ในปัจจุบันประชากรผึ้งกำลังลดจำนวนลงอย่างน่าวิตก บางครั้งก็เป็นโรคตายกันยกรัง ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป หากวันข้างหน้าโลกของเราไม่เหลือผึ้งเลย มันจะเกิดอะไรขึ้น ?

 

 

ปรากฏการณ์การค่อย ๆ สูญพันธุ์ของผึ้ง มีความเป็นไปได้ว่าอีกไม่นานนี้ ผึ้งจะค่อย ๆ หายสาบสูญไปจากโลก หลังจากที่มีการพบว่าผึ้งที่เลี้ยงอยู่ในสหรัฐกว่าครึ่งหายสาบสูญไปจากรัง จนนางพญาไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้เพราะไม่มีอาหาร ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ถูกตั้งข้อสันนิษฐานว่ามาจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ยาฆ่าแมลง การตัดแต่งพันธุกรรมในพืช หรืออาจมาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาไฟฟ้าแรงสูงก็เป็นได้ แต่จากหลักฐานที่มีการพบว่าผึ้งได้หายสาบสูญไป ก็พอจะทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำนายได้ว่า มันอาจจะสูญพันธุ์ไปในเวลาอันใกล้นี้ และนั่นจะส่งผลร้ายต่อพืชที่มีผึ้งเป็นตัวผลิตอย่างแน่นอน

 

 

นักวิทยาศาสตร์อธิบายวิกฤตนี้ว่า มีสาเหตุจากไวรัสตัวหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรค Colony Collapse Disorder หรือ ซีซีดี มีการคาดการณ์กันว่า เพราะจากข้อมูลพบว่า ผึ้งราว 1 ใน 3 ของสหรัฐหายไปในทุกๆ ฤดูหนาว นับตั้งแต่ปี 2549 ส่วนที่อังกฤษเช่นกัน สมาคมผู้เลี้ยงผึ้งบอกว่า ประชากรผึ้งหนึ่งในสามของผึ้ง 240,000 ตัว ตายในช่วงหน้าหนาวและใบไม้ผลิ ความสูญเสียที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพภูมิอากาศโดยปกติจะอยู่ระหว่างร้อยละ 5-10 เท่านั้น จึงมีการคาดการณ์กันว่า ผึ้งอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่จะสูญพันธุ์ใน 30 ปีข้างหน้า!

ประชากรของผึ้งน้ำหวานทั่วโลกส่อเค้าลดลงมาตั้งแต่ปี 1905 แล้ว แต่ปัญหามาโผล่เห็นเด่นชัด เมื่อกลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ทั่วโลกเผชิญกับปรากฏการณ์ผึ้งตายยกรังเป็นวงกว้าง จนนักวิทยาศาสตร์กังวลว่าผึ้งน้ำหวานจะเข้าสู่สถานะเสี่ยงสูญพันธุ์ ปัญหาวิกฤติขึ้นเมื่อรังผึ้งทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับโรคที่เรียกว่า “อาการรังผึ้งล่มสลาย” (colony collapse disorder) ซึ่งทำให้ผึ้งทั้งรังหายไปอย่างฉับพลัน

 

 

ผึ้งไม่เพียงแต่ให้น้ำผึ้งเท่านั้น มันยังช่วยผสมเกสรให้กับพืชพรรณหลายชนิด รวมถึงพืชที่เป็นอาหารของมนุษย์ด้วย ผลการศึกษาชี้ว่า ในบรรดาพืชอาหาร 100 ชนิดที่เป็นอาหารเลี้ยงประชากรร้อยละ 90 ของประชากรมนุษย์ทั้งโลก มี 70 ชนิด ที่ต้องการผึ้งเป็นตัวผสมละอองเกสรให้ หากผึ้งสูญพันธุ์หายไปจากโลก มนุษย์จะประสบปัญหาใหญ่หลวง เพราะผักและผลไม้จะหายตามไปด้วย ดอกไม้ป่าอีกหลายชนิดก็จะสูญพันธุ์ตามผึ้งไปเพราะผึ้งเป็นตัวผสมเกสรให้ดอกไม้นับร้อยนับพัน อย่างไรก็ตาม ผลผลิตธัญพืชจะไม่ได้รับผลกระทบเท่าไร เพราะธัญพืชส่วนใหญ่ใช้ลมเป็นพาหะในการผสมละอองเกสร

พืชไม่สามารถเปลี่ยนวิธีหรือแมลงผสมเกสรได้อย่างปุบปับ ดังนั้น ในระยะสั้นการสูญพันธุ์ของผึ้งจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์ของป่าหลายชนิดลดลงแน่นอน ส่วนในระยะยาว ผลกระทบบางส่วนจะบรรเทาลงเนื่องจากแมลงอื่นๆ ในระบบนิเวศธรรมชาติจะเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนผึ้ง แมลงหลายชนิดทำหน้าที่ผสมเกสรได้เหมือนผึ้ง แต่พวกมันไม่มีทางขนส่งเกสรเป็นระยะไกลๆ และครอบคลุมพื้นที่ และชนิดของพืชพรรณได้เท่ากับผึ้ง ดังนั้น พืชที่เคย ใช้ผึ้งเป็นตัวผสมเกสรก็จะต้องอาศัยมนุษย์ในการช่วยผสมเกสรให้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาสินค้าผักและผลไม้ในตลาดก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

 

 

อาจจะดูเหมือนเรื่องไร้สาระสำหรับเรา เพราะดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่มันโคตรไกลตัวเลยนะ เพราะ กรีนพีซ องค์การสาธารณประโยชน์ (NGO) นานาชาติ จึงออกแคมเปญ Save the Bees เพื่อให้ชาวโลกรับรู้ถึงอันตรายการของการใช้สารเคมีในการเกษตรที่มีต่อผึ้ง โดยรณรงค์ผ่านสื่อโทรทัศน์และออนไลน์ ด้วยการนำเหล่าผึ้งน้อยมารณรงค์ต่อต้านด้วยตนเอง วลีเด็ดของผึ้งคือ Pesticide = Suicide หรือ ยาฆ่าแมลง = ฆ่าตัวตาย ซึ่งไม่ใช่ผึ้งเท่านั้นที่จะตายไปจากโลกนี้ แต่คือมนุษย์โลกต่างหากที่จะตายดับจากโลกนี้เพราะไม่มีผึ้ง

 

 

“หากผึ้งหายไปเมื่อใด หลังจากนั้น 4 ปี เผ่าพันธุ์มนุษย์จะหายไปด้วย” – อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ไม่มีผึ้ง > ไม่มีพืช > ไม่มีอาหาร > ไม่มีสัตว์ >ไม่มีมนุษย์

“เอาผึ้งออกไปจากโลก พืชอย่างน้อยแสนชนิดจะไม่เหลืออยู่ในโลกนี้” – จากหนังสือ Canadian Bee Journal หนังสือเมื่อปี 1941

ที่มา – scienceillustratedthailand , oknation , telegraph , popsop

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน