เด็กชายที่น่าสงสารที่สุดในโลก - ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน

ค้นพบฟอสซิล “เนื้อเยื่อสมอง” ไดโนเสาร์ครั้งแรกของโลก

  ทีมนักวิจัยจากประเทศอังกฤษ ค้นพบฟอสซิลชิ้นส่วนเนื้อเยื่อสมองที่ถูกเก็บไว้อย่างดีภายในกะโหลกของไดโนเสาร์ ฟอสซิลดังกล่าวถูกค้นพบที่ชายหาดในเมืองซัสเซกซ์ (Sussex) ประเทศอังกฤษ ขนาดใหญ่ประมาณกำปั้น ข่าวการค้นพบฟอสซิลนี้ถูกประกาศเมื่อปลายเดือนตุลาคม ปี 2016 แต่จริงๆแล้วมันถูกค้นพบตั้งแต่ปี 2004 แล้ว นักวิจัยคาดว่าเป็นเนื้อเยื่อสมองของไดโนเสาร์กินพืชสายพันธุ์ อิกัวโนดอน (Iguanodon อิกัวโนดอน พระเอกในภาพยนตร์เรื่องไดโนเสาร์ของดิสนีย์ Dinosaur) ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงต้นยุคครีเทเชียส เมื่อ 133 ล้านปีก่อน จากการตรวจสแกนฟอสซิลชิ้นนี้พบว่า ไดโนเสาร์มีสมองและเยื่อหุ้มสมองที่คล้ายคลึงกับนก และจระเข้ จึงสามารถบอกได้ว่าไดโนเสาร์เหล่านี้มีความชาญฉลาดไม่ต่างจากจระเข้ในปัจจุบัน   สาเหตุที่เนื่อเยื่อสมองของอิกัวโนดอนร่างนี้ไม่สูญสลายหลังตายลง ทีมนักวิทยาศาสตร์คาดว่าน่าจะเกิดจากการเสียชีวิตแล้วจมลงไปในแม่น้ำหรือบึงโดยเอาส่วนหัวทิ่มลงไปในโคลนเหลวใต้น้ำ ซึ่งเมื่อ 133 ล้านปีก่อน ออกซิเจนในน้ำไม่ได้สูงอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นสภาพความเป็นกรดของน้ำจึงทำหน้าที่เสมือนเป็นน้ำดองอย่างดีและตลอดเวลาของการย่อยสลาย แร่ธาตุหลายอย่างก็เข้ามาแทนที่เนื้อเยื่อในระดับโมเลกุล จนในที่สุดสมองของมันก็กลายเป็นฟอสซิล การค้นพบที่ไม่มีใครคาดคิดนี้ ยังจุดประกายให้นักวิจัยบางส่วนมีความหวังในการหาฟอสซิลชิ้นส่วนสมองที่สมบูรณ์กว่านี้ และทำให้นักวิจัยหลายคนย้อนกลับไปตรวจสอบซากฟอสซิลที่เคยมี เผื่อจะค้นพบเนื้อเยื่อลักษณะดังกล่าวเพิ่มเติม และอาจนำไปสู่การประเมินระดับของสติปัญญาไดโนเสาร์ได้อย่างแม่นยำขึ้นในอนาคต     Fact – สมองเป็นอวัยวะที่ย่อยสลายเป็นอันดับต้นๆเมื่อสิ่งมีชีวิตนั้นเสียชีวิตลง คนทำมัมมีในยุคอียิปต์โบราณเลยต้องดูดสมองศพออกมาทางโพรงจมูก แล้วนำไปใส่ไว้ในโถคาโนปิก (Canopic jars) ซึ่งไม่ได้เก็บรวมไว้กับร่าง Fact – อิกัวโนดอน…

เจาะลึกถึง DNA เพื่อหาเหตุผลว่าทำไม “สุนัข” ถึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์!?

  ตามหลักฐานทางโบราณคดี สุนัขเป็นสัตว์ชนิดแรกที่มนุษย์เอามาเลี้ยงไม่ต่ำกว่าราวๆ 15,000 ปี มาแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นราว 20,000 – 40,000 ปี สุนัขป่าถูกนำมาเลี้ยงเพื่อใช้งานเสียส่วนใหญ่ ซึ่งต้นกำเนิดสายพันธุ์ของสุนัขทุกวันนี้ คือ หมาป่าสีเทา (Grey Wolf) กลายเป็น สุนัขป่า สุดท้ายอยู่กับมนุษย์ไปเรื่อยๆจนกลายเป็น สุนัขบ้านอย่างทุกวันนี้นี่แหละ เพราะจากผลการวิจัยของนักมานุษยวิทยาสายวิวัฒนาการ Brian Hare จากมหาวิทยาลัย Duke University ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ชี้ว่า ในช่วงเวลาแห่งการวิวัฒนาการนั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่ทำให้ยีนส่วนสัญชาตญาณ “อยู่เป็นฝูง” และ “การเข้าสังคม” ของสุนัขเด่นขึ้น ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้สุนัขต้องการจะเป็นเพื่อนกับหลายๆสายพันธุ์รวมถึงมนุษย์ด้วย ทีมวิจัยเปรียบเทียบ DNA ของสุนัขบ้านที่เลี้ยงดูโดยมนุษย์ 18 ตัว และสุนัขป่าที่อยู่ในป่าจริงๆ 10 ตัว โดยใช้วิธีศึกษาลำดับพันธุกรรม (Genetic sequencing) ร่วมกับการทดสอบพฤติกรรมของสุนัข จนพบว่า พวกมันมี DNA ที่แตกต่างกันหลายจุด โดยเฉพาะยีนที่คอยควบคุมความเป็นมิตร อย่าง…

กฏหมายไทยประหารจริงแล้ว! ฉีดสารพิษ รายแรกในรอบ 9 ปี พร้อมเผยเรื่องน่ารู้ต่างๆ

  อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลด้วยการ ประหารชีวิต กับนักโทษชายธีรศักดิ์ หลงจิ อายุ 26 ปี ในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์ ใช้มีดแทงผู้ตาย รวม 24 แผล เหตุเกิดเมื่อ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ที่จังหวัดตรัง นับเป็นผู้ต้องขังรายที่ 7 ตั้งแต่เปลี่ยนโทษประหารจากการยิง เป็นการฉีดสารพิษ และเป็นการประหารชีวิตรายแรกในรอบ 9 ปี ศาลชั้นต้น พิพากษาประหารชีวิตศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาพิพากษายืนเป็นผลให้คดีถึงที่สุด นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 จนถึงปัจจุบัน มีการบังคับโทษประหารชีวิตมาแล้ว จำนวน 325 ราย โดยแบ่งเป็น การใช้อาวุธปืนยิงจำนวน 319 ราย (รายสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2546) การฉีดยาสารพิษ จำนวน 6 ราย (รายล่าสุดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552…

เผยเรื่องจริงอันแสนเหลือเชื่อ! ของพลรถถัง FURY ที่เกิดขึ้นในช่วงปลาย WW2

  เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังอย่าง Fury นั้น ไม่ได้สร้างตามเรื่องราวของวีรบุรุษผู้กล้าคนใด แต่อาจจะเรียกได้ว่าได้รับแรงบันดาลใจในการทำหนังเสียมากกว่า แต่ในเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ก็นำมาจากเรื่องจริง โดยเฉพาะเรื่องของรถถังเชอร์แมนของสหรัฐ และรถถังไทเกอร์ II ของเยอรมัน โดยรถถังทั้ง 2 คัน ดังกล่าวนี้มีอยู่จริง และจากบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี่แหละ จึงทำให้เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีในการเอามาทำหนัง เรื่องจริงสงครามรถถัง เกิดขึ้นในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่สอง ค.ศ.1945 ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้ปิดฉากสงคราม โดยกองทัพสหรัฐต้องการบุกเข้าไปในดินแดนของเยอรมันเพื่อปิดเกม แต่กองทัพเยอรมันมีการป้องกันที่แน่นหนาจนสหรัฐไม่สามารถทะลวงเข้าไปได้ ซึ่งสาเหตุหลักนั่นเป็นเพราะ การกลับมาของ “ไทเกอร์ II” ที่ถือว่าเป็นราชาแห่งรถถังในสงครามโลก เนื่องจากมีความแข็งแกร่งของเกราะมากกว่ารถถังเชอร์แมนของสหรัฐ ซึ่งหากจะรับมือกับรถถังไทเทอร์ได้นั้น กองทัพสหรัฐจำเป็นจะใช้รถถังเชอร์แมนถึง 4-5 คัน   รถถังรุ่น Sherma ผลิตออกมาทั้งสิ้น 4,542 คัน เดินทางได้เกือบทุกสภาพพื้นผิว อัตราการยิง 15.79 นัด ต่อ นาที จุดเด่นคือความคล่องตัว แต่พลังการทำลายไม่มากนัก   รถถังรุ่น Tiger II ผลิตออกมาทั้งสิ้น 489 คัน มีขนาดใหญ่…

ในเมื่อดวงจันทร์ทำให้น้ำขึ้นน้ำลง แล้วดวงจันทร์ดึงดูดน้ำในร่างกายเราด้วยหรือไม่?

  ตามกฎแรงโน้มถ่วง มวลทุกชิ้นในเอกภพดึงดูดเข้าหากันด้วยแรงโน้มถ่วงเสมอ ดังนั้นแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ก็จะดึงดูดร่างกายรวมถึงน้ำในร่างกายของเราด้วย แต่ว่าแรงดึงดูดของดวงจันทร์ที่กระทำต่อผู้คนบนโลกนั้นเล็กน้อยมาก เนื่องจากแรงดึงดูดจะแปรผกผันกับกำลังสองของระยะทาง แรงโน้มถ่วงจากมวลร่างกายของแม่ที่กอดลูกอยู่ยังดึงดูดร่างกายของเด็กมากกว่าแรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์ทั้งดวงที่กระทำต่อตัวเด็กน้อยหลายเท่า จึงทำให้ความเชื่อที่ว่าแรงดึงดูดของดวงจันทร์ส่งผลต่อน้ำในร่างกาย เฉกเช่น ปรากฏการณ์น้ำขึ้น–น้ำลง นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดแบบ 50-50  นั่นก็เพราะ มันดูดจริงแต่ไม่มีผลออกมาเป็นรูปธรรม เนื่องจากโลกมีขนาดใหญ่พอที่ทำให้แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ที่กระทำต่อโลกด้านที่หันหาดวงจันทร์มีมากกว่าด้านที่หันออกจากดวงจันทร์ ทำให้มวลน้ำ “ป่องออก” และเมื่อบวกกับโลกหมุนรอบตัวเองก็ทำให้เกิด น้ำขึ้น–น้ำลง ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น แรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์ซึ่งมีค่าน้อยมากอยู่แล้วจึงไม่มีความแตกต่างกันเลย ไม่ว่าจะเทียบจากมุมไหนของร่างกาย ฉะนั้นความเชื่อที่ว่าแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ ส่งผลต่อน้ำในร่างกาย ทำให้เกิดอาการต่างๆนั้น ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย ถ้าไม่เชื่อเราจะคำนวณให้ดู     ดวงจันทร์มีมวลน้อยกว่าโลก 80 เท่า และอยู่ห่างไปราวๆ 384000km หรือห่างจากระยะเราถึงศูนย์กลางมวลโลกไป 60.3 เท่า แรงโน้มถ่วงแปรผันกับมวล และผกผันกับระยะทางกำลังสอง ดังนั้นแรงที่ดวงจันทร์ดึงเราจะน้อยกว่าที่โลกดึงเรา = 80*(60.32) = 290,000 เท่า ตีว่าสามแสน ถ้าดวงจันทร์อยู่เหนือหัวเราพอดี เราจะ “เบาลง” จริงๆครับ เบาลง 1/300000 ส่วน สรุป แรงดึงดูดที่ดวงจันทร์มีต่อน้ำในร่างกายของเรามันน้อยมากจนแทบไม่เกิดผลอะไรเลยหล่ะครับ…

หนทางใหม่ของการขุดทอง…ใช้พืชช่วยขุด หลังพบพืชชนิดหนึ่งที่สามารถขุดทองคำได้

  นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียเปิดเผยงานวิจัยพบแร่ทองคำในใบไม้ของต้นไม้บางชนิด ซึ่งช่วยบ่งบอกสถานที่ที่ทองคำฝังอยู่ใต้ดินได้ โดยให้พืชช่วยดูดแร่ขึ้นมาไว้ในลำต้น แล้วสกัดเอาแร่จากพืชอีกต่อหนึ่ง ซึ่งพืชชนิดนั้นก็คือ ต้นยูคาลิปตัส! (โดยธรรมชาติแล้ว ยูคาลิปตัสเป็นพืชที่มีรากยาวมาก) นักวิจัยจากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครือจักรภพ (CSIRO) ค้นพบได้ค้นพบอนุภาคทองคำที่ซ่อนอยู่ในใบและเปลือกไม้ยูคาลิปตัสที่ขึ้นในเขตคัลกูร์ลี พื้นที่ห่างไกลในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งเคยเป็นแหล่งตื่นทองสำคัญในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษหลังปี 1800 ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ เชื่อว่าจะช่วยเปิดหนทางใหม่ๆ ในการระบุตำแหน่งของแร่งทองคำหายากใต้ดินเหล่านี้     นักวิจัยอธิบายว่า ต้นยูคาลิปตัสที่มีระบบรากแผ่กระจายลงไปในดินได้ลึกถึง 40 เมตรเพื่อหาความชุ่มชื้นในยามแล้ง ทำหน้าที่คล้ายปั๊มไฮโดรลิก ดูดน้ำที่มีอนุภาคทองคำจากแร่มีค่าที่มักอยู่ลึกจากพื้นดินลงไปราว 30 เมตร เข้าไปในลำต้น แต่อนุภาคทองคำน่าจะเป็นพิษ จึงถูกขับออกไปสะสมที่ใบหรือกิ่งก้าน ซึ่งจะหลุดร่วงจากต้นได้ในเวลาต่อมา โดยทีมวิจัยได้อาศัยเครื่องซินโครตรอน ซึ่งเป็นเครื่องเร่งอนุภาคชนิดหนึ่ง เพื่อทำหน้าเอ็กซเรย์เพื่อพิสูจน์รายละเอียดของสสารหนึ่งๆ ในเชิงลึก จนพบสายแร่ทองคำในใบไม้ กิ่งไม้ และเปลือกไม้ของต้นยูคาลิปตัส ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการคำนวณจึงพบอีกว่า ต้องนำใบยูคาลิปตัสอย่างน้อย 500 ใบมาสกัด จึงจะได้ทองคำมากพอจะทำแหวนแต่งงานได้ 1 วง     ปัจจุบัน บริษัทเหมืองหลายแห่งที่เป็นสปอนเซอร์การวิจัยชิ้นนี้ และนักวิจัยเชื่อว่าเทคนิคเดียวกัน ยังอาจนำมาใช้หาแร่โลหะอื่นอย่างทองแดงและสังกะสีได้ด้วย เพราะวิธีการค้นหาแหล่งแร่ทองคำใต้ดินในปัจจุบัน จะกระทำโดยการขุดสำรวจ หรือการพบโดยตัวทองคำส่วนหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาเหนือผืนดิน…

เทคโนโลยี “เน็คโทม” เก็บความทรงจำจากสมองลงคอมฯ เพื่อรอถ่ายทอดให้ร่างใหม่

  Nectome (เน็คโทม) สตาร์ตอัปสัญชาติอเมริกัน ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2016 โดยสองนักวิจัยปัญญาประดิษฐ์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) พวกเขาระบุว่าในวันหนึ่งข้างหน้าจะพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถสแกนสมองของมนุษย์ เพื่อเก็บรักษาความทรงจำเอาไว้ได้ เพื่อในอนาคตจะมีเทคโนโลยีที่เราสามารถสร้างร่างใหม่และทำการถ่ายทอดความทรงจำของลูกค้าของเราลงไปได้ ก่อนหน้านี้ พวกเขาชนะรางวัลจากมูลนิธิเพื่อการถนอมสมองสัตว์ โดยสามารถดองสมองกระต่ายและหมู ได้ในปี 2016 และ 2018 ตามลำดับ จากผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง และไอเดียสุดแฟนตาซีนี้ทำให้ บริษัท เน็คโทม พึ่งได้รับเงินทุน 960,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 29.9 ล้านบาท) จากสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติสหรัฐฯ และดูเหมือนว่า Y Combinator บริษัทที่ให้การสนับสนุนสตาร์ตอัปจำนวนมากในซิลิคอนแวลลีย์ก็จะเข้าร่วมลงทุนกับพวกเขาอีกด้วย อย่างไรก็ตามกระบวนการที่มีอยู่ในขณะนี้ จำเป็นต้องใช้สมองที่ยังเป็นๆอยู่ ซึ่งทางทีมงานก็ได้ออกมาบอกเองเลยว่า “ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นอันตรายถึงชีวิต 100%” แต่หากสำเร็จ มันจะเก็บได้เป็นร้อยปีและไม่เสื่อมสลาย แต่ความอันตรายของมันก็มีมากเช่นเดียวกัน แต่มันก็คุ้มที่จะลองมิใช่หรือถ้าคุณอยากกลายเป็นอมตะ…     ข้อเสียหลักที่ถูกพูดถึงกันมากของโปรเจ็กต์นี้คือ สมองที่จะเอามาถนอมในกระบวนการนี้ได้ ต้องเป็นสมอง “สด” พูดอีกอย่างก็คือ เจ้าของสมองจะต้องตายลง โดยตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่หมดสติไปเพราะฤทธิ์ยาสลบนั้น ร่างกายของเขาจะถูกต่อกับเครื่องปอดและหัวใจเทียม เพื่อฉีดน้ำยาดองศพไปแทนการไหลเวียนของเลือด…

นักวิจัยพบ “นมแมลงสาบ” มีสารอาหารสูงกว่านมวัว 4 เท่า ชี้เป็นอาหารแห่งอนาคต!

  นักวิจัยจากสถาบันชีววิทยาสเตมเซลล์และการแพทย์เพื่อการฟื้นฟู ในอินเดียพบว่า ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารอินเตอร์เนชั่นแนลยูเนียน พบว่า นมของแมลงสาบแปซิฟิก หรือ แมลงสาบเต่าทองแปซิฟิก (ชื่อวิทยาศาสตร์ Diploptera punctata) อุดมไปด้วยโปรตีนซึ่งมีมากกว่านมวัวถึง 4 เท่า มากกว่านมควาย 3 เท่า และยังประกอบด้วยกรดอะมิโนอย่างครบถ้วน จนนักวิจัยหลายๆท่านออกมาบอกเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า นี่มันคือ Super Food และจะต้องเข้ามาแทนที่นมวัว จนกลายเป็นอาหารยอดนิยมในอนาคตอย่างแน่นอน โดยแมลงสาบชนิดนี้จะ ผลึกโปรตีนที่คล้ายกับนมขึ้นมาในระหว่างที่เลี้ยงตัวอ่อนขณะที่ลูกๆของมันอยู่ในท้อง (ความจริงแล้วแมลงสาบมิได้มีน้ำนมแต่อย่างใด เพราะพวกมันเป็นแมลง แต่นักวิทยาศาสตร์มีแผนที่จะสกัดผลึกดังกล่าวให้ออกมาเป็นนมในอนาคต)     “ผลึกนี้คืออาหารที่สมบูรณ์แบบ มันมีทั้งโปรตีน ไขมัน และน้ำตาล ถ้าคุณไปดูการเรียงตัวของโปรตีนจะเห็นว่ามันมีกรดอะมิโนสำคัญๆ แต่ในอีกทางหนึ่งเรายังไม่รู้ว่าอาหารชนิดนี้จะส่งผลกระทบต่อเราอย่างไรในระยะยาว และปริมาณที่ควรบริโภคมากที่สุดต่อวันควรอยู่ที่เท่าไหร่ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาค้นคว้ากันต่อไป” – สันชารี บาเนอร์จี หนึ่งในสมาชิกนักวิจัย กล่าว ซึ่งสาเหตุที่นักวิทยาศาสตร์ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับผลึกนี้นั้นเป็นเพราะ หาทางรับมือกับประชากรโลกที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนักวิทยาศาตร์ได้ทำการคำนวนจากปริมาณการเลี้ยงวัวในฟาร์ม และพบว่าการเปลี่ยนไปเลี้ยงแมลงสาบจะทำให้ได้ปริมาณอาหารที่คุ้มค่ากว่าการเลี้ยงวัวนั่นเอง     และปัจจุบันในหลายๆประเทศ มีความต้องการแมลงสาบเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นประเทศจีน ที่มีฟาร์มแมลงสาบอยู่เต็มไปหมด…

ช่วงนี้ทุกข์หรอ? เอานี่หน่อยมั้ย MinusIQ-ยาลดระดับไอคิว บางครั้งการไม่รับรู้ก็ดีที่สุด!

  คุณเคยรู้สึกหรือไม่? ว่าตัวเองคิดมากไป กังวลเกินเหตุ และพยายามที่จะเรียนรู้ไปเสียทุกอย่าง ความรู้สึกเหล่านี้ส่งผลกระทบด้านจิตใจไม่ต่างจากความเศร้าเลย เพราะฉะนั้นเราจึงขอเสนอ ยาที่มีชื่อว่า “MinusIQ หรือ ยาลดระดับไอคิว” ซึ่งมันสามารถลดระดับไอคิวของคุณลงมาได้มากกว่า 30 – 50 แต้ม ซึ่งนั่นจะทำให้คุณไม่ต้องคิดและกังวลอะไรเลย มีชีวิตอยู่ไปวันๆก็เพียงพอแล้ว! ทำไมต้องทำให้ตัวเองโง่ลงด้วยหน่ะหรือ? เพราะชีวิตจะง่าย และมีความสุขกับโลกมากขึ้น เมื่อคุณโง่ลงหน่ะสิ แต่ไม่ต้องกังวลไปนะว่าคุณจะโง่ขนาด ควักอุจจาระขึ้นมาเล่น ซึ่งคนปกติ 95% ในประชากรโลกจะมีค่าไอคิวอยู่ในระหว่าง 70 – 130 เท่านั้น และน้อยคนนักที่จะมีค่าไอคิวอยู่ที่ 135 – 200 โดยพบว่าบางคนก็ไม่พอใจสักเท่าไหร่กับตัวเลขไอคิวของพวกเขา เพราะบางคนก็ไม่อยากเกิดมาฉลาดและคิดมากไปทุกๆเรื่อง และจากผลสำรวจพบว่า เด็กไทยมีไอคิว ต่ำสุดในเอเชีย เฉลี่ยอยู่ที่ 91 แต้มเท่านั้น และถึงแม้ว่าคุณจะถูกลดไอคิวลงเหลือ 55 แต้ม คุณก็ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ ผูกเชือกรองเท้า หรือ ฮัมเพลงได้แบบสบายๆ     “ความรู้สึกแปลกแยกจากผู้ที่มีพื้นฐานต่างจากคุณ จะไม่สร้างปัญหาให้กับชีวิตอีกต่อไป เพราะคุณโง่ลง…

หน่วย “Unit 963” ทีมบอดี้การ์ด “คิม จองอึน” หน่วยอารักขาที่ดีที่สุดในเกาหลีเหนือ

  หน่วย Unit 963 หน่วยอารักขาที่เชื่อว่ามีประวัติมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสงครามเกาหลี ปีก่อตั้งไม่ชัดเจน ทราบเพียงว่าหน่วยนี้ทำงานตั้งแต่รุ่นพ่อของคิม จองอึน ซึ่งก็คือ คิม จ็อง-อิล มาแล้ว โดยในการประชุมสุดยอดผู้นำที่ถูกจัดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์ Unit 963 ก็ได้ตามมาอารักขา คิม จองอึน ด้วยเช่นกัน โดยพวกเขาจะวิ่งไปพร้อมกับรถ มีจำนวนทั้งหมด 12 คน ใส่สูทผูกไทด์ เป็นหน่วยที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในเกาหลีเหนือ มีอีกชื่อคือ Supreme Guard Command แม้ปัจจุบันกองทัพเกาหลีเหนือจะมีทหารประจำการอยุ่มากกว่า 95,000-100,000 นาย แต่หน่วย Unit 963 ก็ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดจาก คิม จองอึน ให้อารักขาไม่ว่าเขาจะเดินทางไปที่ไหนต่างๆบนโลก มากที่สุด (ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 200 นาย)     ซึ่งที่มาของชื่อ Unit 963 มาจาก ความเชื่อของชาวเกาหลีเหนือที่เชื่อว่า เลข 9…