เด็กชายที่น่าสงสารที่สุดในโลก - ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน

หากผึ้งหายไปจากโลกเมื่อใด เมื่อนั้นแหละคือวันที่มนุษย์ต้องสูญพันธุ์แล้วจริงๆ!

ในปัจจุบันประชากรผึ้งกำลังลดจำนวนลงอย่างน่าวิตก บางครั้งก็เป็นโรคตายกันยกรัง ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป หากวันข้างหน้าโลกของเราไม่เหลือผึ้งเลย มันจะเกิดอะไรขึ้น ?     ปรากฏการณ์การค่อย ๆ สูญพันธุ์ของผึ้ง มีความเป็นไปได้ว่าอีกไม่นานนี้ ผึ้งจะค่อย ๆ หายสาบสูญไปจากโลก หลังจากที่มีการพบว่าผึ้งที่เลี้ยงอยู่ในสหรัฐกว่าครึ่งหายสาบสูญไปจากรัง จนนางพญาไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้เพราะไม่มีอาหาร ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ถูกตั้งข้อสันนิษฐานว่ามาจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ยาฆ่าแมลง การตัดแต่งพันธุกรรมในพืช หรืออาจมาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาไฟฟ้าแรงสูงก็เป็นได้ แต่จากหลักฐานที่มีการพบว่าผึ้งได้หายสาบสูญไป ก็พอจะทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำนายได้ว่า มันอาจจะสูญพันธุ์ไปในเวลาอันใกล้นี้ และนั่นจะส่งผลร้ายต่อพืชที่มีผึ้งเป็นตัวผลิตอย่างแน่นอน     นักวิทยาศาสตร์อธิบายวิกฤตนี้ว่า มีสาเหตุจากไวรัสตัวหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรค Colony Collapse Disorder หรือ ซีซีดี มีการคาดการณ์กันว่า เพราะจากข้อมูลพบว่า ผึ้งราว 1 ใน 3 ของสหรัฐหายไปในทุกๆ ฤดูหนาว นับตั้งแต่ปี 2549 ส่วนที่อังกฤษเช่นกัน สมาคมผู้เลี้ยงผึ้งบอกว่า ประชากรผึ้งหนึ่งในสามของผึ้ง 240,000 ตัว ตายในช่วงหน้าหนาวและใบไม้ผลิ ความสูญเสียที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพภูมิอากาศโดยปกติจะอยู่ระหว่างร้อยละ 5-10…

สหรัฐฯไฟเขียว! อนุมัติสร้าง 3 ไวรัสสุดอันตราย อ้างเพื่อทำการวิจัย จะได้หาทางป้องกัน

วันที่ 19 ธ.ค. 2017 รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกการแบน ในหัวข้อที่ว่า “ห้ามสร้างไวรัสอันตรายที่สามารถทำให้คนตาย” ได้แล้ว โดยอ้างว่า การวิจัยไวรัสเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์และมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อต่อสู้กับการวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วของเชื้อโรค ซึ่งกำลังเป็นภัยต่อสาธารณสุข     โดย DR.Francis Collins (ดร.ฟรานซิส คอลลินส์) ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพแห่งชาติเป็นผู้ประกาศเรื่องดังกล่าว และได้เผยถึงแผนวิจัยอีกด้วยว่า จะมีการวิจัยไวรัสอันตราย 3 ชนิด ซึ่งเขาย้ำว่าการวิจัยจะเริ่มขึ้นต่อเมื่อคณะกรรมการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ตัดสินใจว่า การวิจัยมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง เท่านั้น ไวรัสโรคติดต่ออันตราย 3 ชนิดคือ – ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (influenza) – ไวรัสซาร์ส (SARS) – ไวรัสเมอร์ส (MERS) อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงคัดค้านที่กังวลว่า การวิจัยไวรัสเหล่านี้อาจทำให้เชื้อโรคชนิดใหม่หลุดออกมาจากห้องทดลอง และแพร่กระจายคุกคามคนหลายล้านชีวิต หากไม่มีการเก็บรักษาให้ดี     อย่างเช่นเหตุการณ์เมื่อปี 2014 เจ้าหน้าที่ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) หลายสิบนายได้รับเชื้อไวรัส แอนแทร็กซ์ โดยไม่ได้ตั้งใจ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีข่าวการพบขวดบรรจุไวรัสโรคฝีดาษจำนวนมากถูกเก็บรักษาอย่างไม่ปลอดภัยที่ห้องทดลองของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ…

“ตะขาบยักษ์อเมซอน” สัตว์เลี้ยงยอดนิยม ของนักสะสมสัตว์แปลก! (ดุร้าย รวดเร็ว มีพิษ)

  ตะขาบยักษ์ขาเหลืองเปรู (Peruvian giant yellow-leg centipede) หรือ ตะขาบยักษ์อเมซอน (Amazonian giant centipede) ชื่อวิทยาศาสตร์: Scolopendra gigantea เป็นตะขาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสกุล Scolopendra มีถิ่นกำเนิดอยู่ตอนเหนือและตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ ตามเกาะตรินิแดดและโตเบโก และในจาไมกา เป็นสัตว์กินเนื้อ โดยกินสัตว์เล็กเป็นอาหาร เช่น หนู กบ หรือค้างคาว ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้าย     เมื่อโตเต็มที่จะยาว 26 เซนติเมตร แต่บางครั้งก็สามารถโตได้ถึง 30 เซนติเมตร ร่างกายประกอบด้วย ปล้องจำนวน 21-23 ปล้อง มีสีทองแดงหรือสีแดงอมม่วง แต่ละปล้องมีขาสีเหลืองอ่อน 1 คู่ ทำให้เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและสามารถจับเหยื่อได้แน่นก่อนที่จะฆ่า พวกมันมีเขี้ยวที่เรียกว่า Forcipule เรียงเป็นแนวโค้งอยู่รอบหัว ซึ่งสามารถปล่อยพิษเข้าไปในตัวเหยื่อได้ พิษประกอบด้วยสารอะเซทิลคอลีน ฮิสตามีน เซโรโทนิน ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ ทำให้เกิดแผลเหมือนถูกตัวต่อต่อย แผลจะบวมอย่างรุนแรงและตามด้วยอาการไข้สูง เพราะฉะนั้นหากพบเห็นไม่ควรสัมผัศมันโดยไม่มีเครื่องป้องกันเด็ดขาด โดยทั่วไปพิษตะขาบไม่รุนแรงถึงกับทำให้เสียชีวิตได้…

Apple ยอมรับ ปรับลดความเร็ว iPhone รุ่นเก่าให้ช้าลง 50% อ้างให้ใช้งานได้นานขึ้น

  อันที่จริงแล้ว มีคำถามเกิดขึ้นมานานพอสมควรในหมู่ผู้ใช้ iPhone มานานว่า แอปเปิลทำอะไรสักอย่างกับ iPhone เครื่องเก่าๆ ให้ทำงานช้าลง จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ใช้รายหนึ่งใน Reddit พบว่า iPhone 6s ของเขาช้าลงมากผิดปกติ แต่เมื่อเขาเปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นก้อนใหม่ เครื่องก็กลับมาทำงานปกติดังเดิม (เขาได้ทำการทดสอบ iPhone 6 ที่ใช้มานานกว่า 3 ปี หลังจากอัพเดทเป็น iOS 10.2.x พบว่าเครื่องทำงานช้าลงจาก 1.4 GHz ลงมาเหลือเพียง 600 MHz เท่านั้น แต่พอเขาเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ iPhone 6 ของเขาก็กลับมาทำงานที่ความเร็วเต็มสปีด 1.4 GHz เหมือนเดิม)     พอเรื่องนี้ไปถึงหูของ John Poole ผู้พัฒนาแอปทดสอบประสิทธิภาพ CPU อย่าง Geekbench ได้ทำการทดสอบ iPhone หลายรุ่น และพบว่า Apple…

คนเป่าปี่แห่งฮาเมลิน – เรื่องจริงสุดสยอง! ในปี คศ. 1284 ที่ถูกเล่าผ่านนิทานฟรุ้งฟริ้ง

The Pied Piper of Hamelin     คนเป่าปี่แห่งฮาเมลิน ปรากฏในนิทานพื้นบ้านของเยอรมันที่เล่าโดยสองพี่น้องกริมม์ เรื่องมีอยู่ว่ากาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่เมืองฮาเมลินในภาคกลางของเยอรมัน ปี คศ.1248 ได้ถูกกองทัพหนูเข้าก่อกวนโดยเดือดร้อนไปทุกบ้าน พวกมันแพร่พันธุ์เป็นจำนวนมาก แล้วกัดแทะเสบียงอาหาร อีกทั้งพวกมันยังเป็นพาหะนำโรคร้ายมาอีกด้วย บรรดาชาวเมืองรับไม่ได้กับเหตุการณ์เหล่านี้ ต่างหาทางกันกำจัดพวกหนู โดยพากันออกเงินจนได้ก้อนหนึ่งเพื่อให้เป็นรางวัลแก่ผู้ที่จะมาปราบหนูเหล่านี้ได้ จากนั้นก็มีคนต่างเมืองเดินทางมาที่นี่และรับอาสากำจัดหนูให้ แต่จนบัดนี้ก็ไม่มีใครอาสามาปราบฝูงหนูเหล่านี้เลย ในยามนี้เองก็มีชายลึกลับผู้หนึ่งพร้อมกับปี่ที่เครื่องดนตรีคู่กายของเขาปรากฏตัว เขาอาสาจะปราบหนูให้ชาวเมืองแห่งนี้ และ ชาวเมืองก็ให้คำสัญญาว่าจะให้สิ่งตอบแทนใดๆ ก็ได้ตามที่เขาต้องการ เมื่อตกลงกับชาวเมืองเรียบร้อย ชายประหลาดก็หยิบปี่ถุงออกมาและเป่าเพลงที่แปลกประหลาด พร้อมกับออกเดินไป ท่ามกลางสายตาสงสัยของชาวเมืองนั้นเอง กองทัพหนูทั้งหลายก็ออกมาจากที่ซ่อนจากบ้าน จากโบสถ์ ทุกหนทุกแห่งจนกลายเป็นขบวนแถวยาวเมื่อได้ฟังเพลงจากปี่ของเขาอย่างหลงใหล แล้วคนประหลาดคนนั้นก็เริ่มเดินตรงออกจากหมู่บ้านพร้อมกับกองทัพหนูที่วิ่งตามหลังเขา จนไปถึงแม่น้ำเวเซอร์ที่ไหลผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ ชาย นักเป่าปี่ก็หยุดยืนอยู่ริมแม่น้ำ ในขณะที่ฝูงหนูพากันกระโจนลงน้ำไปเรื่อยๆ จนในไม่ช้าก็ไม่มีหนูเหลืออยู่แม้แต่ตัวเดียว และทั้งหมดก็จมน้ำตายในแม่น้ำนั้นเอง ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ปลอดจากการรบกวนของหนูเป็นที่เรียบร้อย     หลังจากนั้นชายประหลาดก็มาทวงรางวัลจากชาวบ้าน แต่ชาวบ้านทั้งหลายเกิดความเสียดายเงินขึ้นมา จึงไม่ยอมจ่ายค่าตอบแทนให้ พร้อมกล่าวว่า “นายไม่ได้ ทำอะไรเสียหน่อย พวกหนูกระโดดลงน้ำไปเองต่างหาก” และยังขู่จะจับขังนักเป่าปี่อีกด้วยถ้าเขายังมัวตื๊อจะเอาเงินอยู่ ชายประหลาดโกรธมากเขากล่าวทิ้งท้ายว่า “พวกคุณต้องรักษาสัญญา ฉันจะเอาสิ่งสำคัญที่สุดของพวกคุณไป”…

NASA มีแผนสร้าง “บาเรียรอบดาวอังคาร” เพื่อสร้างชั้นบรรยากาศ ให้มนุษย์อาศัยอยู่ได้

ผลสำรวจดาวอังคารล่าสุดพบว่าดาวอังคารเมื่อราว 4,500 ล้านปีก่อน ไม่ได้มีชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มอยู่เบาบางเหมือนในทุกวันนี้ แต่มีชั้นบรรยากาศที่ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ปกคลุมอยู่หนาเท่ากับชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งในเวลาต่อมาถูกลมสุริยะพัดออกสู่ห้วงอวกาศไปจนเกือบหมด   การค้นพบครั้งนี้ ช่วยยืนยันแนวคิดที่ว่าดาวอังคารเคยมีน้ำในสถานะของเหลวอยู่บนพื้นผิว และมีสภาพเอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตมาก่อน เนื่องจากชั้นบรรยากาศที่หนาจะช่วยรักษาระดับความดันโดยไม่ทำให้น้ำบนพื้นผิวดาวเดือดจนระเหยหายไปเช่นทุกวันนี้ ส่วนชั้นบรรยากาศที่เป็นคาร์บอนไดอ็อกไซด์น่าจะทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกจนมีอุณหภูมิอบอุ่นพอสำหรับการให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้ด้วย แต่วิธีล่าสุดที่ NASA เสนอมาอาจจะทำให้มนุษย์เราย้ายไปอยู่บนดาวอังคารได้เร็วยิ่งขึ้น องค์การนาซาได้วางแผนปรับสภาพแวดล้อมบนดาวอังคาร เพื่อเตรียมความพร้อมให้มนุษย์สามารถสร้างอาณานิคมและตั้งรกรากอยู่บนดาวอังคารได้ในอนาคต ด้วยการกางบาเรียแม่เหล็กขนาดใหญ่เหนือดาวอังคาร ซึ่งจะก่อให้เกิดกระบวนการสร้างชั้นบรรยากาศขึ้น     นายจิม กรีน หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ของนาซา ได้เปิดเผยว่าในการประชุมวิสัยทัศน์ 2050 ขององค์การนาซา มีการเสนอให้องค์การนาซาติดตั้งบาเรียแม่เหล็กขนาดใหญ่ ที่จะโคจรรอบดาวอังคาร โดยบาเรียนี้จะคอยปกป้องดาวอังคารจากลมสุริยะ ดาวหาง อุกกาบาต รวมไปถึงขยะอวกาศต่างๆ     นักวิทยาศาสตร์ของนาซาเชื่อว่าบาเรียแม่เหล็กจะทำหน้าที่เสมือนสนามแม่เหล็กของโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างชั้นบรรยากาศ และทำให้น้ำบาดาลไหลขึ้นมาบนพื้นผิวของดาวอังคารได้ ก่อนหน้านี้ นายอีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทสเปซเอกซ์ (SpaceX) เคยเสนอให้นาซาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่บริเวณขั้วโลกอันหนาวเย็นของดาวอังคาร ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนมหาศาล ทำให้น้ำแข็งบนดาวอังคารละลาย จนอุณหภูมิสูงขึ้น และเกิดการสร้างชั้นบรรยากาศ อันเป็นกระบวนการเดียวกับปรากฏการณ์เรือนกระจกที่เกิดขึ้นบนโลก ที่มา – futurism ManoshFizเด็กชายที่น่าสงสารที่สุดในโลก – ผมไม่ได้เป็นนักเขียน…

[อัพเดต] เกาหลีเหนือเริ่มนำ “เชื้อโรคแอนแทรกซ์” บรรจุไว้ในขีปนาวุธข้ามทวีป

แหล่งข่าวของหนังสือพิมพ์อาซาฮี ที่ใกล้ชิดกับหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ว่า เกาหลีเหนือเริ่มโครงการทดลองนำเชื้อแอนแทรกซ์บรรจุไว้ในขีปนาวุธข้ามทวีป รายงานของระบุว่า การทดลองนี้เพื่อตรวจสอบว่าเชื้อโรคแอนแทรกซ์ยังจะมีชีวิตรอดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างเฉียบพลัดระหวางขีปนาวุธขึ้นสู่บรรยากาศ รวมถึงอุณหภูมิร้อนจัดขณะกลับสู่โลกได้หรือไม่ รายงานยังอ้างว่าขณะนี้เกาหลีเหนือมีคลังอาวุธเคมีสะสมอยู่ระหว่าง 2,500 ตันถึง 5,000 ตัน รวมถึงมีความสามาระในการผลิตสารชีวภาพอย่างแอนแทรกซ์และฝีดาษ ทั้งนี้รายงานของอาซาฮีมีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ทำเนียบขาวประกาศยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติใหม่โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลเปียงยางกำลังเดินหน้าวิจัยพัฒนาด้านอาวุธเคมีที่สามารถบรรจุไว้ในขีปนาวุธ ทั้งนี้ เกาหลีเหนืออ้างว่าสามารถทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่ ฮวางซอง-15 ได้สำเร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นขีปนาวุธใหญ่ที่สุดที่เกาหลีเหนือเคยพัฒนามา และสามารถยิงได้ไกลถึง 13,000 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอที่จะไปถึงกรุงวอชิงตันดีซี   แอนแทรกซ์ (Anthrax) คืออะไร? โรคแอนแทรกซ์ หรือชาวบ้านเรียกว่าโรคกาลี เป็นโรคที่รู้จักกันมาแต่โบราณกาล แอนแทรกซ์นับว่าเป็นโรคระบาดสำคัญ เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง โดยปกติมักจะไม่พบในคนแต่ด้วยความรุนแรงของมันที่ทำให้มีการพัฒนาโรคนี้ให้กลายเป็นอาวุธสงครามมานานกว่า 80 ปีแล้ว อย่างน้อยก็มี 17 ประเทศที่มีอาวุธนี้   หากคุณโดนอาวุธชีวภาพนี้เข้าหล่ะก็… – ผิวหนังที่ติดเชื้อมีลักษณะเป็นผื่นนูน คัน แต่ไม่เจ็บ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นตุ่มพุพองแล้วแตกเป็นแผลแดงนูน ซึ่งต่อมาเกิดเป็นสะเก็ดสีดำ และเกิดเป็นแผลเนื้อเน่าตายได้ – ระบบทางเดินอาหาร จะมีไข้ ปวดมวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายกับอาการของอาหารเป็นพิษ – ระบบทางเดินหายใจ…

ทารกน้อยสร้างประวัติศาสตร์ เกิดจากตัวอ่อนที่ถูกแช่แข็งไว้นานกว่า 24 ปี!

  เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 เบนจามิน และ ทีนา กิ๊บสัน คู่สามีภรรยาชาวเมืองน็อกซ์วิลล์ รัฐเทนเนสซี ปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างมาก หลังจากที่ เอ็มมา เร็น กิ๊บสัน ลูกสาวตัวน้อยของพวกเขาลืมตาดูโลก เธอคือปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ เกิดจากวิธีการนำตัวอ่อนแช่แข็งมาฝังในมดลูกของแม่ ซึ่งเธอได้สร้างสถิติใหม่ให้กับวงการแพทย์ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะตัวอ่อนที่กลายมาเป็นเอ็มมานั้น ถูกแช่แข็งเก็บไว้นานกว่า 24 ปี!     ก่อนหน้าที่เอ็มมาจะเกิดนั้น เบนจามินและทีนาพยายามมีลูกด้วยกันมานานหลายปี ด้วยความที่ทั้งคู่มีภาวะมีบุตรยาก ความหวังจะได้มีลูกสักคนจึงเป็นอะไรที่ยากเย็นและท้าทายมาก พวกเขาถึงขั้นอยากล้มเลิกทุกอย่าง และได้รับเด็กมาอุปการะ จนกระทั่งพวกเขาได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ National Embryo Donation Center ศูนย์การแพทย์ที่ช่วยให้คู่รักมากมายประสบความสำเร็จในการมีลูก โดยวิธีการย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง (Frozen Embryo) เข้าสู่มดลูกของหญิงผู้รับบริจาค ซึ่งมีอัตราความสำเร็จสูงมาก เฉพาะที่ศูนย์การแพทย์แห่งนี้ มีเด็กที่เกิดด้วยวิธีดังกล่าวมากถึงเกือบ 700 คน     ตัวอ่อนในที่นี้คือไข่และอสุจิของผู้บริจาค ที่ผ่านการผสมเรียบร้อยแล้ว และแช่แข็งเก็บเอาไว้ สำหรับตัวอ่อนที่มาเป็นหนูน้อยเอ็มมานั้น มีอายุมากกว่าคนอื่น ๆ…

ครั้งหนึ่ง ซีซาร์ผู้ยิ่งใหญ่ เคยถูกลักพาตัว! และรอดมาได้ด้วยอาวุธที่ดีที่สุดคือ ปัญญา

อ้างอิงจากการบันทึกของพลูทาร์ก ย้อนไปเมื่อสมัย 75 ปีก่อนคริสตกาล จูเลียส ซีซ่าร์ได้ล่องเรือไปในทะเลเอเจี้ยน และได้ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มโจรสลัดซิลิเชี่ยน โจรสลัดได้เรียกค่าไถ่จากซีซาร์เป็นแร่เงิน 20 ทาเล้นต์ หรือคิดเป็นมีมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท     เมื่อซีซาร์ได้ยินก็หัวเราะเยาะใส่หน้าพวกโจรสลัดทันที เพราะพวกโจรสลัดไม่รู้เลยว่าได้ลักพาตัวใครมา ซีซาร์แนะนำว่าให้โจรสลัดเรียกค่าไถ่ที่ 50 ท้าเล้นต์ (50 ล้านบาท) ไปเลย เพราะว่าค่าไถ่ตัวของเขา แค่ 20 ทาเล้นต์ มันไม่สมกับชื่อเสียงของตัวเขาเอาสะเลย กลุ่มโจรสลัดซิลิเชี่ยนตกลงรับข้อเสนอของซีซาร์ พระองค์รับสั่งให้ข้ารับใช้ติดตามล่องเรือกกลับไปขนเอาแร่เงินมามอบให้กับโจรสลัดเพื่อเป็นค่าไถ่ โดยใช้เวลาประมาณ 38 วัน ในตอนนั้นพระองค์มีข้ารับใช้เพียง 2 คน และสหายอีก 1 คน เท่านั้น แต่ซีซ่าร์ก็มิได้ทรงตื่นตระหนกพระทัยใดๆ เลย ซ้ำยังดูแลโจรสลัดเหล่านั้นราวกับเป็นพรรคพวกของพระองค์เสียอีก พระองค์สามารถเสด็จไปไกลที่ได้ก็ได้ตามพระประสงค์ และพวกโจรสลัดจะงดการพูดคุยทันทีที่พระองค์ต้องการบรรทมเมื่อไม่ให้เป็นการรบกวน     ระหว่างที่รอข้ารับใช้ไปนำแร่เงินมาไถ่ตัวพระองค์ พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่กับพวกโจรสลัดในการประพันธ์บทกลอน และการเขียนสุนทรพจน์ และยังทรงอ่านให้พวกโจรสลัดได้สดับรับฟังอีกด้วย ซีซาร์ยังทรงเล่นเกมต่างๆ มากมายร่วมกับพวกโจรสลัดและได้ทรงเข้าร่วมกิจกรรมของพวกโจรสลัดด้วยเช่นกัน เหมือนกับว่าพระองค์มิได้ทรงเป็นนักโทษ แต่หากเป็นหัวหน้าของโจรสลัดไปเสียเอง…

น่ากลัวสุดๆ! เด็กหญิง ‘บีบสิวเสี้ยน’ ไม่ล้างมือถึงขั้นต้อง ‘ผ่าสมอง’

  เรื่องนี้เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์กวางโจว เดลี่ ที่ระบุว่า เด็กหญิงเสี่ยวเหมยวัย 10 ขวบ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในสภาพเกือบหมดสติเมื่อวันจันทร์ และต้องเข้ารับการผ่าตัดเปิดกระโหลกศีรษะ เพื่อรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา “MRSA” ตอนแรกครอบครัวของเด็กคิดว่าเป็นไข้ธรรมดา หลังมีอาการเวียนศีรษะและเซื่องซึม เมื่อสองสัปดาห์ก่อน แต่อาการทรุดหนักเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีอาการปวดศีรษะ อาเจียน และไม่อยากอาหารถึง 3 วัน     เซียง ยงชิ่ง ศัลยแพทย์ระบบประสาทแห่ง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยจินานระบุว่า สาเหตุมาจากแม่ของเธอบีบสิวเสี้ยนที่จมูก โดยไม่ล้างมือให้สะอาดเสียก่อน ทำให้เด็กติดเชื้อในกระแสเลือดและลุกลามไปถึงสมอง ซึ่งได้แพทย์ใช้เวลาการผ่าตัดนาน 5 ชั่วโมง เพื่อเอาฝีที่เกิดจากเนื้อเยื้ออักเสบขนาด 4.5×3.5 ซ.ม.และหนา 3 ซ.ม.ออกไปพร้อมกับหนองอีก 8 มิลลิลิตร ซึ่งถ้าปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อการทำงานของตา หูและจมูก     และแพทย์หลายๆคนก็ได้ออกมาพูดเรื่อง Danger triangle of the face หรือสามเหลี่ยมที่เพื่อนๆเห็นในรูป พื้นที่สามเหลี่ยมนี้จะครอบคลุมในส่วนของจมูกและปากส่วนบน รวมถึงมุมปากทั้งสองข้าง เพราะเส้นเลือดบริเวณนี้จะเชื่อมต่อไปยังด้านหลังของศรีษะ บริเวณสมมองส่วนท้าย นั่นหมายความว่าถ้าเกิดอาการติดเชื้อบริเวณนี้…