เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1918 ได้เกิดโศกนาฏกรรม เมื่อพระเจ้านิโคลัสที่ 2 ของรัสเซีย พร้อมทั้งภรรยา พระโอรส ธิดาอีกสี่คน และบรรดาคนรับใช้ ถูกกลุ่มบอลเชวิคประหารชีวิตทั้งหมด และนั่นเป็นจุดจบของราชวงศ์โรมานอฟที่ปกครองรัสเซียมายาวนานกว่า 300 ปี แต่เรื่องราวของพวกเขาไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะมีหญิงสาวคนหนึ่งที่ได้แอบอ้างว่าเธอคือ เจ้าหญิงอนาสตาเซีย แห่งราชวงศ์โรมานอฟ ที่รอดตายมาได้จากเหตุการณ์ในคืนนั้น

เรื่องราวการโกหกครั้งมโหราฬนี้เริ่มต้นหลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมได้ 2 ปี เมื่อพลเมืองดีคนหนึ่งได้เข้าช่วยเหลือหญิงสาว ที่กำลังพยายามจะฆ่าตัวตาย ซึ่งเมื่อช่วยสำเร็จ จึงได้สอบถามข้อมูลต่างๆ แต่หญิงสาวคนนั้นกลับไม่ยอมบอกว่าตัวเองเป็นใคร และเธอกลับมีท่าทีเลอะเลือนคล้ายคนสติไม่ดี พลเมืองดีจึงนำตัวเธอส่งโรงพยาบาล จากนั้นก็มีคนทึกทักว่าเธอมีใบหน้าคล้ายคลึงกับเจ้าหญิงองค์หนึ่งแห่งราชวงศ์โรมานอฟ ข่าวลือนี้แพร่กระจายปากต่อปากอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดเธอก็ยอมรับว่า – “ใช่…ฉันนี่แหละ คือเจ้าหญิงอนาสตาเซีย ผู้รอดตาย !”

 

 

เธอเล่าให้ผู้คนฟังว่า เธอถูกสังหารพร้อมกับบิดามารดาและพี่น้องตามจริง แต่โชคดีที่กระสุนไม่ถูกจุดสำคัญ จึงทำให้เธอเพียงแค่สลบไป และเมื่อตื่นขึ้นมาก็ได้พบกับทหารหนุ่มนายหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มบอลเชวิค เขาสงสารเธอจึงแอบดูแลเธออย่างลับๆ จากนั้นเธอและทหารผู้นั้นก็ได้ใช้ชีวิตด้วยกันจนมีลูกชายหนึ่งคน แต่หลังจากที่คลอดได้ไม่นาน สามีของเธอก็ได้เสียชีวิตในสงคราม เธอจึงไม่มีที่พึ่ง จนต้องตัดสินใจทิ้งลูกไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และด้วยความสิ้นหวังในชีวิต เธอจึงคิดที่จะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย แต่ตอนนี้เธอได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ แอนนา ไชคอฟสกี้ เพราะเป็นนามสกุลของทหารหนุ่มที่ได้ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ เมื่อคนได้ฟังแบบนี้ก็เชื่อสิครับ ฮ่าๆๆ

แต่สิ่งที่ทำให้ เรื่องราวของเธอเป็นที่ฮือฮาไปทั่วทั้งยุโรป เพราะมีข่าวออกมาว่า ในตอนที่พระเจ้านิโคลัสที่ 2 ยังทรงครองราชย์อยู่ ท่านได้ฝากเงินก้อนโตไว้ในธนาคารนอกประเทศ โดยเป็นเงินมากถึง 20 ล้านรูเบิลส์ ซึ่งถ้าแอนนาสามารถพิสูจน์ต่อศาลได้ว่า เธอคือองค์หญิงผู้รอดตายจริงๆ เธอจะได้รับเงินส่วนนี้ไปครอบครอง แต่มันไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น เพราะเมื่อเจ้าชายเออเนสต์ หลุยส์ แกรนด์ดยุคแห่งเฮสส์ ที่ทรงเป็นพระปิตุลาแท้ๆของเจ้าหญิงอนาสตาเซีย ได้จ้างนักสืบฝีมือดี ให้ตามสืบเรื่องของหญิงสาวผู้แอบอ้างรายนี้ ว่าจริงๆแล้วหญิงสาวผู้นี้คือใคร เนื่องจากหน้าไม่เหมือนกับหลานของตนที่เสียชีวิตไปเลย

ซึ่งนักสืบก็ทำงานได้ดีสมค่าจ้าง เพราะสืบจนทราบว่า ชื่อจริงของเธอก็คือ ฟรานซิสก้า ซานคอสก้า หญิงสาวคนหนึ่งในโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีรายงานว่าหญิงสาวรายนี้ได้หายตัวไปในวันเดียวกับ วันที่มีคนช่วยหญิงสาวนิรนามขึ้นมาจากการกระโดดน้ำตาย ซึ่งจากหลักฐานนี้ทำให้ในปี ค.ศ. 1970 ศาลได้ตัดสินให้เธอไม่มีสิทธิ์ในเงินจำนวนนี้ แต่ด้วยการต่อสู้คดีอันยาวนานก็กลับทำให้เธอถูกมองว่าเป็น “หญิงแกร่ง” คนหนึ่ง ที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี เพราะหลายคนมองว่า ถ้านี่ไม่ใช่เรื่องจริง เธอจะกล้ายื่นเรื่องต่อสู้ในชั้นศาลได้อย่างไร

 

 

แต่เมื่อเรื่องราวของเธอได้รับความนิยมน้อยลง เธอจึงตัดสินใจย้ายจากรัสเซียไปอยู่ที่อเมริกา และได้เปลี่ยนไปใช้นามสกุล “แอนเดอร์สัน” จากนั้นจึงได้แต่งงานใหม่กับชายวัยกลางคนชาวอเมริกันคนหนึ่ง ทั้งคู่ค่อนข้างเข้ากันได้ดี เพราะทั้งคู่ป่วยเป็นโรคชอบสะสมสิ่งของ (Hoarding Disorder) เหมือนกัน สุขภาพของเธอและสามีย่ำแย่ลงเรื่อยๆ สุดท้ายเธอได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1984 อายุ 87 ปี จากโรคปอดบวม

แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะหลังจากที่โซเวียตล่มสลาย (ค.ศ. 1991) ทางการก็ได้ออกค้นหากระดูกของบุคคลต่างๆในราชวงศ์โรมานอฟ เพื่อนำมาประกอบพิธีอย่างสมเกียรติ โดยพวกเขาได้พบโครงการกระดูกครบทุกคน จึงทำให้การกล่าวอ้างของ แอนนา แอนเดอร์สัน เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ และเพื่อความชัวร์ นักวิทยาศาตร์จึงได้นำปอยผมที่สามีของแอนนาได้เก็บเอาไว้ มาเปรียบเทียบกับ DNA ของโครงกระดูกที่พบ ผลพิสูจน์ออกมาว่า DNA ของแอนนามิได้เกี่ยวข้องอะไรกับราชวงศ์เลย แปลว่าเธอมิได้เป็นเชื้อสายอะไรกับกษัตริย์รัสเซียทั้งสิ้น

และยิ่งไปกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์ก็ได้นำปอยผมของเธอไปเปรียบเทียบกับ ลูกหลานของหญิงสาวนิรนามที่ได้หายตัวไป ฟรานซิสก้า ซานคอสก้า ผลปรากฏว่า DNA ตรงกันทุกระเบียบนิ้ว เป็นการยืนยันที่ตอกฝาโลงว่า เธอเป็นเพียงแค่หญิงสาวธรรมดาๆคนหนึ่งที่โกหกคนทั้งโลกก็เท่านั้นเอง

เรื่องราวของ แอนนา แอนเดอร์สัน ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Anastasia (1956) โดยหนังเรื่องนี้ได้ทำให้นักแสดงสาว อิงกริด เบิร์กแมน ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองคำดารานำหญิงอีกด้วย

อ่านต่อ – ความจริงของตำนานผีดูดเลือด เคยมีตัวตนอยู่จริง หรือเป็นแค่เพียงนิยายขายดี ?

source

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน