อัลเบิร์ต ฟิช (1870-1936) ฆาตกรต่อเนื่องชาวอเมริกันที่ชื่นชอบการกินเนื้อมนุษย์ โดยเฉพาะเนื้อเด็ก ถูกตัดสินประหารชีวิต ในข้อหาลักพาตัวและฆาตกรรมเป็นจำนวนกว่า 100 คน สุดท้ายชีวิตของเขาต้องจบลงบนเก้าอี้ประหารไฟฟ้า แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสิ่งที่เขาทำลงไปเลย และนี่คือเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องที่โหดที่สุดในอเมริการายนี้ครับ

ชีวิตของเขาเริ่มต้นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาต้องพบกับความรุนแรงจากพฤติกรรมซาดิสท์ภายในนั้นตลอดเวลา เขาเริ่มมีความโรคจิตชื่นชอบความรุนแรงมานับแต่นั้น จนเมื่อเขาอายุได้ 9 ขวบ ก็มีคนรับไปเลี้ยง เขาเป็นชายร่างเล็ก ชอบเก็บตัว และไม่ชอบแสดงความรู้สึก

จนกระทั่งอายุ 20 ปี เขาได้ย้ายไปหางานทำนี่นิวยอร์ก โดยเริ่มอาชีพขายบริการ ซึ่งการทำอาชีพนี้ทำให้เขาถูกทารุณต่างๆนาๆไม่ต่างจากบ้านเด็กกำหร้าที่เขาจากมาเลย

ต่อมาเมื่ออายุได้ 28 อัลเบิร์ต ได้แต่งงานและมีลูกถึง 6 คน แต่ชีวิตแต่งงานที่มีความสุขเหมือนคนทั่วไปก็ได้จบลง เมื่ออัลเบิร์ตอายุ 47 ปี เขาถูกภรรยาทิ้งเพื่อไปแต่งงานกับสามีใหม่ โดยเธอได้ทิ้งลูกๆทั้ง 6 คนให้อัลเบิร์ตดูแล และเหตุการณ์นี้นี่แหละที่ทำให้ความโรคจิตของเขาถูกปลดล็อค

 

 

อัลเบิร์ต เริ่มได้ยินเสียงประหลาดทั้งที่ไม่มีใครพูด เริ่มทำร้ายตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล โดยวิธีที่เขาทำคือการฝังเข็มหมุดเข้าไปในผิวหนังของตัวเอง และเริ่มทรมานตัวเองโดยการใช้ไม้สอดเข้าไปในรูทวาร จากนั้นความคิดบ้าๆก็เกิดขึ้น จะเป็นอย่างไรถ้าเราลองทำแบบนี้กับมนุษย์คนอื่นบ้างหล่ะ…!? (และนี่คือคดีที่ทำให้ อัลเบิร์ต ฟิช ถูกจับ และยังกลายเป็นคดีที่ดังที่สุดสำหรับเขาอีกด้วย)

เดือนพฤษภาคม 1928 อัลเบิร์ตในวัย 58 ปี ได้ปลอมตัวเป็นชาวนาจากลองไอร์แลนด์ โดยใช้ชื่อ แฟรงค์ โฮเวิร์ด และได้เดินทางไปรับตัวเด็กชายคนหนึ่งวัย 18 ปี ที่มีชื่อว่า เอ็ดเวิร์ด บัด เพื่อมาทำงานกับเขา โดยเขาอ้างว่าจะให้เด็กหนุ่มทำงานในสวน ในขณะที่อัลเบิร์ต ได้เข้าไปเยี่ยมพ่อแม่ของเด็กหนุ่มก็ได้พบกับ เกรซี่ บัด น้องสาววัย 10 ขวบของเอ็ดเวิร์ด อัลเบิร์ตจึงเปลี่ยนแผนชวนเด็กน้อยคนนั้นให้ไปงานวันเกิดของลูกตัวเองด้วย ซึ่งเธอก็ตอบตกลงแต่โดยดี และได้บอกกับพี่ชายว่างานในสวนยังไม่เริ่มไว้ถ้าเริ่มจะมารับอีกทีนะ ทำให้มีเพียง เกรซี่ กับ อัลเบิร์ต ออกมาด้วยกันเพียงสองคน…

วันต่อมา เกรซี่ ก็ยังไม่ปรากฏตัวที่บ้าน ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ครอบครัวก็รอจนวันรุ่งขึ้นก็ยังไม่มา หลังจากที่นอนไม่หลับทั้งคืน พวกเขาจึงได้เข้าแจ้งความ ซึ่งหลังจากที่ตำรวจเช็คหลักฐานต่างๆพวกเขาก็ได้ทราบว่า ไม่มีคนชื่อ แฟรงค์ โฮเวิร์ด ไม่มีสวนไม่มีฟาร์ม ไม่มีอะไรเกี่ยวกับชายผู้นี้เลย แต่จากการวิเคราะห์จดหมายที่ได้ส่งไปมาอยู่หลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องรับสมัครงาน ทำให้ตำรวจได้ทราบว่า ผู้เขียนจดหมายนี้จะต้องเป็นคนมีความรู้เพราะใช้ภาษาที่สวยงามและเขียนถูกหลักไวยากรณ์

ทำให้ตำรวจนำคดีเก่าที่ยังปิดไม่ได้อีกคดีขึ้นมาเช็คอีกครั้ง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมาก

  • 1927 เด็กชาย บิลลี่ แกฟนี่ วัย 4 ขวบ ที่ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ พยานในวันนั้นได้บอกว่า คนที่ลักพาตัวบิลลี่ไปคือ รูปร่างผอม มีหนวดเคราสีเทา
  • 1924 เด็กชาย ฟรานซิส แมคโดนัลล์ วัย 8 ขวบ ที่หายตัวไปอย่างลึกลับเช่นกัน โดยแม่ของเขาได้บอกว่า สองสามวันก่อนหน้าที่เขาจะหายตัวไป เธอได้สังเกตเห็นชายร่างผอม มีเคราสีเทา ปรากฏตัวอยู่รอบบ้านหลายครั้ง

6 ปีต่อมา 1934 คดีที่เด็กหายไปทั้ง 3 คน ก็ยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดสามารถปิดคดีและจับตัวผู้ต้องหาได้ แต่แล้วครอบครัว บัด ก็ได้รับจดหมายปริศนาฉบับหนึ่ง ที่ภายหลังมีการตั้งชื่อให้จดหมายฉบันนี้ว่า “A Letter From Hell – จดหมายจากนรก” มีใจความสั้นๆว่า

“เพื่อนผมคนหนึ่งชื่อ จอห์น เดวิส ได้เดินทางจากซานฟรานซิสโกเพื่อไปฮ่องกง แต่เขาไม่สามารถกลับมาที่นี่ได้เนื่องจากความอดยากของที่นั่น ตอนนั้นที่ฮ่องกง มีสภาพข้าวยากหมากแพง ราคาเนื้อแพง เด็กอายุ 12-13 บางคนถูกขายให้กับร้านขายเนื้อ ซึ่งคนมีเงินสามารถเลือกได้ว่าจะกินส่วนไหนของเด็ก ซึ่งส่วนก้นจะหวานและแพงที่สุด เพื่อนของผมจอห์นอยู่ที่นั่นนานพอจนได้ลิ้มลองเนื้อมนุษย์ พอเขากลับมาเขาก็ลักพาตัวเด็กอายุ 7 – 11 ขวบไปลองเลาะเนื้อกินเองดูบ้าง เขาก็เล่าให้ผมฟัง แต่เขายังบอกอีกด้วยนะว่าก่อนที่คุณจะกินเนื้อใครคุณต้องทรมานพวกนั้นสะก่อนเนื้อถึงจะมีรสหวานและอร่อย ผมเลยทำตามบ้าง”

 

 

ครอบครัวบัดจึงส่งจดหมายฉบับนี้ให้ตำรวจทันที และเมือนำไปเทียบกับจดหมายที่คุยกันเรื่องสมัครงานเมื่อ 6 ปีก่อน ก็แน่ชัดแล้วว่าเจ้าของจดหมายทั้งสองฉบับคือคนเดียวกัน และตำรวจยังได้พบอีกว่าบนซองจดหมายที่ส่งมามีตราสมาคมคนขับรถอยู่ จึงได้ตามสอบสวนว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้เขียนจดหมายเล่มนี้ เริ่มจากการสอบถามภารโรงในสมาคม ภารโรงบอกว่ามีคนแก่ที่ชอบนำจดหมายไปใช้ที่บ้าน ซึ่งบ้านตั้งอยู่ที่ 200 East 52nd Street พอตำรวจไปถึงก็พบกับเจ้าของบ้าน ซึ่งเธอบอกว่าเธอเคยให้คนแก่ ร่างผอม เคราสีขาวคนหนึ่งชื่อ อัลเบิร์ต ฟิช เช่าแต่ตอนนี้เขาย้ายออกไปนานแล้ว และนี่แหละคือจุดจบของฆาตกรคนนี้

วันที่ 13 ธันวาคม 1934 อัลเบิร์ต ฟิช ได้กลับมาที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง ด้วยเหตุผลใดมิทราบ แต่เจ้าของบ้านได้โทรบอกตำรวจ อัลเบิร์ต ฟิช จึงถูกจับกุมในที่สุด ตลาดการไต่สวน เขาได้สารภาพออกมาทุกเหตุการณ์ เล่าออกมาเป็นฉาก รวมถึงวิธีที่เขาเลือกเหยื่อ ฆ่า และวิธีการกิน สุดท้าย อัลเบิร์ต ฟิช ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้าวันที่ 16 ม.ค. 1936

ตัวอย่างความโหดและความโรคจิตสุดๆของฆาตกรรายนี้

  • ตอนที่เขาโดนจับ และเมื่อนำไปตรวจร่างกาย พบว่ามีเข็ม 29 เล่มถูกฝังอยู่ในลูกอัณฑะ และเขาไม่ยอมให้เอาออกด้วย
  • เขาเคยถูกจับมาแล้วครั้งหนึ่ง ในปี 1903 ข้อหาลักขโมย และเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชอยู่หลายครั้ง
  • ผมไม่รู้หรอกนะว่าทำไมผมชอบฆ่า แต่ผมแค่ชอบเลือด และผมชอบเด็กเพราะพวกเขาอร่อยดี
  • ทุกครั้งที่ผมฆ่าเด็กผู้ชาย ผมจะตัดอวัยวะเพศของพวกเขาออกเพื่อให้เลือดไหลจนหมดตัว แล้วค่อยเริ่มแล่เนื้อ แต่สำหรับเด็กผู้หญิงผมจะฆ่าพวกเธอให้ทรมานที่สุด เพราะมันทำให้ผมมีอารมณ์ทางเพศ
  • “ความตายจากการถูกนั่งเก้าอี้ไฟฟ้านั้นเป็นสุดยอดของความตื่นเต้นจนขนหัวลุกในชีวิตของผม” – ก่อนตายเขาร้องไห้ออกมาพร้อมรอยยิ้ม คาดว่าน้ำตานี้คือความปลื้มปิติว่านี่คือสุดยอดแห่งความทรมานที่เขาใฝ่ฝันมานาน

ฆาตกรต่อเนื่องคนแรก ที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์
source

เด็กชายที่น่าสงสารที่สุดในโลก – ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Post comment