นักวิทย์ลงทุน 3 หมื่นล้าน เจาะสำรวจใจกลางโลก พื้นที่ที่มนุษย์ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน

ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกา รัสเซีย อินเดีย และจีน รวมทั้งอีกหลายประเทศที่มีเทคโนโลยีระดับสูงและเงินทุนเพียงพอได้ส่งยานอวกาศ ดาวเทียม แท้กระทั่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศขึ้นไปโคจรนอกโลก เพื่อถ่ายทอดภาพ หรือ ข้อมูลดาวดวงอื่นกลับมาให้นักดาราศาสตร์ และ นักวิทยาศาสตร์แขนงอื่นได้วิเคราะห์วิจัยสภาพของดาวดวงอื่น     แต่มนุษย์กลับรู้จักโลกดวงนี้ น้อยกว่าดวงจันทร์หรือดาวอังคาร ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์มีโอกาสสำรวจพื้นที่โลกใต้สมุทรเพียงไม่เกิน 10% ของพื้นที่ใต้ท้องทะเลทั่วโลก และยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ยังรู้จักกับสภาพที่แท้จริงใต้พื้นผิวโลกน้อยกว่านั้นมาก ความรู้ที่ใช้ในการพยากรณ์แผ่นดินไหว หรือ การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก หรือ การสำรวจแหล่งแร่นั้น ก็อาศัยทฤษฎีและหลักสถิติในการประเมินและพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น ในทฤษฎีภูมิศาสตร์โลกระบุว่า ลักษณะทางกายภาพของโลกแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ประกอบไปด้วย ชั้นเปลือกโลก ชั้นแมนเทิล และแกนโลก ว่ากันว่าความลึกลับนี้ได้ซ่อนความจริงเกี่ยวกับกระบวนการกำเนิดโลกไว้อยู่ข้างใต้นั้น     จนตอนนี้ได้มีทีมนักวิทยาศาสตร์จากประเทศญี่ปุ่น(JAMSTEC) ได้ออกมาประกาศว่าจะทำการเจาะเปลือกโลกให้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ให้ได้ แม้มนุษย์จะพยายามศึกษาความลับของเปลือกโลกมานานกว่า 50 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถเจาะผ่านเปลือกโลกได้สำเร็จ ซึ่งความพยายามครั้งล่าสุดสามารถทำได้ราว 700 เมตร เท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องหาจุดที่ชั้นเปลือกโลกมีความบางมากที่สุด และได้พบกับจุดหมายแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิก ดังนั้นการเจาะจึงต้องอาศัยเรือขุดเจาะและท่อขุดเจาะที่มีความแข็งแรงเป็นพิเศษสามารถรองรับแรงกดดันมหาศาลในบริเวณที่ต้องการสำรวจได้     เครื่องมือที่ใช้ในภารกิจขุดเจาะครั้งนี้ก็คือ “เรือขุดเจาะ…

อุจจาระอายุ 1,200 ปี ของชาวไวกิ้ง ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของคนในยุคนั้น ได้เป็นอย่างดี

  อุจจาระอายุ 1,200 ปี ของชาวไวกิ้งถูกห่อหุ้มเก็บไว้อย่างดี ขุดพบเมื่อปี 1972 ที่เมืองยอร์ค ประเทศอังกฤษ มันได้บอกถึงเรื่องราว ลักษณะการบริโภคอาหารในยุคนั้น และแสดงให้เห็นว่าเจ้าของ มีปัญหาจากปรสิตในลำไส้ ที่น่าตลกคือ ตอบขุดพบนั้น นักสำรวจนึกว่ามันคือกระดูก เพราะมันถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี ในกล่องหิน ทุกคนต่างดีใจกันยกใหญ่ แต่พอผลตรวจออกมาเท่าน้ันแหละ ทุกคนจ๋อยกันไปเลย ฮ่าๆๆ     จากการวิเคราะห์ของนักสำรวจพบว่า สาเหตุที่อุจจาระก้อนนี้ถูกพันเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีนั้นก็เพราะ ในยุคนั้นอาจมีโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร หมอจึงให้ผู้ป่วยรายนั้นนำอุจจาระที่ถ่ายไว้เก็บใส่ห่อมา เพื่อนำมาตรวจสอบว่าไอ่โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารที่กำลังระบาดอยู่นี้เกิดจากอะไร จนได้ข้อสรุปว่า เนื่องจากชาวไวกิ้งกินเนื้อเป็นหลักซึ่งมันไม่ดีต่อสุขภาพ แถมยังดื่มหนัก บวกกับในอดีตที่สุขอนามัยยังไม่ค่อยจะดีนัก จึงมีการระบาดของโรคพยาธิปากขอ บางคนก็อึแตก บางคนก็ท้องผูก ทำให้อุจจาระที่ออกมานั้นแข็งเหมือนกับหิน จนตอนนี้มันเริ่มกลายเป็นฟอสซิล (สงสารตอนเบ่งจริงๆ) ที่มา – buzzfeed Ma_noshiG – Ma_nosh ก่อตั้ง 19 ตอนนี้ 23 http://www.flagfrog.com