จะเกิดอะไรขึ้น ? เมื่อธานอสดีดนิ้วขึ้นมาจริง ๆ ในมุมมองของทางวิทยาศาสตร์

ผมเชื่อว่าถึงตอนนี้น่าจะไม่มีใครที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Avenger : Infinity war แล้วใช่มั้ยครับ หรือถ้าไม่ทันได้ดูจริง ๆ อย่างน้อย ๆ ก็คงรู้บทสรุปของเรื่องกันอยู่แล้วว่า ตัวร้ายหลักของเรื่องอย่าง ธานอส ได้ลงมือทำอะไรลงไปบ้าง

แต่ยังไงก็ตาม ถ้าหากยังไม่ได้ดูจริง ๆ และไม่อยากถูกสปอย ผมแนะนำให้ปิดบทความนี้ไปก่อนนะครับ เพราะเราจะมาพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง ๆ กับโลก หากพี่มันม่วงของเราทำการดีดนิ้วล้างบางชีวิตทุกชนิดในจักรวาลเหลือเพียงครึ่งเดียว

ก่อนอื่นต้องมาทบทวนกันก่อนนะครับ ว่าเป้าหมายของพี่มันม่วงในการลบล้างชีวิตไปครึ่งนึงนั้นเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับดาวไททั่นก่อนที่มันจะล่มสลาย นั่นคือการที่ทรัพยากรมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ซึ่งธานอสก็ได้เสนอวิธีแก้ด้วยการลบชีวิตทิ้งไปครึ่งนึง ซึ่งเป็นวิธีที่ฟังดูเด็ดขาดและ (เหมือนจะ) สมเหตุสมผล และจากการคอนเฟิร์มโดย เควิน ไฟกี (Kevin Feige) หัวเรือใหญ่แห่งมาเวลสตูดิโอ ระบุมาอย่างชัดเจนว่าเป็นการลบทุกอย่างที่นับเป็นชีวิตสปีชี่ส์ละครึ่งนึง ครึ่งนึงของมนุษย์, ครึ่งนึงของกวาง ครึ่งนึงของปลา ครึ่งนึงของผึ้ง ครึ่งนึงของดอกทานตะวัน กระทั้งครึ่งหนึ่งของแบคทีเรียแต่ละชนิด และอื่น ๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นชีวิต

แต่หากเราหันมามองความเป็นจริงที่ไม่ใช่บทภาพยนตร์ จะมีอะไรเกิดขึ้นกับโลกของเราบ้างในทางวิทยาศาสตร์ หากสิ่งมีชีวิตทุกชนิดถูกลบหายไปครึ่งหนึ่ง

ดอกเตอร์เคน ลาโควาร่า (Ken Lacovara) นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยโรวาน นิวเจอร์ซี่ ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการภัยพิบัติและการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ของไดโนเสาร์ พูดถึงการดีดนิ้วของธานอสเอาไว้ว่า “เป็นไอเดียที่แย่ในแย่อีกที”

เนื่องจากเหตุผลข้อแรกสุดก็คือ “ผลของมันอยู่ไม่ยืด” เพราะจากประวัติศาสตร์ ประชากรของมนุษย์เติบโตขึ้นเร็วมาก ในปี 1960 เรามีประชากรราว 3 พันล้านคน แต่ในปี 2000 เรามีประชากรเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หมายความว่าหากพี่มันม่วงดีดนิ้วจริง เราจะกลับมามีประชาเท่าเดิมได้ภายในเวลาเพียงแค่ 40 ปีเท่านั้น แถมสิ่งมีชีวิตหลาย ๆ ชนิดเองก็มีอัตราการเติบโตของประชากรราว ๆ นี้ ซึ่งมันคือระบบที่เรือล่าแมวน้ำใช้ โดยที่พวกเขาจะล่าเพียงแค่ครึ่งเดียวของประชากรในเขตนั้นเท่านั้นแล้วจะย้ายเขตล่า โดยปล่อยให้มีการฟื้นฟูของประชากรให้กลับมาเท่าเดิมภายในเวลาสามสิบหรือสี่สิบปี

จากเหตุผลข้างต้น การดีดนิ้วจึงไม่ใช่แผนระยะยาวเท่าไหร่นัก เพราะสุดท้ายสิ่งที่ธานอสเพียรทำมาตลอดชีวิตจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมภายในเวลาไม่ถึงชั่วอายุคน

แต่อย่างไรก็ตามการเข้าไปแทรกแซงกระบวนการของธรรมชาติอย่างกะทันหันอาจส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นอย่างมหาศาล มากกว่าที่ธานอสหวังเอาไว้

ดอกเตอร์เจเน็ต ฮูลล์ (Janet Hoole) ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์และการวิวัฒนาการ ได้อธิบายว่าผลกระทบนั้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับกระบวนการเอาตัวรอดตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น ซึ่งทำให้เกิดความไม่สมดุลขึ้นในระบบนิเวศ เนื่องจาสัตว์ที่สามารถแพร่พันธ์ได้เร็วและมีระยะฟักตัวหรือช่วงที่ต้องได้รับการเลี้ยงดูจากตัวพ่อแม่น้อยจะได้เปรียบ และสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างมหาศาล หากมีนักล่าน้อยลง

ส่วนสัตว์ที่มีอัตราการขยายพันธุ์ต่ำ หรือมีจำนวนน้อยสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อยู่แล้วจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ดอกเตอร์เจเน็ตกล่าวว่า ประชากรของเสือที่ลดต่ำลงจะทำให้พวกมันเข้าข่ายใกล้สูญพันธุ์มากเข้าไปอีก ซึ่งทำให้การแพร่พันธุ์หยุดชงัก แต่สำหรับสัตว์อีกหลาย ๆ สายสปีชี่ส์ที่เหลืออยู่เพียงหลักสิบจะสูญพันธุ์อย่างแน่นอนเนื่องจากความยากในการหาคู่เพื่อขยายพันธุ์

“การดีดนิ้วจะทำให้สัตว์ที่หายากอยู่แล้ว หายากขึ้นอีก บางชนิดจะสูญพันธุ์ไปอย่างสิ้นเชิง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความหลากหลายทางพันธุ์กรรมจะถูกจำกัดเหลือเพียงครึ่งเดียวทันที”

นอกจากนั้นมันยังมีโอกาสสูงที่จะทำให้ความสัมพันธุ์ระหว่างเหยื่อกับผู้ล่าที่จำเพาะเจาะจงอย่างสิงโตทะเลทรายกับยีราฟพังลง รวมไปถึงความสัมพันธุ์แบบผึ่งพาอาศัยกันของแมลงกับพืช อย่างผึ่งและดอกไม้ เนื่องจากความสัมพันธุ์เหล่านี้มีความซับซ้อนและเกี่ยวเนื่องกัน หากมีการแทรกแซงเกิดขึ้นในกระบวนการนี้ก็อาจทำให้ความสัมพันธุ์ทั้งหมดพังลงได้

ชณะเดียวกัน เบน ลิเบอรตัน (Ben Libberton) นักจุลวิทยา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตจุลชีพขนาดเล็กอย่างแบคทีเรียต่าง ๆ เองก็คิดไปทางเดียวกันว่าการดีดนิ้วของธานอสจะส่งผลเป็นวงกว้างมากกว่าแค่มีสิ่งมีชีวิตหารไปครึ่งนึง เขากล่าวว่า “จะมีระบบนิเวศบางระบบที่โอเคกับความเปลี่ยนแปลง แต่ที่เหลือจะเสียหายอย่างรุนแรง”

เขาให้ความสนใจโดยเฉพาะกับจุลชีพในดินซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของธาตุและสารอาหาร รวมไปถึงจุลชีพในน้ำและบนบกที่เป็นตัวควบคุมระดับไนโตรเจน ถ้าจุลินเหล่านี้หายไปครึ่งหนึ่งและเพิ่มจำนวนขึ้นมาไม่ทันสิ่งแรกสุดที่จะได้รับผลกระทบก็คือพืช ซึ่งสิ่งมีชีวิตบนบกทุกชนิดต้องฝากปอดเอาไว้

และจากเหตุผลที่ผมร่ายมาทั้งหมดเรียกได้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้น ผิดจากสิ่งที่ธานอสหวังเอาไว้ไปไกลสุดกู่มากทีเดียวครับ นอกจากมันจะไม่ช่วยรักษาสมดุลของจักรวาลแล้ว ยังเป็นการทำลายสมดุลอย่างร้ายแรงอีกด้วย

เพราะฉะนั้นพวกเราคงต้องเอาใจช่วยทีมอเวนเจอร์สให้กอบกู้สมดุลธรรมชาติที่แท้จริงกลับมากันในภาพยนตร์ Avengers : End Game ที่กำลังจะเข้าในวันที่ 24 เมษายนต์นี้แล้วนะครับ

Fact – ในปี 2018 ที่ผ่านมามีนกทั้งหมด 3 สปีชีส์ที่สูญพันธุ์แน่นอนแล้ว ประกอบด้วย

  • นก Po’ouli เป็นนกท้องถิ่นในฮาวาย
  • นก Alagoas foliage-gleaner เป็นนกประจำถิ่น พบได้ทางตอนเหนือของบลาซิล
  • นกแก้ว Spix’s Macaw เป็นนกแก้วสีฟ้า ซึ่งเป็นต้นแบบให้กับนกในอนิเมชั่นเรื่อง Rio

โดยมีอีกสองสปีชี่ส์ที่เชื่อว่าจะสูญพันธุ์ในปีนี้ คือโลมาวาเคลต้า Vaquita และ แรดขาวเหนือ

สิ้นเดือนหน้า โซระ อาโออิ จะทำการไลฟ์สดคลอดลูก ! เพื่อให้แฟนคลับได้รับชม

Sora Aoi (โซระ อาโออิ) อดีตนักแสดงหนังผู้ใหญ่ชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น ที่ชายไทยเรามักเรียกกันว่า “น้องอ้อย” ซึ่งเธอได้ออกจากวงการไปตั้งแต่ปี 2011 จากนั้นชายไทยก็ได้เห็นเธอปรากฏตัวอยู่ในหนังของค่าย GTH หลายเรื่อง เช่น ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้ หรือ ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น

ซึ่งนอกจากนี้ยังมีบางเรื่องที่เธอมาเป็นนักแสดงรับเชิญอีกด้วย เช่น STAY ซากะ..ฉันจะคิดถึงเธอ เป็นต้น ซึ่งถ้าใครจำได้เมื่อช่วงสิ้นปี 2018 เธอได้ออกมาประกาศข่าวดีว่าเธอกำลังจะแต่งงาน และหลังจากนั้นไม่นานเธอก็ประกาศว่าเธอกำลังตั้งท้องและได้ลูกแฝดซะด้วย

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2019 เธอก็ได้ออกมาปรากฏตัวอีกครั้ง โดยครั้งนี้เธอได้เผยถึงโปรเจคที่อยากชวนแฟนคลับของเธอทุกคน ให้มาร่วมเป็นสักขีพยานในการคลอดลูกของเธอ ซึ่งเธอจะทำการถ่ายทอดสดผ่านทาง Abema TV (เป็นช่องทีวีที่ดูได้ผ่านอินเทอร์เน็ต)

โดยก่อนหน้านี้ทางทีมงาน Abema TV ได้ติดต่อ โซระ อาโออิ ไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว จากนั้นจึงได้ทำการตกลงกันว่า จะมีทั้งการเก็บภาพไว้เป็นสารคดีและถ่ายทอดสดควบคู่ไปด้วย ซึ่งการคลอดครั้งนี้เธอเลือกใช้วิธี ผ่าคลอด

Abema TV บอกกับผู้ชมถึงข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับโปรเจคนี้ว่า

“เราจะทำการถ่ายทอดสารคดีเกี่ยวกับการตั้งท้องของ โซระ จนถึงวันที่ โซระ ให้กำเนิดลูกออกมา, ยินดีต้อนรับสู่โลกนี้นะลูกน้อยของ โซระ และแน่นอนคุณจะได้เห็น โซระ อาโออิ ให้กำเนิดลูกในวันกำหนดคลอดของเธอ”

การถ่ายทอดสดจะเริ่มขึ้นในวันที่ 30 เมษายน 2019 ซึ่งจะถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ Abema TV โดยตรงนั่นเอง และการถ่ายทอดสดดังกล่าวจะฉาย ทั่วเอเชีย และมีซับไตเติ้ลเป็น ภาษาจีน อีกด้วย

โดยก่อนหน้านี้ โซระ อาโออิ เคยให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองเคยเกลียดการที่จะต้องมีลูก แต่พอเมื่อเธอท้องขึ้นมาจริง ๆ ความรู้สึกของเธอก็เปลี่ยนไป และการถ่ายทอดสดครั้งนี้เป็นความคิดของเธอเอง กดดูได้ที่ลิ้งค์นี้เลยครับ

คีอานู รีฟส์ เผยอยากรับบทเป็น John Wick ต่อไปเรื่อย ๆ หากแฟน ๆ ยังต้องการ

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2019  คีอานู รีฟส์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เขาสนุกมากในการรับบทแอ็คชั่นเป็น จอห์น วิค และเขายังอยากจะแสดงบทนี้ให้นานที่สุด เท่าที่เขาจะทำได้ ซึ่งเขาได้ให้สัมภาษณ์ไว้ดังนี้

“ผมจะเล่นบทนี้ ให้นานที่สุดเท่าที่ขาของผมจะยืนไหว และเท่าที่ผู้ชมทุกคนอยากให้ผมแสดง”

คีอานู รีฟส์ ยังได้ให้สัมภาษณ์อีกว่า เขาไม่คิดเลยว่าจะได้แสดงบทแอ็คชั่น ในช่วงอายุเยอะแบบนี้ (54 ปี) แต่จนถึงตอนนี้ ผู้ชมทุกคนที่ได้ดูหนัง John Wick ล้วนคิดว่า เขาเหมาะสมกับบทนี้จริง ๆ และไม่มีใครสามารถมาแทนที่เขาในบทนี้ได้อีกแล้ว

แต่ก่อนที่ คีอานู รีฟส์ จะได้รับบท จอห์น วิค เขาต้องผ่านช่วงขาลงของการแสดงมาก่อน จะเป็นยังไงมาดูกัน

คีอานู รีฟส์ เคยประสบปัญหาที่นักแสดงหลาย ๆ คนพบเจอ นั่นคือในช่วงขาลงของการแสดง ในช่วงปี 2005-2013 เขาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการแสดงภาพยนตร์ ทั้งคำวิจารณ์แง่ลบทางด้านการแสดง และรายได้ของหนังแต่ละเรื่อง เรียกได้ว่าหลาย ๆ คนไม่คิดว่าเขาจะกลับมาโด่งดังได้ เหมือนช่วงที่เขาพีคสุด ๆ ในหนังเรื่อง The Matrix อีกแล้ว

แต่พอถึงช่วงปลายปี 2014 ภาพยนตร์ John Wick ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และความสำเร็จครั้งนี้เป็นเหมือนเครื่องช่วยชุบชีวิตและชื่อเสียงของ คีอานู รีฟส์ ให้กลับมายืนเด่นในฐานะนักแสดงแถวหน้าในวงการอีกครั้ง

ภาพยนตร์ John Wick ภาคแรก ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทำเงินไปได้เกือบ 89 ล้านเหรียญ ด้วยทุนสร้างเพียง 20-30 ล้านเหรียญ เท่านั้น การที่ได้กำไรขนาดนี้ทำให้เกิด John Wick: Chapter 2 ภาคต่อขึ้นมาทันที

สำหรับ John Wick: Chapter 2 ได้ทุนสร้างเพิ่มจากเดิมเป็น 40 ล้านเหรียญ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายเช่นเดียวกัน โดยโกยเงินไปถึง 171.5 ล้านเหรียญ ซึ่งนั่นเป็นกำไรมากกว่า 400% ของทุนสร้างเลยทีเดียว

ผู้คนเริ่มจดจำ คีอานู รีฟส์ ในชื่อของ จอห์น วิค มากกว่าชื่อ นีโอ (ตัวเอกใน The Matrix) ซะแล้ว

และแน่นอน ความสำเร็จของภาค 2 ทำให้เกิดภาพยนตร์ John Wick: Chapter 3 ตามขึ้นมาทันทีเช่นกัน ซึ่งกำลังจะเข้าฉายในวันที่ 16 พฤษภาคม 2019

นี่คือเรื่องราวก่อนที่นักแสดง คีอานู รีฟส์ จะได้รับบท จอห์น วิค และโด่งดังไปทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้ ส่วนนึงต้องขอบคุณผู้กำกับมือดีอย่าง Chad Stahelski ด้วยเช่นกัน เพราะแฟรนไชส์นี้ทำให้เขาได้แสดงฝีไม้ลายมือในการกำกับออกมาเต็มที่

ทุกวันนี้ภาพยนตร์ John Wick มีแฟน ๆ เป็นผู้ชมอยู่ทั่วโลก และมันจะอยู่ไปอีกนาน เพราะนักแสดง คีอานู รีฟส์ ได้บอกแล้วว่า ยังไงเขาก็อยากแสดงในบทนี้ต่อไปเท่าที่เขาจะแสดงไหว

ถ้าใครยังไม่เคยดู John Wick ผมแนะนำให้ดูครับ เพราะมันเป็นหนังที่มันมากจนทำให้ผมติดตามตั้งแต่ภาคแรกที่ได้ดูมาโดยตลอด และตัวหนังก็ทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้ตัวอีกที คุณก็จะรักหนังเรื่องนี้ไปแล้ว

FACT – รู้หรือไม่ผู้กำกับ Chad Stahelski เป็นสตั๊นท์แมนให้กับ Keanu Reeves ในภาพยนตร์ The Matrix และทุกวันนี้เขาก็ร่วมงานร่วมกันในฐานะ ผู้กำกับ และ นักแสดง

อ่านต่อ – เส้นทางชีวิตที่แสนเจ็บปวดของ “คีอานู รีฟส์” (อ่านแล้วคุณจะรักผู้ชายคนนี้มากขึ้น)

ย้อนรอยเหตุการณ์ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา” หนึ่งในช่วงเวลาที่โหดเหี้ยมที่สุดในโลก !

เรามักจะได้เห็นข่าวที่การใช้ความรุนแรงในสื่อต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ข่าวการทะเลาะวิวาท ข่าวการปล้นจี้ หรือข่าวการทารุณกรรม แต่ความรุนแรงเหล่านั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่คุณกำลังจะได้อ่านในบทความนี้ เพราะนี่คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ใช้เวลา 100 วันและมีผู้เสียชีวิตมากถึง 800,000 คน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบกับประเทศรวันดามาจนถึงทุกวันนี้

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

เหตุการณ์นี้เกิดจากความขัดแย้งทางด้านเชื้อสาย ระหว่างชาวทุตซีและชาวฮูตู โดยก่อนปี ค.ศ. 1959 ชาวรวันดากว่า 85 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นชาวฮูตูที่ถูกปกครองโดยชาวทุตซี จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1959 ชาวฮูตูได้โค่นล้มกษัตริย์ของชาวทุตซีลง ทำให้ชาวทุตซีเกินกว่าหมื่นคนต้องหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศยูกันดา เป็นต้น กลุ่มชาวทุตซีที่ลี้ภัยไปนั้น ได้เริ่มก่อตั้งกองกำลังกบฏที่มีชื่อว่า Rwandan Patriotic Front (RPF) และได้ย้อนกลับมาโจมตีประเทศรวันดาในปี ค.ศ. 1990 สงครามดังกล่าวได้ดำเนินไปอย่างยาวนานจนกระทั่งเกิดการเจรจาสงบศึกขึ้นในปี  ค.ศ. 1993

แต่ความสงบก็อยู่ได้ไม่นานนัก…

เนื่องจากในคืนวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1994 เครื่องบินที่ประธานาธิบดีบุรุนดี ไซเปรียน ทายามิราโดยสารมานั้นได้ถูกยิงร่วงจนทุกคนบนเครื่องเสียชีวิต ชาวฮูตูหัวรุนแรงได้กล่าวหากองกำลัง RPF ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยิงเครื่องบินลำดังกล่าว และได้เริ่มโครงการกวาดล้างกองกำลัง RPF ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งทางกลุ่ม RPF ได้ออกมาโต้แย้งว่าพวกชาวฮูตูต่างหากที่เป็นคนยิงเครื่องบินลำดังกล่าวด้วยตนเอง โดยมีจุดประสงค์ที่จะสร้างเรื่องให้เกิดการกวาดล้างชาวทุตซีขึ้น

เมื่อโครงการกวาดล้างดังกล่าวได้เริ่มขึ้น ทางรัฐบาลจึงส่งกองกำลังเพื่อเข้าไปจัดการกับสมาชิกและครอบครัวของกลุ่ม RPF ความขัดแย้งดังกล่าวได้เป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมอันน่าอนาถ เพราะแม้แต่ผู้คนที่มีบ้านใกล้เรือนเคียงกันก็ยังลุกขึ้นมาจับอาวุธเพื่อรบราฆ่าฟันกันเอง สามีบางคนถึงขั้นลงมือฆ่าได้แม้แต่ภรรยาของตนเอง เพียงเพราะพวกเธอเป็นชาวทุตซีเท่านั้น

 

บัตรประชาชนสั่งตาย…

ท่ามกลางความโกรธแค้นระหว่างสองเชื้อสาย บัตรประชาชนอาจเป็นตัวชี้วัดความเป็นความตายสำหรับใครหลาย ๆ คน เนื่องจากบัตรประชนได้มีการระบุเชื้อชาติไว้ด้วย ทำให้ทหารสามารถตั้งด่านจับชาวทุตซีและจับไปฆ่าทิ้งได้อย่างสะดวกมากขึ้น ผู้ที่มีคำว่า “ทุตซี” อยู่ในบัตรประชาชน จะต้องจำใจถูกฆ่าด้วยมีดพร้าที่ชาวรวันดามีติดไว้ที่บ้านกันทุกคน

 

เชื้อสาย…

ความตึงเครียดในระดับที่ผิดปกตินี้ เกิดขึ้นจากระบบการเมืองอันเข้มงวดของประเทศรวันดา รวมถึงระบบในการแบ่งแยกชนชั้นที่ชัดเจน พรรคการเมือง “MRND” ได้สนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยการมอบอาวุธให้กับชาวบ้านที่มีเชื้อสายฮูตู เพื่อใช้ในการกำจัดชาวทุตซี มากไปกว่านั้น ชาวฮูตูหัวรุนแรงได้ทำการก่อตั้งสถานีวิทยุ “RTLM” และตีพิมพ์หนังสือพิมพ์เพื่อกระจายข่าวชวนเชื่อ ซึ่งมีเนื้อหากระตุ้นให้ประชาชนทุกคนลุกขึ้นมาฆ่าล้างชาวทุตซี แม้แต่บาทหลวงและแม่ชีเองก็ได้ชักนำผู้คนให้หันไปฆ่าชาวทุตซีด้วย ซึ่งการฆ่าล้างดังกล่าวได้เกิดขึ้นเป็นเวลา 100 วัน จนมีชาวทุตซีและชาวฮูตูที่โดนลูกหลงจนเสียชีวิตไปกว่า 800,000 คน

 

ความบ้าคลั่ง…

สหประชาชาติและรัฐบาลประเทศเบลเยียมได้ส่งกองกำลังเข้าไปในประเทศรวันดาเพื่อยับยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันไร้เหตุผลดังกล่าว แต่ก็กลับล้มเหลว รัฐบาลเบลเยียมได้ทำการถอนทัพทันทีหลังจากมีทหารของประเทศตัวเองเสียชีวิตไปถึง 10 คน ประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลฮูตู ได้ทำการส่งกองกำลังพิเศษเข้าไปยังประเทศรวันดาเพื่ออพยพชาวฝรั่งเศส รวมถึงพยายามสร้างเขตปลอดภัยให้กับพวกเขา แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จเช่นกัน และด้วยเหตุทหารจากประเทศสหรัฐอเมริกาบางส่วนเกิดเสียชีวิต ณ ประเทศโซมาเลีย รัฐบาลสหรัฐฯ จึงไม่อยากที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในทวีปแอฟริกาอีกต่อไป และเลือกปฏิเสธที่จะส่งออกกำลังของตนเองออกไป เพื่อยับยั้งเหตุการณ์ชุลมุนนี้

 

ปาฏิหาริย์…

แต่สุดท้ายปาฏิหาริย์ก็ได้บังเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ดูรุนแรงและไร้ที่สิ้นสุดนี้ โดยในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1994 กลุ่ม RPF ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพยูกันดาได้นำทัพเข้าสู่เมืองคิกาลี (เมืองหลวงของประเทศรวันดา  ) ได้สำเร็จ การนำทัพขนาดใหญ่เข้าไปตั้งหลักในเมืองหลวงของประเทศเช่นนี้ นับเป็นความสำเร็จในการยึดอำนาจกลับคืนมา และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการโต้กลับจากทางฝั่งชาวทุตซี และด้วยความกลัวที่จะถูกเอาคืนจากสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ ชาวฮูตูกว่า 2 ล้านคนที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จึงได้หนีข้ามชายแดนไปยังประเทศคองโกและทำให้สงครามระหว่างชาวทุตซีและชาวฮูตูสงบลงได้ในที่สุด

 

ข้อสันนิษฐาน…

กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้ออกมาแถลงการณ์ว่าทหารจากกลุ่ม RPF ได้ทำการสังหารประชาชนชาวฮูตูเป็นจำนวนหลายพันทันทีที่พวกเขายึดอำนาจสำเร็จ และยังส่งกองกำลังไปถึงคองโกเพื่อสังหารชาวฮูตูที่หลบหนีไป แต่ทางกลุ่ม RPF ก็ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

ศาล…

จากเหตุการณ์นี้ สหประชาชาติจึงได้จัดตั้งศาลอาญาสากลสำหรับรวันดา เพื่อใช้สำหรับดำเนินคดีต่อผู้ที่มีส่วนในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่นี้ ทว่ากระบวนของศาลอาจล่าช้าจนเกินไป จึงทำให้มีผู้เสียชีวิตในเรือนจำก่อนที่จะได้ขึ้นศาลสูงถึง 10,000 คน

การว่าความของศาลได้ดำเนินมาจนถึงปี ค.ศ. 2012 ซึ่งรวมแล้วเป็นเวลานานกว่า 10 ปี โดยมีคดีที่ต้องสะสางในชั้นศาลถึง 1.2 ล้านคดี (ไม่แปลกใจเลยที่ใช้เวลาว่าความถึง 10 ปีครับ) และเพื่อที่จะว่าความเกี่ยวกับคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ผ่านมา สหประชาชาติถึงขั้นต้องจัดตั้งศาลว่าความตามท้องตลาดและใต้ต้นไม้รวมกว่า 12,000 ศาล เลยทีเดียว

 

ข้อคิด…

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ว่าน่ากลัว ยังไม่น่ากลัวเท่าการถูกฆ่าล้างโดยเผ่าพันธุ์ตัวเอง เพียงความต่างทางเชื้อสายทำให้ “ชาวรวันดาด้วยกัน” ลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันจนกลายเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่พาสลดไปทั่วทั้งโลก

แล้วประเทศของคุณล่ะ… มีการแบ่งเชื้อชาติ แบ่งชนชั้น หรือ “แบ่งสีเสื้อ” จนต้องลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันแบบนี้หรือเปล่า ? 

ลองมองในมุมกลับกันสิครับ ถ้าหากผู้คนเรียนรู้ที่จะเปิดใจ ถ้าหากผู้คนเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่แบ่งเชื้อชาติหรือชนชั้น โศกนาฏกรรมเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น จะไม่มีครอบครัวของใครต้องมาโดนลูกหลงและเสียชีวิต ทหารมากมายมาจะไม่ต้องมาตายในหน้าที่ แค่ทุกคนคิดได้ว่าเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน ประเทศหนึ่งประเทศก็จะไม่ต้องมีประวัติศาสตร์น่าสลดแบบนี้ ประเทศทั้งประเทศอาจจะพลิกผันกลับมาเจริญรุ่งเรืองกว่านี้ ขอแค่ผู้คนไม่มัวเอาเวลามาขัดแย้งเรื่องความต่างที่พวกเขามโนกันขึ้นมาเองครับ

นามปากกา 9FOLD และทีมงาน Flagfrog ทุกคนขอสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และขอต่อต้านการแบ่งแยกทุกรูปแบบครับ

Fact – ในปัจจุบันประเทศรวันดามีวันหยุดราชการสองวันเพื่อระลึกถึงโศกนาฏกรรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระดับประวัติศาสตร์นี้ ได้แก่วันที่ 7 เมษายน ซึ่งถือว่าเป็นวันอนุสรณ์พันธุฆาตและวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันปลดปล่อย

อ่านต่อ – อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากโลกร้อน กำลังทำให้ “แซลมอน” กลางทะเล ถูกต้มทั้งเป็น

นักวิทย์เยล ปลุกสมองหมูที่ตายไปแล้ว 4 ชั่วโมง ให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2019 นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยลได้ประกาศถึงความสำเร็จ ในการทดลองปลุกสมองหมูที่ตายไปแล้วกว่า 4 ชั่วโมง ให้กลับมาทำงานอีกครั้งได้สำเร็จ หลังจากที่ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าการทำงานพื้นฐานของเซลล์จะหยุดทำงานภายในไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที ทันทีที่ไม่ได้รับออกซิเจนและไม่มีเลือดไหลเวียนไปสู่สมอง

ในการวิจัยครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์นำสมองหมูมาจากโรงผลิตอาหาร แล้วนำมันมาฉีดสารพิเศษที่เรียกว่า “BrainEx” เข้าไป เป็นสารคล้ายเลือดที่ประกอบด้วยออกซิเจนสังเคราะห์และสารอาหาร ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาเนื้อเยื่อของสมองโดยเฉพาะ หลังจากนั้นพวกเขาก็พบว่าเซลล์ประสาทมีการเคลื่อนไหว ในขณะที่เส้นประสาท, เซลล์เกลีย และเซลล์หลอดเลือดกลับมาทำงานได้อีกครั้ง

ก่อนที่คุณจะคิดไปไกลถึงขั้นซอมบี้หมูจะบุกโลก นักวิจัยพบว่ามันกลับไม่มีกิจกรรมไฟฟ้าใด ๆ เกิดขึ้นในสมอง ซึ่งบ่งชี้ว่ามันก็เป็นเพียงสมองที่ตายไปแล้วเหมือนเดิม ไม่ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งแต่อย่างใด และไม่มีหลักประกันว่าการรักษาแบบเดียวกันนี้จะใช้ได้กับสมองของมนุษย์

“กาปลุกการรับรู้ของสมองไม่เคยเป็นเป้าหมายของการวิจัยครั้งนี้ นักวิจัยเตรียมที่จะใช้ยาชาและการลดอุณหภูมิเพื่อหยุดกิจกรรมไฟฟ้าถ้ามันจะเกิดขึ้น ทุกคนเห็นชอบร่วมกันล่วงหน้าแล้วว่าการทดลองที่เกี่ยวข้องกับฟื้นฟูกิจกรรมทั้งหมดไม่ควรจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าหากไม่มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่ชัดเจนและการกำกับดูแลของสถาบัน” Stephen Latham ผู้อำนวยการแห่ง Interdisciplinary Center for Bioethics กล่าว

ผลของการวิจัยมีแนวโน้มที่จะถูกนำไปใช้ศึกษาการทำงานของสมองที่สามารถปูทางไปสู่การวิจัยใหม่ ๆ ได้มากมาย มากกว่าที่จะเป็นการพาสิ่งที่ตายไปแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้งครับ

Fact หมูสามารถส่งเสียงร้องดังได้ถึง 115 เดซิเบล ซึ่งดังกว่าเสียงของเครื่องบินความเร็วเหนือเสียงถึง 3 เท่า

Fact 2 ในปี 2012 ชาวนาในรัฐออริกอน ประเทศสหรัฐอเมริกาถูกหมูของตัวเองกินหลังจากที่เขาเกิดหัวใจวายและล้มลงในกรงของหมู และเมื่อญาติออกตามหา พวกเขาก็พบว่าชาวนาคนนั้นเหลือเพียงแต่ฟันปลอมไปเสียแล้ว

อ่านต่อ – เทคโนโลยี “เน็คโทม” เก็บความทรงจำจากสมองลงคอมฯ เพื่อรอถ่ายทอดให้ร่างใหม่

แท้จริงแล้ว “ภาษาเอลฟ์” เป็นภาษาที่ใช้งานได้จริง และมีเปิดสอนในมหาวิทยาลัย

ภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่าง “Lord of the Rings” เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผู้คนแทบทั้งโลกต่างรู้จักและให้การยอมรับในเรื่องของความสนุก ความระทึก ความประทับใจ ความเข้มข้นในตัวบทและเนื้อเรื่อง รวมถึงความตื่นตาตื่นใจในชนเผ่าจากเทพนิยายโบราณที่ทางผู้กำกับจับยัดใส่มา

และหนึ่งในชนเผ่าที่มีบทบาทสำคัญจนเป็นที่สนใจของผู้คนส่วนใหญ่คงจะหนีไม่พ้นเผ่า เอลฟ์ (Elf) ในช่วงเวลาที่ภาพยนตร์ดังกล่าวโด่งดังเป็นพลุแตกนี้ จึงได้มีการเปิดหลักสูตรการเรียนรู้ ภาษาเอลฟ์ (Elvish)” เกิดขึ้น

เนื่องจากมีผู้ชมมากมายที่สนใจบทสนทนาระหว่าง เลโกลัส และ ธรันดูอิล และด้วยกระแสที่ท่วมท้นบวกกับศิลปะอันงดงามที่เป็นอัตลักษณ์ของชาวตะวันตกซึ่งควรอนุรักษ์ไว้ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (University of Wisconsin) จึงได้มีการเปิดสอนภาษา ซินดาลีน (Sindari)” สำหรับผู้ที่สนใจ

ภาษาดังกล่าวเป็นหนึ่งในภาษาเอลฟ์ (บางครั้งอาจถูกเรียกว่า ภาษาภูติ) โดยภาษาเอลฟ์ประกอบไปด้วย ภาษาเควนยาและภาษาซินดาริน ในนิยายระบุว่าทั้งสองภาษาคือภาษาที่เอล์ฟในมิดเดิลเอิร์ธใช้พูดคุยกันเป็นภาษาหลัก

เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์ได้ประดิษฐ์คิดค้นภาษาเอลฟ์ขึ้นมาเพื่อใช้ในนวนิยายชุดมิดเดิลเอิร์ธ (Middle Earth) อันโด่งดังจนเป็นตำนานของเขานั่นเอง เขาได้พัฒนาภาษาเอลฟ์จนสามารถใช้งานได้จริง โดยมีไวยากรณ์และคำศัพท์มากพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้

หากสังเกตในภาพยนตร์ The Lords of the Rings ดี ๆ จะพบว่าทั้งชื่อคน ชื่อสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งอักขระที่จารึกบนประตูทางเข้าเหมืองมอเรีย ก็ล้วนเป็นภาษาซินดารินทั้งสิ้น

ด้วยคำศัพท์ที่มีความหมายจริง ๆ บวกับโครงสร้างและหลักการทางภาษาที่มีอยู่จริง จึงไม่แปลกที่ภาษาเอลฟ์ ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นโดยศาสตรจารย์ด้ายภาษาศาสตร์ จะสามารถเรียนรู้และนำมาใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้

ใครที่สนใจและอยากศึกษาภาษาซินดารินของเผ่าเอลฟ์อย่างจริงจัง ก็เชิญเก็บเงินจองตั๋วบินไปต่างประเทศได้เลยครับ และอย่าลืมเตรียมเงินไว้สำหรับลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรวิชาดังกล่าวด้วย พูดได้เมื่อไรย่าลืมมาสอนผมนะครับ จุ๊บ จุ๊บ !

Fact – จากข้อมูล เอลฟ์ (Elf) คือสิ่งมีชีวิตอมนุษย์สายพันธุ์หนึ่งในเทพนิยาย มีเวทมนตร์ ส่วนใหญ่มักมีหน้าตาคล้ายมนุษย์ มีใบหูที่ยาวเหมือนค้างคาว มีทั้งเพศชายและเพศหญิง ปกติจะมีรูปโฉมเยาว์วัยและงดงามนานหลายพันปี มีอายุยืน อาศัยอยู่ตามธรรมชาติเช่น ในป่า บนเขา เป็นต้น

อ่านต่อ – ประตูสู่ Club 33 สถานที่ลับในสวนสนุก Disneyland ถ้าไม่ VIP จริงห้ามเข้านะจ๊ะ

สายพันธุ์ผึ้ง American Bumblebee กำลังเผชิญหน้ากับการสูญพันธุ์

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยอร์ก เผยว่า American Bumblebee ซึ่งเป็นผึ้งสายพันธุ์ที่สามารถพบได้ทั่วไปทางตอนใต้ของออนตาริโอ ประเทศแคนาดา กำลังเผชิญหน้ากับการสูญพันธุ์ที่ใกล้เข้ามาเต็มที

“สัตว์ชนิดนี้มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และในปัจจุบัน พวกมันยังไม่ได้รับการป้องกันในทางใดทางหนึ่ง” Sheila Colla ผู้ช่วยศาสตราจารย์ในคณะสิ่งแวดล้อมกล่าวในรายงาน

ทีมวัยจัยของ Colla นำโดยนักศึกษา Victoria MacPhail รวมถึงนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ พวกเขาทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากสามแหล่งและพบว่าพื้นที่พบ American Bumblebee มีจำนวนลดลง 70% และความอุดมสมบูรณ์ของมันก็ลดลงถึง 89% เมื่อนำข้อมูลจากปี 2007-2016 มาเทียบกับปี 1907-2006

พวกเขาเผยว่าผึ้งสายพันธุ์นี้ที่เคยพบในเมืองวินด์เซอร์ ทางตอนใต้สุดของแคนาดา ไปจนถึง เมืองหลวงออตตาวา และรัฐที่ใหญ่ที่สุดอย่างควิเบก ปัจจุบันพบได้ในบางพื้นที่และพบว่าบางแห่งลดลงถึง 37%

เนื่องจากผึ้งถือได้ว่าเป็นแมลงผสมเกสรที่สำคัญต่อระบบนิเวสในท้องถิ่น Colla เลยกังวลว่าผึ้งสายพันธ์นี้จะตามรอย Bombus affinis หรือแมลงภู่ลายที่เป็นสนิม ที่ไม่พบในแคนาดาเป็นเวลา 10 ปีมาแล้ว และยังใกล้จะสูญพันธุ์อย่างยิ่งอีกด้วย

ปัจจุบันนักวิจัยเลยได้ทำการประเมินและติดตาม American Bumblebee อย่างใกล้ชิด เพื่อออกแบบแผนอนุรักษ์ที่จะช่วยให้มันไม่หายไปจากประเทศแคนาดาไปตลอดกาล

Fact ผึ้งสามารถกระพือปีกได้เร็วกกว่า 200 ครั้งต่อวินาที มันสามารถบินได้นานถึง 6 ไมล์ ด้วยความเร็วกว่า 15 ไมล์ต่อชั่วโมง อีกทั้งยังต้องบินไกลถึง 90,000 ไมล์ซึ่งเทียบเท่ากับวนรอบโลก 3 ครั้ง เพื่อเก็บน้ำผึ้งเพียง 1 กิโลกรัม

อ่านต่อ – หากผึ้งหายไปจากโลกเมื่อใด เมื่อนั้นแหละคือวันที่มนุษย์ต้องสูญพันธุ์แล้วจริง ๆ

ประวัติ Rorschach (รอชาร์ต) หนึ่งในตัวละครที่ลึกลับที่สุด ในโลก DC Comics

Rorschach (รอชาร์ต) คือศาลเตี้ยที่มีชื่อจริงว่า Walter Kovacs แม่ของเขาเป็นผู้หญิงขายบริการ ที่ทำร้ายร่างกายเขาอย่างโหดร้ายเป็นประจำ เขาถูกส่งไปที่โรงเรียนเด็กมีปัญหาเมื่ออายุ 10 ขวบ เขาเป็นที่หนึ่งในวิชาศาสนา, วิชาต่อยมวย และวิชากายกรรม

เขาเขียนบทความสรรเสริญประธานาธิบดี Harry S. Truman ที่ใช้อาวุธนิวเคลียถล่มญี่ปุ่นในเมือง ฮิโรชิม่า และ นางาซากิ เพราะเขาบอกว่ามันช่วยชีวิตคนด้วยการหยุดสงคราม

เมื่ออายุ 16 ปี Walter ได้รับแจ้งว่าแม่ของเขาถูกฆ่าตายอย่างโหดร้าย เพราะถูกบังคับให้เธอกลืนขวดน้ำยาทำความสะอาดท่อจนเธอต้องตายด้วยความเจ็บปวด ในเหตุการณ์นี้ Walter ได้พูดออกมาว่า “ดี !”

ในปี 1962 เขาเริ่มหลงไหลกับเทคโนโลยีใหม่สร้างโดย Dr.Manhattan (หนึ่งในฮีโร่ในเรื่อง Watchmen) ซึ่งเทคโนโลยีนั้น ทำให้ผ้าสามารถรับของเหลว สีขาว และ สีดำ เคลื่อนตัวไปตาม ความร้อน และ ความกดดัน มันเหมือนกับ การทดสอบสภาพจิตใจในด้านจิตวิทยาที่เรียกว่า Rorschach

Walter นำผ้าดังกล่าวกลับมาที่บ้านและใช้กรรไกรดัดแปลง และปิดผนึกความร้อนจนรู้วิธีใช้ผ้าดังกล่าว และใน 2 ปีต่อมา มีหญิงสาวที่ซื้อผ้าแบบเดียวกันได้ถูกฆ่าตาย (ซึ่งถูกฆ่าหน้าตึกที่เต็มไปด้วยผู้เช่า และไม่มีใครคิดจะช่วยเธอเลยสักคน) นั่นทำให้ให้ Walter ปลดปล่อยความโกรธของตัวเองออกมา เขาตัดชุดของผู้หญิงที่ถูกฆ่าตายมาสร้างเป็นหน้ากากตัวเอง และกลายเป็น รอชาร์ต

เมืองนี้หวาดกลัวฉัน เพราะฉันเห็นตัวตนที่แท้จริงของมัน ถนนก็เหมือนท่อที่ยาวออกไป และท่อนั้นก็เต็มไปด้วยเลือด และเมื่อมันดูดเลือดเหล่านั้นลงไปหมด พวกคนเลวจะจมดิ่งลง .. สิ่งสกปรกทั้งหมดของพวกมันจะก่อตัวเป็นของเหลว และค่อย ๆ กลืนกินพวกมัน พวกมันจะมองขึ้นมาและตะโกนว่า “ช่วยเราด้วย” … และฉันจะมองลงไปและกระซิบว่า “ไม่”

– Rorschach

จากข้อความข้างต้นจะเห็นว่า รอชาร์ต ไม่ใช่ฮีโร่ แต่เป็นศาลเตี้ยที่ฆ่าคนทำชั่วมากกว่า ไม่มีกฏใด ๆ ที่จะมาควบคุมเขาได้ เขาฆ่าวายร้ายทุกคนอย่างเลือดเย็น ซึ่งเขาจะมีบันทึกเป็นของตัวเองที่บรรยายความรู้สึกของเขาในแต่ละปี

ซึ่งในตรงนี้สามารถไปดูได้ในหนัง Watchmen ที่กำกับโดย Zack Snyder ถึงจะได้คะแนนจากนักวิจารณ์ไม่ดีเท่าไร แต่แฟน ๆ ส่วนใหญ่พอได้กลับมาดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง กลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สุดยอด เพราะหนังเรื่องนี้มันล้ำลึกกว่าที่สิ่งเห็น และพวกเขาก็ชอบซุปเปอร์ฮีโร่เวอร์ชั่นนี้เป็นอย่างมาก

ความสามารถของ รอชาร์ต มีหลากหลายซึ่งสามารถแยกได้ดังนี้คือ

  • ความสามารถด้านการต่อสู้
  • ความสามารถด้านการสืบสวน
  • ความฉลาดหลักแหลมในการพลิกแพลง
  • การสอบสวนที่โหดร้าย
  • ความสามารถทางด้านการเขียน
  • ความสามารถในการปลอมตัว
  • ความตั้งใจแน่วแน่ ไม่ย่อท้อ

แต่ รอชาร์ต มีจุดอ่อนใหญ่ ๆ เลยนั่นคือ ความป่วยทางจิตใจซึ่งเขามักจะทำตามสัญชาตญาณ ไม่ชอบร่วมมือกับใคร ชอบทำงานคนเดียวและไม่ชอบเข้าสังคม ซึ่งอารมณ์ของ รอชาร์ต จะบอกได้ผ่านหน้ากากของเขา  ที่มีของเหลวสีดำไหลวนสลับกับสีขาวคล้าย ๆ กับรูปทรงอะไรบางอย่างนั่นเอง

ทั้งหมดนี้คือตัวละคร รอชาร์ต หนึ่งในตัวละครที่หลายคนหลงรักจากค่าย DC Comics เป็นตัวละครที่เท่มาก ๆ ซึ่งถูกรู้จักมากขึ้นจากหนัง Watchmen และยิ่งถูกชื่นชอบมากขึ้นไปอีกเมื่อรู้ประวัติลึก ๆ ของตัวละครตัวนี้ครับ

Fact – การทดสอบ Rorschach inkblot test คือการทดสอบทางจิตวิทยา โดยให้ดูรูปหมึก 10 รูป และถามว่าผู้ป่วยนั้นเห็นเป็นรูปอะไร ซึ่งในปัจจุบันเรายังไม่รู้ว่าการทดสอบนี้ได้ผลจริงหรือไม่ แต่ก็เป็นวิธีที่แพร่หลายถูกใช้ทั่วโลก

อ่านต่อ – DC Comics เปิดตัว “ซูเปอร์ฮีโร่ข้ามเพศ” คนแรกในประวัติศาสตร์โลก

“เบอร์มิวด้า” ชื่อนี้ไม่ได้มีเพียงสามเหลี่ยมลึกลับเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันคือประเทศ !

“เบอร์มิวด้า” (Bermuda) หลายคนรู้จักชื่อนี้ผ่านปริศนาอาถรรพ์เรื่อง “สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า” แต่วันนี้เราขอไม่พูดถึงปริศนานั้นกันดีกว่า เพราะมีทฤษฏีมากมายที่ได้พิสูจน์กันไปแล้วว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะอะไร

เนื่องจากในบทความนี้ ผมอยากแนะนำให้ทุกคนทำความรู้จักกับประเทศหนึ่ง ที่หลายคนไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีประเทศนี้อยู่บนโลก นั่นคือ ประเทศเบอร์มิวด้า หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ หมู่เกาะเบอร์มิวด้า

ประเทศแห่งนี้ เป็นดินแดนเก่าแก่กลางทะเลของสหราชอาณาจักร ในมหาสมุทรแอทแลนติก มีเกาะเล็กเกาะน้อยถึง 137 เกาะ ภายใต้พื้นที่ 53.3 ตารางกิโลเมตร ถูกพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1609

ซึ่งตามจริงแล้ว หมู่เกาะเบอร์มิวด้าไม่ได้เป็นสถานที่ น่ากลัวแต่อย่างใด แต่กลับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของโลก โดยมี “แฮมิลตัน” (Hamilton) เป็นเมืองหลัก ซึ่งเป็นเกาะหลักและเกาะที่ใหญ่ที่สุด นอกจากนั้นยังมีเกาะอื่น ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ซัมเมอร์เซ็ต ไอร์แลนด์ และเซนต์จอร์จ เป็นต้น

ด้วยภูมิศาสตร์ทั้งทางด้านอากาศและสถานที่ต่าง ๆ ทำให้ในช่วงหน้าร้อนก็ไม่ร้อนมาก ช่วงหน้าหนาวก็เย็นสบาย แถมมีหาดทรายติดทะเลสวยงาม จึงทำให้เป็นอีกประเทศที่ได้รับความนิยมในการท่องเที่ยวของทางฝั่งซีกโลกเหนือ

ด้วยความสวยงามหลากหลายของธรรมชาติ ทำให้อุสหกรรมการท่องเที่ยวคืออีกหนึ่งรายได้หลักของประเทศหมู่เกาะเบอร์มิวด้า

ในปี 2548 เบอร์มิวด้า ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีสัดส่วน GDP ต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลก โดยมีประชากรเพียง 65,365 คน แต่จีดีพีรวมอยู่ที่ 4,857 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าอเมริการาวครึ่งหนึ่ง ทั้งยังจัดเก็บภาษีบุคคลและนิติบุคคลในระดับต่ำ ทำให้บริษัทต่างชาติแห่มาลงทุนในภาคการเงินและประกันภัยอย่างคับคั่ง

Fact – “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา” (The Bermuda Triangle) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “สามเหลี่ยมปีศาจ” ทฤษฏีที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด ที่สามารถตอบคำถามถึงการหายไปของเรือโดยสารและเครื่องบินที่เมื่อเดินทางมาถึงพื้นที่แห่งนี้ก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

นั่นคือ ทฤษฏีก๊าซมีเธน พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ ที่มีก๊าซมีเธนอยู่ใต้ทะเลเป็นจำนวนมาก จนปะทุขึ้นเหนือท้องทะเล ซึ่งก๊าซมีเธนนี้ เมื่อขยายตัวเป็นวงกว้างแล้ว ไม่ว่าวัตถุใด ๆ เคลื่อนที่ผ่าน มันก็จะดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างให้จมลงสู่ห้วงทะเลลึกอย่างรวดเร็ว

อ่านต่อ – ความจริงของตำนานผีดูดเลือด เคยมีตัวตนอยู่จริง .. หรือเป็นเพียงนิยายขายดี ?

งานวิจัยชิ้นใหม่เผย สุนัขสามารถได้กลิ่น “ความกลัว” ที่ออกมาจากมนุษย์ได้

การวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้มีการเปิดเผยว่าสุนัขสามารถมองเห็นและได้ยินสัญญาณทางอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าพวกมันรู้สึกแบบเดียวกับเราด้วยหรือไม่ Biagio D’Aniello ศาสตราจารย์สาขาวิชาสัตววิทยาของมหาวิทยาลัยเนเปิลส์ที่ประเทศอิตาลี เลยทำการศึกษาหน้าที่จมูกของสุนัขเพิ่มเติมเพื่อหาคำตอบนั้นร่วมกับเพื่อร่วมงานคนอื่น ๆ

“บทบาทของระบบรับกลิ่นถูกเราประเมินต่ำเกินไป ส่วนใหญ่อาจเป็นเพราะเผ่าพันธุ์ของเรานั้นให้ความสำคัญกับระบบรับภาพมากกว่า” D’Aniello กล่าว

D’Aniello และเพื่อนร่วมงานของเธอได้จัดทำการทดลองและทดสอบว่าสุนัขสามารถได้กลิ่นอารมณ์ของมนุษย์ได้ด้วยการดมเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ? โดยให้อาสาสมัครที่เป็นมนุษย์ชมวิดีโอที่ก่อให้เกิดความกลัว มีความสุข หรือการตอบสนองที่เป็นกลาง

จากนั้นก็เก็บเหงื่อของอาสาสมัครไว้เป็นตัวอย่างให้สุนัขดมเพื่อติดตามพฤติกรรมและอัตราการเต้นหัวใจของพวกมัน และทีมนักวิจัยก็ได้พบว่าสุนัขที่ดมกลิ่นเหงื่อของคนที่มีอาการกลัวมีอาการเครียดขึ้นมา ดูได้จากอัตราการเต้นของหัวใจที่สูงขึ้นและการที่มันรีบเข้าไปให้เจ้าของปลอบทันที ซึ่งแตกต่างจากเมื่อได้กลิ่นเหงื่อของคนที่มีความสุขหรือเป็นกลาง

“เรารู้เสมอมาว่าสุนัขรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของของมันผ่านช่องประสาทสัมผัสที่แตกต่างกันเพื่อตัดสินใจว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์เหล่านั้นอย่างไร แต่มันก็ไม่ง่ายที่จะตรวจกระบวนการดังกล่าวเพื่อให้เราสามารถเปิดเผยกลไกและแบ่งแยกช่องเหล่านั้นได้” Marta Gacsi แห่ง Eotvos Lorand University กล่าว

สรุปได้ว่าเมื่อมนุษย์เรารู้สึกกลัวขึ้นมา สุนัขจะสามารถรับรู้ว่าเรากลัวและรู้สึกกลัวตามได้ด้วยเช่นกันครับ

นอกจากนี้ เมื่อปี 2015 มหาวิทยาลัยด้านการแพทย์แห่งอาร์คันซอของสหรัฐฯ เคยวิจัยพบว่าสุนัขสามารถแยกแยะผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ได้ถูกต้องถึงร้อยละ 88 โดยมีการฝึกให้สุนัขดมกลิ่นปัสสาวะของผู้ป่วย เพื่อแยกแยะว่าผู้ป่วยคนใดเป็นมะเร็งไทรอยด์

จากความสำเร็จในครั้งนั้น นักวิจัยสามารถนำทฤษฎีที่ว่าเซลล์มะเร็งมีการปล่อยสารที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ ไปต่อยอดพัฒนา “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” เพื่อใช้ตรวจมะเร็งแบบเดียวกับการใช้สุนัขดมกลิ่น แต่มีความแม่นยำเที่ยงตรงกว่า แถมยังสะดวกในการใช้งานมากกว่าซึ่งอีกไม่นานจะถูกนำมาใช้จริงในอนาคต

Fact จมูกของสุนัขจะหลั่งเมือกบาง ๆ ที่ช่วยในการดูดซับกลิ่น มันจึงมักเลียจมูกของตัวเองเพื่อลองดมกลิ่นผ่านปากอยู่เสมอ

Fact 2 สุนัขมีปุ่มรับรสเพียง 1,700 ปุ่ม ในขณะที่คนมีมากถึง 9,000 ปุ่ม แต่สุนัขมีประสาทสัมผัสในการรับกลิ่นดีกว่าคนอย่างน้อยเป็น 1,000 เท่า กลิ่นจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะบอกมันว่าอาหารน่ากินหรือไม่น่ากิน เราจึงเห็นสุนัขจะกินอะไรต้องดมก่อนอยู่ตลอด

อ่านต่อ – จีนโคลนนิ่ง “สุดยอดสุนัขตำรวจ” ขึ้นมาปฏิบัติงานแทนที่ ตัวที่ตายไปแล้ว