นักวิจัยสหรัฐฯ อ้างว่าได้ค้นพบ “แอตแลนติส” เมืองที่สูญหายไปเมื่อหมื่นปีที่แล้ว สำเร็จ!

เมื่อปี 2003 หรือเมื่อ 16 ปีที่แล้ว นักวิจัยสหรัฐฯได้เผยถึงการค้นพบ “แอตแลนติส” เมืองแห่งอารยธรรมที่หายไปในห้วงทะเลลึกแถบไซปรัส พร้อมทั้งโชว์ทฤษฎีการสำรวจที่น่าพิศวงมากกว่าทศวรรษ เอาไว้ในหนังสือที่มีชื่อว่า Discovery Of Atlantis

โรเบิร์ต ซาร์แมสต์ (Robert Sarmast) หัวหน้านักวิจัยและคณะสำรวจเผยว่า แอ่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้จมลงไปขณะน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อประมาณ 1,900 ปีก่อนคริตศักราช ทำให้เชื่อว่าบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของ “แอตแลนติส” ที่ได้จมหายลงไปในคราวนั้น ซึ่งจมลึกลงไปกว่า 1.6 กิโลเมตร (ใต้ทะเลระหว่างไซปรัส และ ซีเรีย)

คณะสำรวจนักสำรวจได้ซอกแซกไปในแถบทะเลกว่า 50 ไมล์ตามแถบชายฝั่งตอนใต้ของไซปรัส จากการสแกนฟังเสียงสะท้อนใต้น้ำลึกแสดงว่ามีสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นบริเวณหุบเขาที่จมน้ำ รวมถึงกำแพงที่ยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งกั้นอยู่บนยอดเขาและมีคูลึกล้อมรอบอยู่ด้วย โดยเชื่อว่าพื้นที่ดังกล่าวน่าจะเป็นตำแหน่งของวิหารแห่งเมืองแอตแลนตีส

“พวกเราไม่สามารถหาหลักฐานที่จับต้องได้มาพิสูจน์ในรูปแบบของเศษอิฐหรือปูนว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นที่ฝังอยู่ในตะกอนใต้น้ำลึกลงไปหลายเมตร แต่จากการสำรวจอย่างละเอียดและหลักฐานอื่น ๆ ทำให้เชื่ออย่างแย้งไม่ได้ว่าแอนแลนติสน่าจะอยู่ตรงนั้น” ซาร์แมสต์กล่าว อย่างไรก็ดี ขณะที่ซาร์แมสต์ได้เปิดเผยข้อค้นพบต่อสาธารณชน ณ เมืองท่าลิมาสโซล เขายังได้นำภาพเคลื่อนไหวจำลอง “เนิน” ที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของแอตแลนติส โดยจินตนาการภาพย้อนหลังไปหลายศตวรรษ

ตามคำกล่าวอ้างของ “เพลโต” (Plato) ปราชญ์ชาวกรีกโบราณ ระบุว่า แอตแลนตีสเป็นชนชาติที่อยู่บนเกาะ ซึ่งได้พัฒนาอารยธรรมจนเจริญก้าวหน้าไปมาก อยู่ในช่วงระหว่าง 11,500 ปีที่แล้ว ส่วนทฤษฎีที่พยายามอธิบายถึงเหตุผลแห่งการหายไปของอาณาจักรแอตแลนตีสนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเกิดกลียุค โรคภัยจากธรรมชาติคุกคาม หรือจากตำนานเทพเจ้ากรีกที่ระบุว่าชาวเมืองแอตแลนตีสมีความละโมบและกระหายอำนาจเข้าครอบนำ จึงถูกเทพเจ้าลงโทษด้วยการทำลายเมืองไปในที่สุด นอกจากนี้ยังมีผู้สงสัยว่า แอตแลนติสที่แท้จริงอาจจะเป็นแค่เพียงภาพฝันของเพลโตก็เป็นได้

ซาร์แมสต์ เผยว่า เขาเดินทางไปไซปรัสตามร่องรอยในบทสนทนาของเพลโต ที่อ้างว่าแอตแลนตีสอยู่ตรงข้ามกับ พิลาร์ส ออฟ เฮอร์คิวลีส (Pillars of Hercules) หรือ “เสาหินแห่งเฮอร์คิวลีส” ซึ่งพื้นที่แห่งนั้นคือ “ช่องแคบยิบรอลตาร์” (Straits of Gibraltar)  จึงทำให้นักสำรวจหลาย ๆ คนมุ่งความสนใจไปที่มหาสมุทรแอตแลนติก ไอร์แลนด์ หรืออะซอเรส (Azores) ของโปรตุเกส

”ผู้คนที่พลาดสิ่งเหล่านี้ไป นั่นก็เพราะไม่ได้ทำการบ้านให้ถ่องแท้ ผู้ที่สงสัยใคร่รู้เรื่องนี้ต่างไม่รู้จริง ถ้าต้องการที่จะเข้าใจปริศนาลึกลับแห่งแอตแลนติก คุณจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณ ข้ออ้างอิงทางศาสนา วัฒนธรรมและร่องรอยของชาวสุเมเรียน (Sumerian)” ซาร์แมสต์เผย

แต่ยังไม่ทันที่ซาร์แมสต์จะกลับไปฝันหวานกับข้อค้นพบของเขา “คริสเตียน ฮูบเชอร์” (Christian Huebscher) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน จากศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเลและบรรยากาศ ในฮัมบรูก ก็ออกมาแย้งผ่านหนังสือพิมพ์เยอรมนีว่า พื้นที่ที่ซาร์แมสต์พบนั้นเป็นปรากฏการณ์เมื่อ 100,000 ปีที่แล้ว ที่ภูเขาไฟใต้ทะเลได้พ่นดินโคลนออกมา ซึ่งเขาและเพื่อนร่วมงานชาวเนเธอร์แลนด์เคยเดินเรือไปสำรวจบริเวณที่ซาร์แมสต์ระบุว่าเป็นแอตแลนตีสมาก่อนแล้ว ซึ่งสิ่งที่ซาร์แมสต์กล่าวไม่เป็นความจริง

และหลังจากที่หนังสือของซาร์แมสต์ถูกเผยแพร่ การพยายามแกะรอยตามคำกล่าวของเพลโต ก็เกิดขึ้นอีกครั้งโดยครั้งนี้เป็นการรวมทีมของนักสำรวจจากประเทศสเปน โดยพวกเขาได้พุ่งเป้าไปที่ชายฝั่งของสเปน คิวบา และทางตะวันตกของเกาะอังกฤษ ไม่เว้นแม้กระทั่งทะเลจีนใต้ โดยงานสำรวจชิ้นนี้เป็นผลงานของภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณอุทยานแห่งชาติดอนานาของสเปน (Donana) จากนักโบราณคดี มหาวิทยาลัยเอดินเบอร์ก (University Edinburgh) ของอังกฤษ ซึ่งภาพดังกล่าวได้พบสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่รูปสีเหลี่ยม 2 หลังจมอยู่ในโคลนใต้ทะเล

โดยพบโลหะที่มีรัศมีเป็นวงกลมและมีสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ล้อมรอบ ทีมวิจัยในครั้งนั้นเชื่อว่าสิ่งก่อสร้างทั้ง 2 คือ วิหารทองคำที่ชาวแอนแลนตีสสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพโพเซดอน และวิหารเงินเพื่อบูชาพระนางไคลโต อันเป็นผู้ถือกำเนิดกษัตริย์ที่ปกครองนครแอตแลนตีส อย่างไรก็ดี หลังจากการเผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมออกไป ก็ยังไม่มีใครได้ลองดำลึกลงไปขุดพิสูจน์พื้นที่ดังกล่าวแต่อย่างใด

สรุป – แม้จะมีทฤษฏีและหลักฐานมากมาย แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า “มหานครแอตแลนติส” เคยมีอยู่จริง อาจเพราะมันดูคล้ายกับเรื่องแฟนตาซีมากกว่าความจริงที่เมืองทั้งเมืองจะจมหายไปในพริบตาเดียวได้ แต่ผมเชื่อว่าในอนาคต ปริศนาของมหานครลึกลับนี้จะได้รับการพิสูจน์ที่ช่วยตอบคำถามที่แคลงใจชาวโลกมานานกว่า 2,500 ปี นับตั้งแต่เพลโตได้เผยแพร่เรื่องนี้ออกไป อย่างแน่นอนครับ แล้วคุณหล่ะเชื่อหรือไม่ ว่ามหานครแห่งนี้เคยมีอยู่จริง ?