เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2010 ได้เกิดเหตุเหมืองซันโคเซ(เหมืองทอง/ทองแดง)ถล่มห่างจาก เมืองโกเปียโปราวๆ 45 กิโลเมตร ทางตอนเหนือของประเทศชิลี ตรวจสอบพบว่าคนงานเหมือง 33 คน ติดอยู่ในระดับลึกลงจากพื้นดินประมาณ 700 เมตร โดยพบสัญญาณชีพจากคนงานเหมืองทั้งหมดที่ยังติดอยู่ใต้นั้น และห่างจากทางเข้าหลักที่คดเคี้ยวราว 5 กิโลเมตร ประวัติของเหมืองนี้ที่ไม่มั่นคง ซึ่งเคยมีอุบัติเหตุมาก่อนนี้หลายครั้ง รวมถึงมีผู้เสียชีวิต 1 คน ก่อนหน้านี้

ปฏิบัติการกู้ภัยช่วยเหลือคนงานจึงเริ่มขึ้นทันที โดยเริ่มจากการใช้เครื่องเจาะทำเป็นรูเชื่อมต่อไปยังด้านล่าง ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าที่จะเจาะลึกไปถึงในระดับที่คนงานเหมืองติดอยู่ กระทั่งวันที่ 22 สิงหาคม 2010 ทีมงานกู้ภัยได้รับการติดต่อสื่อสารครั้งแรกของคนงานเหมืองที่ติดอยู่ด้านล่าง ผ่านทางกระดาษข้อความเขียนด้วยหมึกสีแดงเป็นภาษาท้องถิ่น ระบุว่า “พวกเราทั้ง 33 คน ยังอยู่ดีข้างใต้นี้” และยังมีการอัดคลิปส่งขึ้นมาข้างบนด้วย

 

 

กระทั่งวันที่ 26 สิงหาคม 2010 เจ้าหน้าที่จึงจะสามารถส่งอาหารและน้ำชุดใหญ่ผ่านทางหลุมขนาดเล็กที่เจาะเป็นช่องสำหรับส่งเสบียง หากนับตั้งแต่วันที่ถล่ม คนงานทั้ง 33 คน ต้องอดอาหารนานกว่า 20 วัน… โดยก่อนหน้านี้คนงานทุกคนจะนำอาหารที่พกมาเฉลี่ยแบ่งกัน ทุก 2 วัน เป็นปลาทูน่าคนละ 2 ช้อน คุกกี้ครึ่งชิ้น และนมเพียงเล็กน้อย

วันที่ 3 กันยายน 2010 เกือบ 1 เดือนหลังจากเหตุเหมืองถล่ม ปฏิบัติการขุดเจาะช่วยเหลือได้เริ่มต้นขึ้น เครื่องขุดเจาะขนาดใหญ่ Schramm T-130 เริ่มทำงาน โดยต้องขุดเจาะตามแบบแผนต้องเจาะลึกลงตามระดับชั้นดิน

วันที่ 7 ตุลาคม 2010 ผ่านไป 2 เดือน แท่นขุดเจาะได้เจาะลึกเกือบจะถึงจุดที่คนงานเหมืองติดอยู่อีกราวๆ 100 เมตร และในวันที่ 9 ตุลาคม แท่นขุดเจาะได้เจาะทะลุเพดานเหมืองในชั้นที่คนงานเหมือง 33 คนติดอยู่

 

ในที่สุดวันที่ 12 ตุลาคม 2010 คนงานเหมืองคนแรก(โฟลเรนเซียว อาบาโลส) ได้ถูกช่วยเหลือขึ้นมาได้สำเร็จ โดยการใช้แคปซูลลำเลียงขึ้นมาเป็นเวลา 16 นาที ก่อนจะค่อยๆ ลำเลียงช่วยเหลือคนงานเหมืองขึ้นมาทีละคน ก่อนจะช่วยเหลือครบ 33 คนในช่วงค่ำของวันถัดไป

แม้เหตุการณ์จากเหมืองที่โกเปียโปในครั้งนี้ จะใช้งบประมาณไปมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 665 ล้านบาท) แต่เทียบไม่ได้กับคำชื่นชมจากทั่วโลก และยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในปาฏิหาริย์การช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกมาได้ทั้งหมดและปลอดภัย โดยที่พวกเขาติดอยู่ใต้เหมืองอยู่นานถึง 69 วัน เรื่องราวปฏิบัติการช่วยเหลือคนงานเหมืองที่โกเปียโปยังถูกนำไปดัดแปลงเป็นหนังสือหลายเล่ม และยังนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ชื่อว่า “The 33” ออกฉายเมื่อปี 2015 นำแสดงโดย อันโตนิโอ บันเดรัส

ตัวหนังเล่าเรื่องโดยแยกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือโลกใต้ดินของแรงงานชาวเหมือง ส่วนอีกโลกหนึ่งเป็นค่ายหน้าเหมืองที่ครอบครัวของชาวเมืองมาตั้งแคมป์อยู่เพื่อติดตามข่าว นักวิจารณ์ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ชมว่า แม้จะรู้ว่าตอนจบจะเป็นยังไง แต่ผู้กำกับเล่าเรื่องได้ดี รวมทั้งการแสดงของดารานำ ที่ใส่อารมณ์อย่างเต็มที่

 

 

การช่วยเหลือคนงานเหมืองเรียงลำดับจากอายุ สภาพร่างกาย และสภาพจิตใจ ซึ่งจะส่งผลต่อความพร้อมในการโดยสารแคปซูลที่ระดับความลึก 625 เมตรจากใต้ดินขึ้นมาข้างบน โดยคนงานเหมืองประมาณ 10 คน ซึ่งมีปัญหาสุขภาพ ได้แก่ ภาวะเครียด โรคเบาหวาน ระบบหายใจติดขัด รวมถึงผิวหนังติดเชื้อ

Fact – มีคนไทยสองคนที่ได้ไปร่วมช่วยชีวิตคนงานเหมืองด้วย เขาคือ วชิรพงษ์ นาสารีย์ และสมพงษ์ พงกันยา ช่างเทคนิคชาวไทย จากบริษัทเม็ตตาโลจิก อินสเป็คชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด ในจังหวัดระยอง เป็นตัวแทนประเทศไทย ซึ่งได้รับคัดเลือกให้ไปร่วมปฏิบัติงานช่วยเหลือคนงานในเหมืองชิลีครั้งนี้
Fact2 – คนที่ขึ้นมาคนสุดท้าย คือคุณลูอิส ลูซัว วัย 54 ปี หัวหน้าคนงาน ที่เสียสละ ให้ลูกน้องขึ้นไปอย่างปลอดภัยก่อน โดยที่เขาต้องอยู่ใต้ดินลำพังเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ถือว่าเป็นคนที่มีความเข้มแข็งทางจิตใจสุดๆ
Fact3 – นายมาริโอ โกเมซ อายุ 63 ปี คนงานเหมืองที่อายุมากที่สุด นายจิมมี่ และ ซานเชซ อายุ 19 ปี คนงานเหมืองที่อายุน้อยที่สุดที่ติดอยู่ใต้ดิน

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน