แฮรี่ พอตเตอร์” ที่มีสินทรัพย์ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ และอันดับ 3 คือ “มาร์ธา สจ๊วต” นักธุรกิจหญิงชาวอเมริกัน ซึ่งมีสินทรัพย์ประมาณ 600 ล้านดอลลาร์

 

7.เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน (Virgin)

ริชาร์ด ชาร์ลส์ นิโคลัส แบรนสัน เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางของอังกฤษ ซึ่งยึดอาชีพทางด้านกฎหมายจนกลายเป็นธรรมเนียมตกทอดของตระกูล แต่ดูเหมือนว่าอาชีพทางด้านกฏหมายจะไม่ได้อยู่ในกระแสเลือดของ ริชาร์ด แม้แต่หยดเดียวเลย

เริ่มทำธุรกิจตอนอายุ 15 มาบัดนี้ เขากลายเป็นปรมาจารย์ด้านการขยายธุรกิจ เป็นเจ้าของอาณาจักร “เวอร์จิ้น กรุ๊ป” กว่า 400 บริษัทมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท จนถูกยกย่องให้เป็น ปรมาจารย์ในการสร้างและขยายธุรกิจ

เขาเริ่มทำธุรกิจตอนอายุ 15 ด้วยการปลูกต้นคริสมาสขาย และก็เพาะเลี่ยงนกแก้วออสเตรเลีย และ เมื่ออายุ 16 ปี แบนสันลงมือทำนิตรสารที่มีชื่อว่า Student ซึ่งเป็นนิตรสารรายเดือนสำหรับเด็กวัยรุ่นระดับมหาวิทยาลัย เพื่อเป็น เสียงของคนหนุ่มสาว โดยมีแม่เป็นผู้ให้การสนับสนุน ด้วยเงิน 4 ปอนด์ ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักกับคำว่าประสบความสำเร็จครั้งแรกในชีวิต ริชาร์ด ได้รับสัญชาตญาณในการทำธุรกิจตั่งแต่วัยเยาว์ ทำให้เมื่อเขามีอายุได้ 17 ปี ก็ได้ลาออกจากโรงเรียนเพื่อทำธุรกิจอย่างเดียว โดยครูใหญ่ของเขาทำนายไว้ว่า ถ้า ริชาร์ด ชาร์ลส แบรนสัน ไม่เข้าคุก ก็ต้องเป็นมหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

ธุรกิจต่อมาคือการขายแผ่นเสียง ด้วยcollection แผ่นเสียงหายาก หรือวงอินดี้ที่อยู่ใน London ผ่านทางไปรษณีย์ โดยต่อสู้กับร้านแผนเสียงรายใหญ่อย่าง HMV โดยทำราคาถูกกว่า 15 % จากต้นทุนการบริหารที่น้อยกว่า และยังใช้การโฆษณาในนิตรสาร Student ของเขาเอง ในอายุเพียง 19 ปี หลังจากนั้นเขาได้ถูกฟ้องจากการหลีกเลี่ยงภาษีจาการขายแผ่นเสียงของเขา ซึ่งต้องติดคุก 1 คืน และชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินราว 60,000 ปอนด์ หรือประมาณ 3,120,000 บาท หลังจากนั้นเขาได้ทำงานหนักเพื่อใช้หนี้และขยายธุรกิจ ด้วยการเปิดธุรกิจห้องบันทึกเสียง เริ่มทำธุรกิจสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับดนตรี ร้านค่าปลีก โรงงานผลิตแผ่นเสียง และเริ่มผลิตแผ่นเสียงในสังกัดของตัวเอง

การก่อตั้งสายการบิน Virgin Atlantic จากประสบการณ์ที่เขาบินไป Virgin Island เมื่อตอนอายุได้ 20 เพื่อไปพบแฟนสาว ปรากฏว่าเที่ยวบินนั้นยกเลิกเพราะเครื่องบินมีปัญหา Richard Branson ไม่หมดความพยายาม เขาติดต่อหา Chartered flight เป็นการเหมาเครื่องบินบินไปจุดหมายปลายทาง เขาหาเครื่องบินได้ Richard Branson เลยเอากระดานดำมาหนึ่งแผ่นแล้วเขียนข้อความว่า “Virgin Airlines. $ 29″ เขาชูป้ายนั้นให้บรรดาผู้โดยสารอื่นที่ตกเครื่องบินเช่นเดียวกับเขา ภายในระยะเวลาอันสั้น เขาขายตั๋วได้หมด แล้วนำเงินนั้นไปเช่าเหมาลำเครื่องบินลำที่เป็น Chartered flight บินไป Virgin Island และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Virgin Atlantic ริชาร์ด แบรนสัน ขยายบริการอย่างรวดเร็วไปยังท่าอากาศยานใหม่ๆ ขยายเครือข่ายเส้นทางบินจาก ลอนดอนไป อเมริกา แคริเบียน และเอเชีย จนกระทั่ง สร้างสายการบิน เวอร์จินออสเตรเลีย

ริชาร์ด แบรนสัน ไม่เคยหยุดนิ่ง เขาลงทุนทำธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวอร์จิ้นคอมมิวนิเคชั่น เวอร์จิ้นโคล่า เครืองสำอาง ไนต์คลับ เวอร์จิ้นไบรด์ และสินค้าเสื้อผ้า และ Virgin Galactic ที่จะพาคนไปท่องเที่ยวอวกาศ โดยที่ได้ทำการ test launch ในเดือน เมษายน ปี 2013 กับโครงการ SpaceShipTwo หลังจากนั้นได้มีลูกค้าซื้อตั๋วไปอวกาศจำนวน 500 คนทันทีหลังจากโครงการได้ถูกนำเสนอ

อีกหนึ่งเคล็ดลับของ ริชาร์ด แบรนสัน ก็คือ เขาจะพกสมุดโน๊ตเล็กๆไว้ติดตัวเสมอ เพราะทุกครั้งที่เขาได้ข้อคิดจากการเดินทางไปที่ไหน ก็จะจดไว้ หรือจู่ๆเกิดปิ๊งไอเดียแปลกใหม่ขึ้นมาก็จะจดไว้ ริชาร์ด บอกว่า เพราะการทำแบบนี้แหละ จึงทำให้เขาร่ำรวยมหาศาล และสามารถบริหารบริษัทกว่า 400 บริษัทของเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

8.แลร์รี เอลลิสัน (Oracle)

แอปเปิ้ลมี สตีฟ จ๊อบ, ไมโครซอฟ มีบิลเกต, และโอราเคิล มีแลร์รี เอลลิสัน. แลร์รี ไม่ใช่บุคคลท่ามกลางคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก, แต่เขายังเป็นบุคคนหนึ่งที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกเช่นกัน.ด้วยเงิน (ประมาณ 48 พันล้านดอลล่าร์) และอำนาจที่อยู่ในมือของเขา, มีสองอย่างนี้มีอะไรที่เขาต้องการอีก

แต่รู้อะไรไหมเมื่อ 10 ปีที่แล้วเขาต้องสู้ชีวิตกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้. ความยากลำบากของแลร์รี่นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก. เขาเกิดมาในครอบครัวที่มีแต่แม่คนเดียว แม่ของเขาไม่สามารถเลี้ยงดูตัวเขาได้, เขาจึงต้องถูกส่งไปให้คุณลุง และน้าเลี้ยงดูแทน. ชีวิตดูเหมือนจะดีขึ้นจนน้าที่เหมือนแม่คนที่สองของเขาต้องเสียชีวิตไป

แลร์รี่ตัดสินใจหยุดเรียนจากมหาลัย และเดินทางไปยังแคลิฟอเนีย. เขาทำงานมากมายหลายอย่างถึงแปดปี. 1 ในงานที่เขาทำนั้นจริงๆแล้วเป็นงานที่ดีเลยงานหนึ่ง : การสร้างข้อมูลพื้นฐานให้กับซีไอเอ. หลังจากนั้นในปี 1977, เขาก็ก่อตั้งบริษัทพัฒนาซอฟแวร์นั้นคือ บริษัท Oracle บริษัทซอฟแวร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ที่เริ่มต้นลงทุรด้วยเงิน 70,000 บาท

หลังจากลาออกจากมหาวิทยาลัยสองแห่ง แลร์รี่ เอลลิสันและหุ้นส่วนสองสามคนก็ก่อตั้งทีมวิจัยพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยเงินทุนเพียง 70,000 บาท เอลลิสันลงเงินส่วนตัวในสัดส่วนที่มากที่สุด คือ 40,000 บาท ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญมากสำหรับคนที่เพิ่งลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน อีกทั้งเพิ่งจะเรียนรู้การเขียนโปรแกรมขั้นพื้นฐานเท่านั้นเอง

แม้จะเปิดตัวธุรกิจในตลาดที่ไม่ได้มีการทดสอบมาก่อน แต่การตัดสินใจของเอลลิสันก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ออราเคิลมียอดขายเป็นสองเท่าเป็นเวลา 11 ปีอย่างต่อเนื่อง

เอลลิสันร่ำรวยมหาศาล ในฐานะผู้ถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดของออราเคิลและเป็นผู้บริหารที่มีรายได้ดีที่สุดในยุค 90s โดยครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นเจ้าของเรือยอร์จที่ใหญ่ที่สุดในโลกทั้งหมดแปดลำ

นอกเหนือจากทรัพย์สินข้างต้น เอลลิสันมีบ้านที่มีสนามกอล์ฟส่วนตัว เขาเคยได้รับบทบาทเป็นตัวเองในภาพยนต์เรื่อง Iron Man 2 และเป็นที่กล่าวกันว่า เขามีเงินและทรัพย์สินมูลค่าสูงถึง สามหมื่นห้าพันล้านบาท ซึ่งไม่เลวเลย สำหรับการลงทุนความเสี่ยงเพียง 70,000 บาท

วันก่อน…แลร์รี่ เอลลิสันเป็นนักเขียนโปรแกรมหนุ่มน้อยที่เสี่ยงลงทุน 70,000 บาท เพื่อเริ่มต้นธุรกิจร่วมทุน วันนี้…เขารับผิดชอบในการสร้างธุรกิจซอฟต์แวร์ระดับโลกที่มีมูลค่าตลาดถึง 6.4 แสนล้านบาท

 

9.แจ็ค หม่า (Alibaba)

จากชีวิตครูสอนภาษาอังกฤษ สู่การเป็นเจ้าของ Alibaba ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซที่เขี่ย eBay ตกบัลลังก์ในจีน

หลายวันมานี้ในวงการหุ้นมีประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นที่ฮือฮามาก นั่นคือ Alibaba ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซจากจีน ได้เสนอหุ้น IPO ที่หุ้นละ 68 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งนั่นผลักให้ Alibaba กลายเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า eBay, Twitter และ LinkedIn รวมกันเสียอีก และจากประเด็นดังกล่าว ทำให้ชื่อของ แจ็ค หม่า (Jack Ma) เจ้าของ Alibaba ถูกพูดถึงอย่างมากในสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องที่เขามีทางเดินชีวิตที่เรียกว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ เมื่อชีวิตเริ่มต้นจากการเป็นครูภาษาอังกฤษเงินเดือนเพียง 500 บาท แต่จับพลัดจับผลูจนตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในเศรษฐีที่รวยที่สุดในจีนไปแล้ว ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรนั้น กระปุกดอทคอมจะพาไปติดตามพร้อม ๆ กันเลย

แจ็ค หม่า หรือชื่อจริง ๆ ว่า หม่า หยุน เป็นชาวจีนจากเมืองหางโจวที่เกิดในครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะดีนัก แต่เขาฉายแววใฝ่เรียนรู้แบบไม่เหมือนใครตั้งแต่เด็ก เขาชื่นชอบภาษาอังกฤษมาก และตั้งแต่อายุ 12 ปี แจ็ค หม่า พยายามเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตัวเองมาโดยตลอด ทุกเช้าเขาจะปั่นจักรยานกว่า 40 นาที ไปยังโรงแรมแห่งหนึ่ง ก่อนจะเข้าไปคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แล้วเสนอตัวเป็นไกด์ให้เพื่อฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษ

ชีวิตในโรงเรียนของเขาก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เขามักจะถูกเพื่อนล้อเสมอเพราะเขาตัวเล็กกว่าคนอื่น และเขาเองก็ไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไรนัก ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาสอบไม่ติดถึง 2 ครั้ง ก่อนที่สุดท้ายจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยครูหางโจวได้ และเมื่อเรียนจบเขาก็เป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ 5 ปี เงินเดือนอยู่ที่ราว ๆ 500-600 บาทเท่านั้น

แต่โอกาสในชีวิตเขาก็มาถึง เมื่อวันหนึ่งในปี 2538 เขาได้เดินทางไปเป็นล่ามที่เมืองซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา และที่นั่น เพื่อนของเขาได้แนะนำให้เขารู้จักกับอินเทอร์เน็ต ในตอนนั้นหม่าเองเพิ่งจะเคยสัมผัสกับคีย์บอร์ดเป็นครั้งแรก ก่อนจะตระหนักว่าที่ยังไม่มีข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับจีนในอินเทอร์เน็ตมากนัก

หลังจากกลับประเทศจีนในตอนนั้น หม่าจึงเริ่มต้นทำสมุดหน้าเหลืองออนไลน์เกี่ยวกับธุรกิจเป็นครั้งแรก แต่มันก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไร จนเมื่อปี 2542 หม่าจึงได้รวมกลุ่มกับเพื่อน จัดตั้งบริษัทอีคอมเมิร์ซ นามว่า Alibaba ขึ้น ด้วยเงินทุนราว 2 ล้านบาท ซึ่งหม่าเป็นคนเลือกชื่อนี้เองเพราะอยากให้คนทุกชาติทุกภาษาสามารถออกเสียงได้อย่างง่าย ๆ

ต่อมาในปี 2546 หม่าได้เปิดเว็บไซต์ Taobao ขึ้น เพื่อสร้างธุรกิจออนไลน์ที่ใช้งานได้ง่าย ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีน ซึ่งในตอนแรก ๆ นั้น ธุรกิจของเขาก็ดำเนินไปอย่างเรียบ ๆ ไม่มีกำไร เพราะมีคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง eBay อยู่ แต่หม่าก็ไม่ยอมแพ้ เขาคิดว่า eBay นั้นเป็นเหมือนฉลามในมหาสมุทร และบริษัทเขาเป็นจระเข้ในแม่น้ำ ดังนั้นเขาต้องไม่ต่อสู้ในมหาสมุทร เพราะมันจะแพ้ แต่หากเขาเลือกต่อสู้ในแม่น้ำซึ่งเป็นถิ่นตัวเอง เขาจะชนะ และมันก็เป็นจริงดังที่เขาคาดคิด เพราะเพียงแค่ 3 ปี Taobao ก็พลิกโผขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาดเกินกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ จน eBay ถอยทัพออกจากจีนในปลายปี 2548 และนับแต่นั้นมา Taobao ก็กลายเป็นเพชรเม็ดงามของยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนอย่าง Alibaba และปัจจุบันก็เป็นเว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน ขณะที่ความสำเร็จครั้งนี้ได้ผลักให้หม่ากลายเป็นหนึ่งในเศรษฐีที่รวยที่สุดในจีน

ความล้มเหลวที่หอมหวาน

แจ็คต้องเรียนซ้ำชั้นอนุบาลถึง 7 ปี เพราะมีพัฒนาการช้า พอขึ้นชั้นประถม ก็เป็นเด็กเกเรจนเกือบถูกโรงเรียนไล่ออก เขาเรียนวิทย์คณิตไม่รู้เรื่อง แต่ยังโชคดีที่สนใจภาษาอังกฤษ เพราะเห็นว่าดูเท่ห์ดี ช่วงวัยรุ่น เขาขี่จักรยานจากบ้านไปที่โรงแรมในเมืองเป็นเวลา 45 นาที ทุกวัน เพื่อพูดคุยกับฝรั่งและอาสาพาเที่ยวฟรี โดยหวังว่าจะได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วยในตัว

พอจบมัธยมปลาย เขาสอบเอ็นทรานซ์ตกสองครั้ง จนครั้งที่สาม จึงสอบเข้าได้เรียนภาษาอังกฤษในวิทยาลัยครูเล็กๆ แห่งหนึ่ง เมื่อจบมา เขาพยายามสมัครทำงาน KFC ซึ่งเพิ่งเข้ามาเปิดกิจการในจีน แต่ได้รับการปฏิเสธ สุดท้ายจึงสอบบรรจุเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่วิทยาลัยเล็กๆ ในชนบทและค่อยๆ ตั้งบริษัทรับแปลงานเป็นของตัวเองเพื่อเสริมรายได้

ในปี คศ. 1995 เขารับงานล่ามเดินทางไปสหรัฐอเมริกา แต่สุดท้ายปรากฏว่าถูกหลอก ไม่ได้รับเงินค่าจ้าง แต่ในระหว่างที่เขาได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตาที่อเมริกาเป็นครั้งแรกนั้น เขากลับมองเห็นโอกาสทอง ที่ชื่อว่า “อินเทอร์เน็ต” ซึ่งเป็นของที่ยังใหม่มากในขณะนั้น เขาลองเสิร์ชคำว่า “China” ดู ปรากฏว่าไม่มีเว็บเพจอะไรขึ้นมาเลย เพราะในขณะนั้นจีนยังไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองเลย

แจ็คตั้งเป้าตั้งแต่วันแรกว่า Alibaba จะต้องเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตของโลก ไม่ใช่เฉพาะของประเทศจีนเท่านั้น เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นโลกใหม่ที่ไร้พรมแดน และยังจะต้องเป็นบริษัทที่ช่วยตอบโจทย์สังคม คือช่วยผู้ค้ารายย่อยให้เข้าถึงสินค้าและวัตถุดิบราคาถูก ตัดปัญหาพ่อค้าคนกลางทิ้งไป

เขาเริ่มขยายบริษัทอย่างเร่งรีบ โดยตั้งสำนักงานที่สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ จนเกือบต้องล้มเหลวอีกครั้งเพราะบริษัทมีแต่ค่าใช้จ่าย แต่รายได้กลับมีเข้ามาน้อยมาก เพราะเว็บไซต์ไม่ได้เก็บเงินผู้ผลิตที่มาโพสต์ เนื่องจากหากเก็บเงิน ก็จะไม่มีผู้ผลิตเข้ามาใช้บริการ สุดท้ายแจ็คตัดสินใจปิดสำนักงานที่สหรัฐอเมริกาและทั่วโลก เพื่อกลับมาทำธุรกิจภายในประเทศจีนให้แข็งแกร่งเสียก่อน

ต้องรอถึง 5 ปีหลังจากที่ก่อตั้งบริษัท Alibaba จึงสามารถทำกำไรได้เป็นครั้งแรกโดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากค่าโฆษณา ซึ่งเมื่อเว็บไซต์มีผู้เข้าใช้งานจำนวนมากแล้ว ผู้ผลิตจึงยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้เสิร์ชถึงชื่อบริษัทตัวเองได้ง่ายขึ้น

ขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดีนั้น ในปี ค.ศ. 2003 ยักษ์ใหญ่อย่าง eBay ก็ประกาศบุกตลาด E-Commerce ในจีน จน Alibaba เกือบจะต้องล้มอีกครั้งแจ็คต้องตั้งทีมงานเล็กๆ เพื่อทำเว็บไซต์ Taobaoให้ประชาชนทั่วไปมาโพสต์ขายของได้ โดยประกาศให้โพสต์ฟรี 3 ปีแรก และต่อมาก็ประกาศไม่คิดเงินอย่างถาวร (ขณะที่ eBay เก็บเงิน) ผลคือจากเดิมที่ eBay ประสบความสำเร็จสูงมากในจีน สามารถครองตลาดถึง 85% กลับค่อยๆ มีส่วนแบ่งการตลาดลดลงเรื่อยๆ จนต้องปิดเว็บไซต์จีนไปในที่สุดในปี ค.ศ. 2006

หลังจากผ่านความล้มเหลว ลองผิดลองถูกมามากมาย ปัจจุบันนักวิเคราะห์คาดว่า Alibaba มีมูลค่าตลาดที่ระหว่าง 4.8-8 ล้านล้านบาท และการเสนอขายหุ้นในอเมริกาครั้งนี้ นับว่าเป็นหนึ่งในมหกรรมการจำหน่ายหุ้นครั้งแรกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาเลยทีเดียว (จากเงินทุนเพียง 2 ล้านบาทนะเนี่ย)

และอีกเรื่องตอนนี้ แจ๊ค หม่า กลายเป็นเจ้าของ KFC ในประเทศจีนแล้วนะครับ ไม่รู้แค้นส่วนตัวหรือมองเห็นโอกาสทางธุรกิจกันแน่ ฮ่าๆๆ (เข้าซื้อด้วยเงินราวๆ 15,000 ล้านบาท)

 

10.โดนัล ทรัมป์ (Trump)

ทรัมป์อาจเป็นคนที่เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย เพราะพ่อของทรัมป์ก็เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว จึงทำให้เขาสามารถเลือกใช้ชีวิตแบบเด็กรวยทั่วๆไปได้ คือขอเงินไปวันๆ แต่สิ่งที่ทรัมป์ทำนั้นกลับทำให้อาณาจักรของพ่อเขาเติบโตและแผ่กว้างมากขึ้นอย่างทวีคูณ รวมทั้งทำให้นามสกุล Trump เป็นนามสกุลแห่งประวัติศาสตร์ ที่คนทั้งโลกไม่มีวันลืม

Donald Trump เคยล้มละลายเป็นหนี้ หลักพันล้านดอลล่าห์ที่มีประโยคเด็ด “ขอทานยังรวยกว่าผมเสียอีก” เเต่เเล้วภายใน 2 ปีเขากลับมารวยกว่าเดิม

โดนัล จอห์น ทรัมป์เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1946 ปัจจุบันมีอายุ 71 ปี เป็นมหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์และตัวแทนจากพรรครีพับลิกันในการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปีนี้ เขาเอาชนะฮิลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 อย่างที่ตั้งใจ

ทรัมป์คือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่อายุเพียง 27 ปี ทรัมป์ติดอันดับที่ 405 ของมหาเศรษฐีระดับโลก ซึ่งฟอร์บส์ได้ประมาณการว่ามูลค่าทรัพย์สินของทรัมป์น่าจะอยู่ที่ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2015

หนึ่งในผลงานการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ครั้งแรกๆ ของทรัมป์คือ อาคารหลุดจำนองชื่อ Swifton Village ในซินซินนาติ รัฐโอไฮโอ ที่เขาใช้เงินลงทุนเพียง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตัวอาคารที่พักอาศัย 1,200 ยูนิตแห่งนั้นมีมูลค่าประเมินสูงถึง 5.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะขายต่อในมูลค่า 6.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อาณาจักรธุรกิจของเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 1982 ทรัมป์เปิดตัวอาคาร Trump Tower ที่มีมูลค่าสูงกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบไปด้วย ที่อยู่อาศัยสุดหรู ร้านค้าชื่อดัง และแหล่งรวมคนดัง

แต่ทรัมป์ก็เจ๊งมานับไม่ถ้วน

– ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 ภายใต้ชื่อ Trump Plaza and Casino อย่างไรก็ดี ทรัมป์กลับลงทุนกว้านซื้อคาสิโนคู่แข่งมาเป็นของตนซึ่งอยู่ในธุรกิจเดียวกันเพื่อจะได้ขยายแบรนด์ของตัวเองออกไป โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพการแข่งขันที่สูงในธุรกิจคาสิโน จนสุดท้ายคาสิโนต่างๆของเขากลับแข่งขันกันเองเพื่อแย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกัน แต่กิจการก็ปิดตัวลงเพราะนักท่องเที่ยวในสมัยนั้นนิยมไปวัดดวงกันที่เพนซิเวเนียและคอนเน็คติคัดมากกว่า ทรัมป์เลยขอลาออกจากกิจการไป ก่อนที่กิจการจะล้มละลาย

– ทรัมป์แอร์ไลน์ (Trump Airlines): ในปี 1998 ทรัมป์ลงทุนซื้อสายการบินEastern Air Shuttle ที่เปิดกิจการมากว่า 27 ปีมีเที่ยวบินไปที่บอสตัน นิวยอร์ค และ วอชิงตัน ดีซี ทรัมป์กระเป๋าสตางค์หนักขนาดนี้ มีหรือจะไม่จัดเครื่องบินส่วนตัวสุดหรูในตอนนั้นอย่าง 17 Boeing 727s ไปเที่ยว แถมพ่นชื่อตัวเองบนเครื่องบินอีก แต่กิจการต้องปิดตัวและควบรวมกับ Shuttle Inc เพราะลูกค้าใช้บริการไม่เพียงพอ และสงครามราคาพลังงาน ทำให้กิจการมีแต่หนี้ ทำกำไรไม่ได้เลย

– ธุรกิจ Trump Steaks (ทรัมป์สเต็ก) ที่อยู่รอดเพียง 5 ปีแถมยังละเมิดกฎหมายไปนับสิบๆฉบับ

– มหาวิทยาลัย Trump University ปี 2005 ทรัมป์เปิด “มหาวิทยาลัยทรัมป์” ขึ้นมา มาสมัครเรียนได้เลยแต่ไม่มีหน่วยกิต 2010 มีนักเรียนฟ้องร้องมหาฯลัยเรื่องเสนอวิชาที่ผิดไปจากที่โฆษณาเอาไว้ และอีกหลายคดี มหาฯลัยจึงต้อเปลี่ยนชื่อเป็น “Trump Entrepreneur Initiative” ซึ่งปิดกิจการไปในปี 2011 และอีก 2 ปีให้หลังทรัมป์ก็ถูกอัยการนิวยอร์คฟ้องอีก ขาดทุนนับพันล้านบาท

– ทรัมป์วอดก้า (Trump Vodka):ทรัมป์เปิดกิจการขายวอดก้าซูเปอร์พรีเมี่ยมในปี 2006 แต่ต้องมาหยุดผลิดในปี 2011 เพราะไม่มีคนนิยมดื่มกันทั้งๆที่ ทรัมป์มั่นใจสุดว่าด้วยแพกเกจและคุณภาพของวอดก้าจะทำให้ทรัมป์วอดก้าเป็นธุรกิจหลังในตลาดแอลกอฮอล์

– ทรัมป์ แมกกาซีน (Trump Magazine): เปิดตัวในปี 2007 เป็นนิตยสารที่ให้แรงบันดาลใจคนอ่านให้เข้าถึงวัฒนธรรมความมั่งคั่งในแนวทรัมป์ ผ่านมาอีกปีครึ่ง แมกกาซีนก็หยุดผลิตลง

ต้นทศวรรษที่ 1990 โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มประสบกับปัญหาการเงิน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ บริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งประสบปัญหาทางการเงิน เขามาถึงจุดตกต่ำสุดเมื่อธนาคารบังคับให้เขาล้มละลายจากหนี้เงินกู้ 2 พันล้านดอลลาร์ที่ไม่สามารถหาเงินมาชำระคืนได้ เขาต้องเผชิญต่อปัญหาการเงินอย่างหนัก เพราะกู้หนี้ยืมสินมากเกินตัวเพื่อขยายธุรกิจ แต่สุดท้ายเมื่อเศรษฐกิจอเมริกาตกอยู่ในภาวะถดถอยทั้งประเทศ ผลกระทบจึงลุกลามไปถึงธุรกิจของทรัมป์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายเขาต้องถูกบังคับให้เป็นบุคคลล้มละลาย

ปลายทศวรรษ 1990 เขาฟื้นฟูธุรกิจกลับมาได้อีกครั้ง และเริ่มกอบกู้ชื่อเสียงด้วยการสยายปีกจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เข้าไปลงทุนเพิ่มในธุรกิจมีเดีย โดยนอกจากจะเป็นเจ้าของเวทีประกวดนางงามหลายรายการ ตั้งแต่มิสยูเอสเอ, มิสยูนิเวิร์ส ไปจนถึงมิสทีน ยูเอสเอ

ในประวัติของโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกได้ว่าเขาเจอกับภาวะล้มละลายมานับไม่ถ้วน แต่ยังลุกขึ้นมาประสบความสำเร็จและมั่งคั่งได้ทุกครั้ง สิ่งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ภาวะล้มละลายไม่ใช่จุดจบของชีวิต ไม่ว่าเพื่อนๆจะมองทรัมป์เป็นอย่างไรก็ตามในขณะนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตทางธุรกิจของทรัมป์ได้ให้บทเรียนที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตได้เป็นอย่างดีทีเดียว

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน