จากการศึกษาข้อมูลใน 46 ประเทศ และ 800 อาชีพ สถาบันแมคคินซีย์ โกลบอล (McKinsey Global Institute) จึงได้ผลสรุปว่า แรงงานทั่วโลกมากถึง 800 ล้านคนจะสูญเสียตำแหน่งงานภายในปี 2030 และถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ โดยอาชีพใช้แรงงานอย่างการเตรียมอาหารฟาสต์ฟู้ดมีความเสี่ยงอย่างมาก ไม่เพียงเท่านี้ บรรดาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวม และประมวลผลข้อมูล อย่างนักบัญชีก็อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน

 

 

โดยแรงงานจำนวน 1 ใน 3 ในประเทศร่ำรวยเช่นเยอรมนีและสหรัฐอาจต้องฝึกฝนทักษะใหม่เพื่อหางานอื่นๆทำแทน ส่วนประเทศยากจน ซึ่งมีเงินลงทุนด้านหุ่นยนต์อัตโนมัติต่ำจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อย่างไรก็ตาม รายงานคาดการณ์ว่า เครื่องจักรอัตโนมัติจะไม่สามารถทดแทนอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคน การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม หรือทักษะประยุกต์

โดยรายงานยังเผยอีกว่า ในระหว่างปี 2018 – 2030 จะมีจำนวนคนตกงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีการคาดการณ์ว่าจะมีคนถูกเลิกจ้างอยู่ระหว่าง 39 ล้านคน – 73 ล้านคนในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้

 

 

และหากถามว่าแล้วรู้ได้อย่างไรว่าจะมีคนตกงานกว่า 800 ร้านคนในอีก 10 กว่าปีข้างหน้านี้? ตอบ: เพราะจากการเก็บข้อมูลมาแล้วทั่วโลกนั่นเอง พบว่า จำนวนคนงานที่สามารถแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัตินั้นมีมากถึง 800 ล้านคน และมีถึง 375 ล้านคน ที่จำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อทำงานในอาชีพที่ไม่เคยมีมาก่อน และต้องเข้ารับการอบรม เพื่อให้สามารถทำงานในระบบเศรษฐกิจในอนาคตได้

รายชื่ออาชีพที่เสี่ยงต่อการถูกหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ โบรกเกอร์ ผู้ช่วยทนาย นักบัญชี โปรแกรมเมอร์

แต่นี่ก็ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านครั้งแรกของระบบการทำงาน แต่มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่เราเลือกที่จะไม่สนใจเท่านั้นเอง อย่างเช่น

– ในช่วง 1900 เมื่ออุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนจาก เกษตรกรรม เป็นโรงงานและเทคโนโลยี
– ในยุค 1980 ที่เทคโนโลยีพัฒนาไปถึงจุดที่มีอาชีพเกิดขึ้นมากมายบนอินเทอร์เน็ต

“คำถามใหญ่ไม่ใช่ว่า จะมีงานทำรึเปล่า คำถามใหญ่คือ คนที่ตกงานจะมีความสามารถในการได้งานใหม่รึเปล่า”

“รูปแบบการเรียนหนังสือในช่วง 20 ปีแรกของชีวิต แล้วทำงานต่อไป 40-50 ปี มันไม่ได้ผลแล้ว…เราต้องคิดหาวิธีการเรียนรู้และฝึกฝนตลอดชีวิตการทำงานของเรา” – Susan Lund (ผู้ร่วมเขียนรายงานชิ้นนี้)

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน