ตร.บราซิล บุกทลายโรงงานผลิต “ลัมโบร์กินีเก๊” ขายถูกสุด คันละ 1-2 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2019 เจ้าหน้าที่ตำรวจบราซิล ได้เผยถึงความสำเร็จในภารกิจบุกทลายโรงงานประกอบรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ปลอม ที่เปิดดำเนินการอย่างลับ ๆ โดยสองพ่อลูกคู่หนึ่ง คาดว่าคันที่มีราคาสูงสุดน่าจะมีราคาเพียง 2 ล้านบาท เท่านั้น การจับกุมมีขึ้นหลังตำรวจบราซิล ได้รับการร้องเรียนจากบริษัทหลายแห่งของอิตาลี เมื่อ 2 เดือนก่อน

รายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เผยว่า โรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ในรัฐซันตากาตารีนา ทางตะวันออกของประเทศบราซิล โดยภายในโรงงานเจ้าหน้าที่พบโครงรถยนต์ เบาะที่นั่ง และอะไหล่อุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นชิ้นส่วนที่มีตราประทับของรถยนต์แบรนด์หรูอย่าง เฟอร์รารี่-ลัมโบกีนี่ เอาไว้ทั้งสิ้น

ทำให้เจ้าหน้าที่ ต้องทำการยึดรถยนต์ทั้งหมดไว้จำนวน 8 คัน พร้อมกับจัดทีมสืบสวนเพิ่มเติมว่ามีการจำหน่ายไปแล้วทั้งหมดกี่คัน ขณะที่สองพ่อลูกเจ้าของโรงงานอาจถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับประกอบกิจการโรงงานอย่างผิดกฎหมาย (มีสิทธิ์ติดคุกสูงสุดถึง 3 ปี)

 

จากการสอบสวนสองพ่อลูก ทำให้เจ้าหน้าที่ทราบว่า ทั้งรถยนต์อย่าง “เฟอร์รารี และ ลัมโบร์กินี” ที่ถูกประกอบขึ้นมาจากโรงงานแห่งนี้ มีราคาขายเพียง คันละ 45,000 – 60,000 ดอลลาร์ (ราว 1 – 2 ล้านบาท) เท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้เป็นราคาที่ถูกกว่าราคาจริงถึง 3 เท่า !!! (เว็บไซต์ motor1.com ระบุว่า ราคาเริ่มต้นของ Ferrari ที่ขายอยู่ที่อเมริกา เริ่มต้นที่คันละ 7 ล้านบาท)

แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้ต้องสงสัยได้ชิ้นส่วนเหล่านี้มาจากไหน เพราะเมื่อถูกนำมาประกอบกันแล้ว รถหรูปลอมเหล่านี้ก็มีลักษณะคล้ายคลึงของจริงจนยากที่จะสังเกตถึงความแตกต่างได้

“Momo Challenge” คำท้าแห่งความตาย กำลังจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วนะ !!!

ทุกคนยังจำ Momo Challenge ได้อยู่รึเปล่าครับ ? มันเป็นข้อความท้าทายที่ถูกส่งต่อกันเป็นไวรัล โดยท้าให้คนที่ได้รับข้อความไปทำเรื่องอันตราย ที่อาจทำให้ผู้ที่รับคำท้าถึงแก่ความตายเลยทีเดียว

ซึ่งเนื้อหาที่ โมโม่ ท้าออกไปมีใจความประมาณว่า “ให้แอบพ่อแม่ไปเปิดแก๊สทิ้งไว้ตอนกลางคืน” , “ให้ลองเอาเชือกมาห้อยคอตัวเอง” หรือแม้แต่ “ให้ลองกระโดดลงมาจากตึกสูงแล้วดูสิว่าตัวเองจะรอดตายหรือไม่” ซึ่งมีเด็กที่เคยเสียชีวิตจาก Momo Challenge มาหลายคนแล้วนะครับ

ด้วยกระแสความหวาดกลัว และความงุนงงของผู้ที่อยู่นอกวงการคำท้านี้ ทำให้ตอนนี้ Momo Challenge กำลังถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ขึ้นมาจริง ๆ เพราะต้องการตีแผ่ความจริง และตอบคำถามที่ทุกคนอยากทราบมากที่สุดว่า แค่คำท้าออนไลน์แค่นี้ ทำให้คนถึงกับตายได้จริง ๆ เลยหรือ ?

ซึ่งโปรเจคในการสร้างหนังเรื่องนี้ก็ได้โปรดิวเซอร์มากฝีมืออย่าง Takashige Ichise (ทาคาชิเกะ อิชิเสะ) ที่มีส่วนร่วมในการสร้างหนังสยองขวัญมากมายของญี่ปุ่น มาร่วมสร้างหนังเรื่องนี้ด้วย

และความจริงแล้ว มาสคอตสุดสยองที่ทุกคนเห็นของ Momo Challenge เป็นภาพจากรูปปั้นธรรมดา ๆ ที่มีชื่อว่า Mother Bird (มนุษย์นก) ถูกสร้างขึ้นโดยศิลปิน Keisuke Aiso (เคสุเกะ ไอโสะ) เท่านั้น ไม่มีคำสาปหรืออาถรรพ์ใด ๆ ปะปนอยู่เลย

กลับมาถึงต้นตอของคำท้าต่าง ๆ ซึ่งผมจะขอเล่าแบบสั้น ๆ รวบรัดนะครับ คำท้าอันตรายนี้มักถูกซ่อนอยู่ในวีดีโอสำหรับเด็ก ซึ่งอาจจะมีหน้าของ มนุษย์นก ตัวนี้ปรากฏขึ้นมาในวีดีโอ และพยายามหลอกล่อให้เหล่าเด็กที่กำลังดูวีดีโอนั้นอยู่เกิดความหวาดกลัว และยอมทำตามคำท้าเหล่านั้น ซึ่งมันระบาดอย่างรุนแรงจนถึงขั้น เคสุเกะ ไอโสะ ศิลปินผู้สร้างต้องออกมาทำลายรูปปั้น Mother Bird ของตัวเองเลยนะครับ

สื่อต่างประเทศรายงานว่าอาจมีการใส่ เรื่องเหนือธรรมชาติ เข้าไปในหนังเรื่องนี้ด้วย ยังไม่มีกำหนดแน่ชัดว่าจะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Momo Challenge ขึ้นเมื่อใด แต่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าดูชมอีกเรื่องนึง เพราะเรื่องราวดังกล่าวเคยเกิดขึ้นจริงมาแล้วครั้งนึง นั่นเองครับ

FACT – Momo Challenge เริ่มสร้างความหวาดกลัวให้กับโลกนี้เมื่อมีเด็กสาววัย 12 ปี ฆ่าตัวตายเพราะปฏิบัติตามคำท้าของมัน จากนั้นก็มีเด็กที่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ ที่เสียชีวิตจากคำท้ารูปปั้นมนุษย์นกปีศาจตัวนี้

อ่านต่อ – เกมหลอนฆ่าตัวตาย “Momo” ระบาดผ่านแอพแชท เด็กหญิงวัย 12 ฆ่าตัวตายแล้ว 1 ราย

หนุ่มไอที เบื่อรถติด เลยแฮกจอโฆษณากลางถนนแก้เซ็ง ฉายหนังผู้ใหญ่ให้ดูเสียเลย !

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2019 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนิเซีย ในขณะที่ทุกคนกำลังหงุดหงิดอยู่บนท้องถนนของประเทศที่มีปัญหารถติดไม่แพ้กรุงเทพฯ จู่ ๆ ทุกคนก็ต้องตกตะลึง เมื่อป้ายบิลบอร์ดป้ายหนึ่งกำลังฉายหนังโป๊ที่กำลังบรรเลงเพลงรักกันอย่างเมามันส์ เป็นเวลานานร่วม 10 นาที และแน่นอนครับตัวหนังจะเป็นผลงานจากประเทศไหนไม่ได้เลยนอกจากประเทศญี่ปุ่น ฮ่า ๆ ๆ

โดยคนที่ลงมือก่อการสร้างรอยยิ้มและละลายความเครียดในครั้งนี้ ก็คือพ่อหนุ่มเซียนคอมที่ทำงานอยู่ฝ่าย IT ในบริษัทแห่งหนึ่ง วัย 24 ปี และแม้ว่าการกระทำในครั้งนี้จะไม่ได้มีเจตนาประสงค์ร้าย แต่สุดท้ายเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม พร้อมต้องโทษคดีตามกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 6 ปี และปรับสูงสุด 2 แสนบาท แต่หากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดโทษฐานเผยแพร่สื่อลามกอาจทำให้เขาถูกจำคุกนานสูงสุดถึง 12 ปี เลยทีเดียว

สำหรับ ปัญหารถติดในกรุงจาการ์ตา ถือว่ามีอาการหนักไม่แพ้กรุงเทพฯของประเทศไทยเราเลยล่ะครับ โดยในปี 2016 ผลสำรวจชี้ว่ากรุงจาการ์ตาเป็นเมืองที่มีการจราจรแออัดที่สุดในโลก (สลับอันดับไปมากับกรุงเทพฯ) โดยการจราจรที่ติดขัดนี้ยังทำให้เศรษฐกิจของประเทศเสียหายไปแล้วมากกว่า 100 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 200,000 แสนล้านบาท)

ด้วยปัญหาที่ยากจะหาทางแก้จึงทำให้ นายบัมบัง บรอดโจเนโกโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการวางผังเมืองของประเทศ พร้อมด้วย นายดีโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ประกาศแผนการย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตาไปเป็นเมืองอื่น ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดที่ตั้งเมืองหลวงใหม่อย่างเป็นทางการนะครับ แต่เมืองที่เป็นตัวเก็งคือเมือง ปาลังการายา ห่างจากกรุงจาการ์ตาไปทางตะวันออกเฉียงเหนือหลาย 100 กิโลเมตร

Fact – เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2016 ประเทศอินโดนีเซีย เกิดเหตุการณ์รถติดนาน 72 ชั่วโมง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 18 ราย ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงเด็กวัย 1 ขวบ ที่เสียชีวิตจากการสูดดมควันพิษบนท้องถนนด้วย

ตร.สหรัฐฯวอนประชาชน อย่าทิ้งยาเสพติดลงชักโครก หวั่นอาจทำจระเข้ติดยา !

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2019 สำนักข่าว Dailymail ได้เผยแพร่รายงาน ที่ได้รับมาจากตำรวจท้องถิ่นในรัฐเทนเนสซี่ ถึงการขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนให้อย่าทิ้งสารเสพติดลงชักโครก เพราะน้ำที่ปล่อยลงท่อระบายไปนั้น จะปนเปื้อนไปกับแม่น้ำ และส่งผลต่อสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะจระเข้ที่อาจทำให้มันเกิดอาการคลั่ง และเป็นอันตรายมากยิ่งขึ้น

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ ได้บุกตรวจค้นบ้านของผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง และผู้ต้องสงสัยรายนั้นพยายามทำลายหลักฐานด้วยความการทิ้งยาเสพติด พร้อมอุปกรณ์เสพลงในชักโครก อย่างไรก็ตาม ยังมียาเสพติดที่ทิ้งไม่ทันเหลือเป็นหลักฐาน ทั้งยาบ้าผงและเม็ด 12 กรัม ชนิดน้ำ 24 ออนซ์ และอุปกรณ์การเสพยาจำนวนหนึ่ง เหตุการณ์บุกจับกุมนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2019

“พี่น้องครับ กรุณาอย่าทิ้งยาเสพติดลงชักโครกแบบนี้นะครับ เพราะเมื่อใดที่คุณทิ้งไปกับท่อระบายน้ำ มันจะไหลไปถึงสระแล้วลงกระแสน้ำ ทำให้สัตว์ที่อยู่อาศัยในน้ำจะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ ซึ่งนอกจากสัตว์อันตรายอย่างจระเข้แล้ว ยังมี เป็ด ห่าน และสัตว์ปีกอื่น ๆ พวกมันจะต้องตายเพราะถูกฤทธิ์ของยานะครับ”

“และแม้ว่าขณะนี้ระบบบำบัดน้ำเสียของเมือง จะมีประสิทธิภาพในการบำบัด แต่ระบบก็ไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับบำบัดน้ำเสียที่มีสารเสพติดปนเปื้อน ซึ่งจะเชื่อมกับแหล่งน้ำตามธรรมชาติของเมือง และสารเหล่านั้นจะกลับมาหาพวกคุณเองด้วยนะครับ” – ข้อความจากกรมตำรวจที่ฝากมาถึงประชาชน

ซึ่งเรื่องนี้เมื่ออ่านดูแล้ว หลายคนก็อาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ล่าสุดทางประเทศอังกฤษก็เพึ่งประสบปัญหา ปลาในแหล่งน้ำจำนวนมากมีอาการเสพติดโคเคน และเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ออสเตรเลียก็ต้องส่งงูหลามตัวหนึ่งเข้าไปบำบัดเพราะมันมีอาการก้าวร้าวผิดปกติ และเมื่อตรวจร่างกายของมันอย่างละเอียด พวกเขาก็พบว่ามีสาเหตุมาจากมันได้รับยาไอซ์ที่ถูกทิ้งลงในแหล่งน้ำธรรมชาตินั่นเอง งูตัวนี้ต้องใช้เวลาบำบัดนานถึง 7 เดือนถึงจะกลับมาเป็นปกติ

ตร.ออสเตรเลียพบ โคเคน 380 กิโลฯ 3 พันล้านบาท ซุกซ่อนอยู่ใน “รถแบคโฮ” นำเข้า

เมื่อวันที่ 16 กรกฏาคม 2019 เว็บไซต์ NBC ได้รายงานข่าวการเข้าจับกุมและการบุกยึดสารเสพติดประเภทโคเคน ที่ถูกซุกซ่อนอยู่ใน “รถแบคโฮ” ซึ่งนำเข้าจากประเทศแอฟริกาใต้ แล้วส่งต่อมายังออสเตรเลีย โดยพบโคเคนทั้งหมด 384 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 3 พันล้านบาท และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 2 ราย

ปฏิบัติการในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันระหว่าง 3 หน่วยงาน 1.กองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย 2.ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ 3.ตำรวจออสเตรเลียนแคพิทอลเทอร์ริทอรี่ โดยได้มูลเหตุมาจากข้อมูลลับที่ได้รับแจ้ง และเมื่อเข้าไปตรวจสอบที่โกดังสินค้าด้วยวิธี X-ray จึงพบยาเสพติดประเภทโคเคนซุกซ่อนอยู่จริง โดยตอนนี้ผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 ราย กำลังถูกสืบสวนและขยายผลการจับกุมต่อไป

ซึ่งนี่ถือเป็นวิธีการขนส่งยาเสพติดแบบใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งมีการค้นพบ โดยก่อนหน้านี้มักจะถูกซุกซ่อนอยู่ในพืชผลทางการเกษตรหรือไม่ก็ของใช้ประเภทเทคโนโลยีที่มีรูให้สามารถยัดสิ่งของต่าง ๆ เข้าไปได้

และจากรายงานล่าสุดของ UNODC (สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ) เผยว่า ขณะนี้มีคนทั่วโลกราว 35 ล้านคน ต้องทุกข์ทรมานด้วยอาการความผิดปกติจากการใช้สารเสพติดและจำเป็นต้องได้รับการรักษา โดยผู้ที่มีอาการผิดปกติจากการใช้สารเสพติดได้รับการรักษาเพียง 1 ใน 7 ราย ในแต่ละปี เท่านั้น ซึ่งเมื่อปี 2017 การผลิตโคเคนเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือ 1,976 ตัน เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า

Fact – เครื่องดื่มที่เรารู้จักกันดีอย่าง Coca-Cola ในอดีตย้อนไปเมื่อปี ค.ศ. 1893 ดร.จอห์น เพมเบอร์ตัน เภสัชกรชาวอเมริกันผู้ก่อตั้ง เคยใช้โคเคน (ใบโคคา) เป็นหนึ่งในส่วนผสม โดยใช้ปริมาณเพียง 9 มิลลิกรัมต่อขวด จนกระทั่งสูตรโค้กผสมโคเคนได้ถูกยกเลิกไปในปี ค.ศ. 1904 เพราะโคเคนถูกประกาศว่าเป็นสารเสพติดที่ผิดกฎหมาย และวงการแพทย์รับรู้ถึงผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายของการใช้มัน

แก๊งเด็กแสบ 4 คน ถูกรวบ หลังขโมยรถ แล้วพากันขับข้ามรัฐไกล 600 กม. เพื่อไปตกปลา

เมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม 2019 ตำรวจออสเตรเลียได้ควบคุมตัว เด็กแสบ 4 คน ที่แอบหนีเที่ยวในช่วงปิดเทอม หลังพวกเขาขโมยรถของครอบครัวจากเด็กคนหนึ่งในกลุ่ม แล้วขับข้ามรัฐไปไกลกว่า 600 กิโลเมตร โดยก่อนออกจากบ้านเด็ก ๆ ได้ทิ้งโน๊ตไว้ให้กับผู้ปกครองโดยบอกว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับผมจะไปออกทริป”

ตามรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลีย ระบุว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 กรกฏาคม 2019 ได้รับแจ้งจากผู้ปกครองของเด็กอายุ 14 ปี ว่าลูกชายของตนขโมยรถ SUV ของครอบครัวไป โดยทิ้งโน๊ตไว้ว่า “จะไปออกทริปและเตรียมเงินไว้แล้วไม่ต้องเป็นห่วง” โดยไม่ได้ระบุว่าจะเดินทางไปที่ใด ทางครอบครัวเป็นห่วงมาก เจ้าหน้าที่จึงจัดกำลังค้นหาทันทีและในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ก็พบเด็ก ๆ ทั้งหมดอยู่บนรถคันที่ได้รับแจ้ง

ในตอนแรกที่พบ เด็กทุกคนไม่ยอมลงจากรถพร้อมกับปิดล็อกขังตัวเองไว้ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจทุบกระจกรถในที่สุด และเมื่อนำตัวเด็ก ๆ ออกมาได้ จึงติดต่อไปยังครอบครัวให้มารับตัวทันที เจ้าหน้าที่จึงเริ่มสอบถามเด็กแต่ละคนจนได้ทราบว่า

“พวกเขาขับรถออกจากบ้านมาไกลกว่า 600 กิโลเมตร โดยเดินทางมาจากเมืองร็อกแฮมตัน รัฐควีนส์แลนด์ จนเรามาตามเจอได้ที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ เพราะพวกเขาไม่จ่ายค่าน้ำมันที่ผ่านมา 2 แห่ง จึงทำให้เราทราบว่าต้องเป็นพวกเขาแน่ ๆ ซึ่งเด็กทั้งหมด อายุ 14 ปี 13 ปี และมี 10 ขวบ สองคน ซึ่งหากใครง่วงก็จะผลัดกันขับ และสิ่งที่เราพบก็มีเพียงเงินสด เสื้อผ้า และเบ็ดตกปลา เท่านั้น”

Fact – ตามกฎหมายจราจรของรัฐควีนส์แลนด์ อนุญาตให้ผู้ที่ขับขี่รถยนต์ได้ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 17 ปี ซึ่งตามรายงานไม่ได้ระบุถึงบทลงโทษที่เด็ก ๆ กลุ่มนี้จะต้องโดนโทษฐานที่ละเมิดกฏหมายครับ

นักชีววิทยาค้นพบ “แมงกะพรุนยักษ์” ที่มีขนาดเทียบเท่ามนุษย์ ! (ไม่มีภัยและไม่อันตราย)

เมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม 2019 เว็บไซต์ CNN ได้เผยภาพและรายงานข่าวการค้นพบ แมงกะพรุนขนาดใหญ่ ที่มีความยาวกว่า 1.5 เมตร เทียบเท่ากับส่วนสูงโดยทั่วไปของมนุษย์ โดยผู้พบเห็นก็คือ ลิซซี ดาลี นักชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญสัตว์ใต้ทะเล โดยเธอพบขณะดำน้ำอยู่นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ

“นี่เป็นประสบการณ์ที่ฉันไม่มีวันลืมได้ลง ฉันไม่เคยเห็นแมงกะพรุนสายพันธุ์นี้ตัวใหญ่เท่านี้มาก่อน นี่คือสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดเท่าที่ฉันเคยค้นพบมา”

สำหรับ แมงกะพรุนยักษ์ ที่ทุกคนเห็นอยู่นี้ คือสายพันธุ์ Barrel jellyfish (แมงกะพรุนบาร์เรล) ซึ่งนับเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดสายพันธุ์หนึ่งของโลก โดยเป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีความอันตราย ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าแปลกใจอย่างยิ่ง เพราะโดยปกติแล้วไม่ว่าสายพันธุ์ไหน ๆ จะไม่สามารถเติบโตจนมีขนาดใหญ่เท่านี้ได้ เนื่องจากมักจะถูกนักล่าใต้ทะเลกินไปเสียก่อน แต่อาจเป็นเพราะมลพิษทางทะเลที่เพิ่มมากขึ้นทำให้นักล่าน้อยลง จึงทำให้มันสามารถเติบโตได้จนถึงทุกวันนี้

และอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่น่าสนใจและมีขนาดตัวที่ใหญ่ไม่แพ้กันก็คือ Nomura’s Jellyfish (แมงกะพรุนโนมูร่า) พบได้มากในทะเลญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ขนาดตัวเฉลี่ยมีความยาวราว 1 เมตร หนัก 100 กิโลกรัม แต่มีผู้เคยพบเห็นขนาดใหญ่ที่สุดถึง 2 เมตร หนัก 200 กิโลกรัม ซึ่งแตกต่างกับสายพันธุ์แรกตรงที่โนมูร่ามีพิษ และพิษของมันมักรบกวนชาวประมงของประเทศญี่ปุ่นอยู่เสมอ

Fact – แต่หากถามว่า แมงกะพรุนสายพันธุ์ใดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ? ก็คงจะเป็น Lion Mane Jellyfish สายพันธุ์เก่าแก่ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 650 ล้านปีที่แล้ว คาดว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่ 6 เมตร ซึ่งแต่ละตัวยังมีหนวดพิษที่ยาวถึง 50 เมตร ล่าเหยื่อโดยการใช้หนวดทิ่มแทงเหยื่อที่ว่ายน้ำผ่านไปมา แล้วลากเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

หลังจากที่คน 1.5 ล้าน รวมตัวบุก Area 51 สหรัฐฯก็ออกมาเตือนว่า “จะใช้กระสุนจริง”

หลังจากที่ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว หรือเมื่อต้นเดือนกรกฏาคม โลกออนไลน์ของทางฝั่งอเมริกาได้เกิดประเด็นที่กลายเป็นที่สนใจของผู้คนทั่วโลก เมื่อมีคนตั้งแคมเปญรวมตัวกันบุก Area 51 เพื่อพิสูจน์หาคำตอบว่า “เอเลี่ยนมีอยู่จริงหรือไม่ ?” ซึ่งขณะนี้ก็มีผู้คนลงชื่อมากกว่า 1.5 ล้านคนแล้ว ทำให้ทางกองทัพสหรัฐฯต้องออกมาเตือนประชาชนว่า “พื้นที่ของเขตฐานทัพแห่งนี้เป็นเขตใช้กระสุนจริง”

สำหรับใครที่ไม่รู้ว่า Area 51 คืออะไร ? ขอให้อ่านตรงนี้ก่อนนะครับ แอเรีย 51 คือชื่อของฐานทัพลับที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา เป็นพื้นที่ในการทดสอบเทคโนโยลีทางการทหารและการทดลองที่ก้าวล้ำใหม่ ๆ มากมาย ทั้งอาวุธ เครื่องบินรบ อุปกรณ์สงคราม และเทคโนโยลีที่ยึดมาได้จากสหภาพโซเวียต ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นของธรรมดา ๆ เพราะมีผู้พบเห็นเครื่องบินและรถวิ่งเข้าวิ่งออกพื้นที่แห่งนี้อยู่เป็นประจำ แต่ด้วยความลึกลับนี้ก็ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดขึ้น !

โดยทฤษฎีสมคบคิดที่แปลกประหลาดที่สุดและโด่งดังที่สุด ถูกเขียนขึ้นโดย Annie Jacobsen เมื่อปี 2011 โดยเธอได้รวบรวมหลักฐานและบทสัมภาษณ์ของผู้คนสำคัญมากมาย และเขียนออกมาเป็นหนังสือมีใจความว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นศูนย์กลางของการปกปิดของสหรัฐฯ พวกเขาครอบครองซาก “ยูเอฟโอ” ที่โซเวียตสร้างขึ้น ครอบครองตัวอย่างพันธุกรรมของเด็กพิเศษที่ถูกดัดแปลงโดยนักวิทยาศาสตร์นาซี จากเชื้อไฟแห่งการขบคิดนี้ก็ทำให้บางคนเชื่อว่ามีศพของเอเลี่ยนถูกจัดเก็บและถูกนำมาใช้วิจัยที่ฐานทัพลับแห่งนี้ด้วย

โอเค … กลับมาที่เรื่อง การรวมตัวบุก Area 51 แคมเปญดังกล่าวมีชื่อว่า “Storm Area 51, They Can’t Stop All of Us” (บุก แอเรีย 51 , พวกเขาหยุดพวกเราไม่ได้หรอก) โดยเป้าหมายของอีเวนต์ดังกล่าว ถูกตั้งขึ้นเพื่อทำการพิสูจน์ความลับของสถานที่ดังกล่าว ว่ามีสิ่งลึกลึบอย่างมนุษย์อยู่ต่างดาวจริงหรือไม่ ? โดยตอนแรกถูกตั้งขึ้นมาขำ ๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกคนจะเอาจริงเอาจังมาก และแน่นอนครับว่าทางกองทัพสหรัฐฯไม่ตลกด้วย

กองทัพจึงตอบโต้ด้วยการ ส่งโฆษกหญิงรายหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ว่า – “พื้นที่แอเรีย 51 เป็นสนามฝึกซ้อมเครื่องบินรบด้วยอาวุธจริงสำหรับกองทัพและเราจะกีดกันไม่ว่าใครก็ตามที่พยายามบุกเข้ามาในพื้นที่ของกองทัพสหรัฐ”

สรุปก็คือ – ถ้าคุณทะลึ่งบุกเข้ามาจริง ๆ เราก็พร้อมที่จะใช้มาตรการเดียวกับการรบปกป้องสถานที่แห่งนี้ไว้เช่นกัน เอาเป็นว่า กองทัพขู่ได้โคตรโหด ! แคมเปญนี้จะเกิดขึ้นในวันที่ 20 กันยายน 2019 ที่จะถึงนี้นะครับ

“ใครอยากเข้าใจวงการไอทีต้องดูซีรีส์เรื่อง Silicon Valley” – กล่าวโดย บิล เกตส์

เป็นธรรมเนียมไปแล้วนะครับ ที่ในแต่ละปี เจ้าพ่อวงการไอทีอย่าง Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft และผู้ให้กำเนิดระบบปฎิบัติการ Windows จะต้องออกมาแนะนำหนังสือและสื่อต่าง ๆ ที่ตัวเขาลองเสพและคิดว่ามีประโยชน์ต่อผู้คนทั่วโลก

โดยหนึ่งในการแนะนำประจำปี 2018 หรือเมื่อปีที่แล้ว เกตส์ ก็ได้เขียนลงในบล็อคของตัวเองโดยมีใจความตอนหนึ่งกล่าวถึงซีรีส์เรื่อง Silicon Valley ซีรี่ส์ตลกจากทางค่าย HBO (เจ้าของเดียวกับ Game of Throne)

โดย เกตส์ บอกว่า แม้ซีรีส์เรื่องนี้จะเป็นซีรีส์ตลกเชิงเสียดสีและเล่าเกินความจริง แต่พฤติกรรมของแต่ละตัวละครค่อนข้างตรงกับสิ่งที่คนในวงการไอทีต้องประสบพบเจอ อย่างเช่น ตัวเอกของเรื่องที่มีชื่อว่า “ริชาร์ด” ก็เป็นคนเก่งทางด้านการเขียนโค๊ดและอัลกอริธึม แต่เขามีปัญหาอย่างมากในการรับมือกับคนและธุรกิจ โดยตอนที่ซีรีส์เรื่องนี้เริ่มสร้างเขาเองก็เคยถูกขอให้ไปสัมภาษณ์กับนักเขียนบท เพื่อนำมาปรับใช้ในการสร้างเรื่องราวของซีรีส์อีกด้วย

“แม้ว่าเพื่อน ๆ ของผมในซิลิคอนวัลเลย์จะไม่ชอบเรื่องนี้ แต่ผมก็แนะนำให้คุณดูนะ เพราะคงไม่มีหนังเรื่องไหนจะสะท้อนภาพของพวกเราได้ตรงเท่านี้แล้ว”

“ซีรีส์นี้มันอาจจะดูเหมือนตลกเสียดสีก็จริง แต่ในความเสียดสีพวกนั้นมันก็เป็นเรื่องจริงทั้งนั้นแหละ” – Bill Gates กล่าว

สำหรับซีรีส์เรื่อง Silicon Valley เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ บริษัทสตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า Pied Piper โดยทุกคนในทีมต้องช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคโดยระหว่างทางต้องพบเจอกับปัญหามากมาย ทั้งเรื่องเงินทุน ปัญหาด้านโค้ดดิ้ง และคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Hooli ที่มีเงินทุนมากกว่า จำนวนคนมากกว่า และคอยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกันมาล้มคู่แข่งตัวเล็ก ๆ อยู่ตลอดเวลา ตอนนี้มีถึง Season ที่ 5 แล้วนะครับ ส่วน Season ที่ 6 คาดว่าจะปล่อยให้ชมในปี 2020 ครับผม

แนะนำหนัง 5 เรื่อง ที่คนทำธุรกิจทุกคนต้องดู 1.The Big Short เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิกฤตซับไพรม์ 2.The Wolf of Wall Street (หุ้น ยา และความโลภ) 3.Billion (กองทุน การจับกุม การเทรดตามข้อมูลวงในที่ผิดกฏหมาย) 4.Wall Street (2010) 5.The Social Network (เรื่องราวการก่อตั้งเฟสบุ๊คของ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก)

เกิดเหตุ “ฟ้าผ่าเปรี้ยง” ใส่คู่รัก “ผัวตาย-เมียเจ็บ” หลังพิชิตยอดเขาโคโลราโด้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม 2019 สำนักข่าวออนไลน์ nypost ได้รายงานเหตุการณ์สุดเศร้าที่เกิดขึ้นกับ คู่รัก สามี-ภรรยา นักปีนเขา ที่ทั้งคู่ได้เดินทางไปยังแถบเทือกเขาร็อกกี้ เพื่อพิชิตยอดเขาโคโลราโด้ และทั้งคู่ก็ขึ้นไปถึงยอดเขาได้สำเร็จ แต่กลับถูกฟ้าผ่าใส่อย่างจัง เป็นผลให้สามีเสียชีวิตทันทีส่วนภรรยาบาดเจ็บสาหัส

ตามรายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2019 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งผ่านทางสายด่วน 911 ช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยพลเมืองดีผู้พบเห็นแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่า พบชายและหญิงไม่ได้สตินอนบาดเจ็บสาหัสอยู่บนภูเขา แม้จะทำ CPR ให้ทั้งคู่แล้วแต่ก็ยังไม่ตอบสนอง

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่อุทยานต่ออีกที และเมื่อถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งไกลจากตัวเมืองอยู่พอสมควรราว ๆ 40 กิโลเมตร ทำให้ต้องขนย้ายทั้งคู่โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ และเมื่อถึงโรงพยาบาลแพทย์ก็ยืนยันว่า ฝ่ายชายเสียชีวิตแล้ว ส่วนฝ่ายหญิงอยู่ในอาการโคม่า (ตอนนี้ยังไม่ฟื้น)

โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าทั้งคู่ถูกฟ้าผ่า เพราะดูจากสถานที่เกิดเหตุและบาดแผลตามตัว และช่วงนี้สภาพอากาศไม่ค่อยดีนัก แต่ถึงอย่างไร เจ้าหน้าที่ก็กำลังทำการสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป

Fact – ความเสี่ยงของการถูกฟ้าผ่าในอเมริกาแต่ละปีเท่ากับ 1 ใน 700,000 และความเสี่ยงของการถูกฟ้าผ่าในช่วงชีวิตเท่ากับ 1 ใน 3,000 และสำหรับประเทศไทยมีฟ้าผ่า 100,000 ครั้งต่อเดือน อย่างเช่น เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2016 เด็กนักเรียน ป.4 รายหนึ่ง ถูกฟ้าผ่าขณะยืนอยู่กลางสนาม ทำให้เด็กน้อยรายนั้นเสียชีวิตต่อหน้าเพื่อน ๆ อีก 20 คน ทันที

Fact 2 – คนที่ถูกฟ้าผ่าประมาณ 10% จะเสียชีวิต และ 70% จะทรมานกับผลกระทบระยะยาว การบาดเจ็บจากฟ้าผ่า อาจมีตั้งแต่บาดแผลรุนแรงจากการเผาไหม้ และความเสียหายอย่างถาวรต่อสมองทำให้ความจำเสื่อม

Fact 3 – บริเวณปากแม่น้ำกาตาตุมโบ จนถึงสุดทะเลสาบมาราไกโบในรัฐซูเลีย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเวเนซุเอลา คือสถานที่ที่มีฟ้าผ่าบ่อยครั้งมากที่สุดในโลก บันทึกได้ 20,000 ครั้งต่อชั่วโมง หรือราว 18-60 ครั้งต่อนาที นักวิทยาศาสตร์คาดว่าหากนำพลังงานมาใช้จะทำให้หลอดไฟสว่างถึง 100 ล้านดวง ในทุก ๆ วัน