เอียน กิลบี นักมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยรัฐอริโซนา ผู้เป็นหัวหน้านักวิจัยในโครงการศึกษาพฤติกรรมของชิมแปนซี ที่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Gombe ของแทนซาเนีย ซึ่งเขาและทีมงานได้ค้นพบความจริงของการล่าตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นระหว่าง “ชิมแปนซี และ ลิงโคโรบัสแดง”

ลิงโคโรบัสแดง

จากการบันทึกพฤติกรรมของชิมแปนซีกลุ่มนี้ ทำให้เขาได้ทราบว่า แม้ว่าชิมแปนซีจะเป็นสัตว์กินพืชและผลไม้ แต่บ่อยครั้งพวกมันก็ล่าสัตว์ที่อ่อนแอกว่าเพื่อกินเนื้อ อย่างเช่นในกรณีนี้ ที่พวกมันได้ไล่ล่าลิงโคโรบัสแดง ซึ่งบางครั้งการไล่ล่าก็เป็นไปอย่างดุเดือด จนทำให้ลิงโคโรบัสแดงที่อ่อนแอกว่ามักพลัดตกจากต้นไม้จนเสียชีวิต (ส่วนมากแล้วจะเป็นลูกลิงที่ไม่แข็งแรงนัก)

ซึ่งชิมแปนซีจะทำการกินเนื้อของลิงเหล่านั้นและหากกินไม่หมดก็จะทำการกักเก็บไว้และแจกจ่ายให้ตัวอื่น ซึ่งส่วนที่พวกมันเลือกกินเป็นอันดับแรกก็คือ “สมอง” ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ?

เอียนและทีมงาน ได้ตั้งสมมุติฐานว่า – เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะอวัยวะแต่ละส่วนจะให้สารอาหารที่แตกต่างกัน ซึ่งสมองเป็นอวัยวะที่มีคุณค่าทางโภชณาการมากที่สุด เพราะมันประกอบไปด้วยไขมันดีและเปี่ยมล้นไปด้วยพลังงานที่จะช่วยพัฒนาระบบประสาทแก่ผู้ล่าที่ได้กิน

ซึ่งผลการวิจัยของเอียนก็สอดคล้องกับ โครงการวิจัยของ Fongoli Savanna ที่ได้ศึกษากลุ่มชิมแปนซีที่เซเนกัล โดยพวกเขาพบเช่นกันว่า ชิมแปนซีจะเลือกกินสมองของเหยื่อเป็นอันดับแรก แต่พวกเขาได้ตั้งสมมุติฐานว่า – สาเหตุที่ชิมแปนซีบางกลุ่มหันมากินเนื้อโดยที่ไม่ใช่อาหารหลักของพวกมันอาจเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการของมนุษย์ในอดีต หรือไม่ก็เป็นวัฒนธรรมที่เรียนรู้ต่อ ๆ กันมาในหมู่ชิมแปนซี

โดยทั้งสองทีมวิจัย ได้ให้คำตอบที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันว่า – หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการทำความเข้าใจบรรพบุรุษของเราก็คือการเอาชิมแปนซีเหล่านี้เป็นโมเดลศึกษา ซึ่งพฤติกรรมการกินของพวกมันในครั้งนี้ อาจฉายข้อมูลบางอย่างที่สะท้อนถึงการเอาตัวรอดของบรรพบุรุษมนุษย์ซึ่งวิวัฒนาการอย่างก้าวกระโดดเมื่อกินเนื้อสัตว์มากขึ้น

ไม่แน่ในอนาคตเราอาจได้เห็นการวิวัฒนาการ จากลิงมาเป็นมนุษย์อีกครั้งก็ได้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 7.5 ล้านปีก่อนยังไงหล่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Post comment