ทีมนักโบราณคดีของอียิปต์ เผยโฉมแมวและแมลงสการับ (Scarab Beetle ด้วงปีกแข็ง หรือ ด้วงขี้ควาย) หลายสิบตัว ที่อยู่ในสภาพถูกห่อด้วยผ้าเป็นมัมมี่ จำนวนมากในสุสานโบราณที่ตั้งอยู่ในเมืองซัคคารา (Saqqara เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอียิปต์โบราณเป็นเวลากว่า 2,000 ปี) ทางตอนใต้ใกล้กับกรุงไคโรของอียิปต์ โดยสุสานแห่งนี้ยังอยู่ในสภาพดีไม่มีร่องรอยการถูกเปิดหรือสำรวจมาก่อนด้วย

โดยการขุดครั้งนี้ ทีมนักโบราณคดีพบสุสานแห่งหนึ่ง ที่ประกอบด้วยหลุมศพทั้งสิ้น 7 หลุม

 

 

ตามรายงานการค้นพบ ระบุว่า มัมมี่แมวและแมลงสการับ มีอายุมากกว่า 4,000 ปี โดยแมลงสการับเป็นสัตว์สำคัญทางศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ และอาจเป็นสัญลักษณ์ของ “เทพเจ้ารา” ซึ่งการค้นพบมัมมี่ด้วงปีกแข็งแบบนี้ เป็นอะไรที่ค่อนข้างหาได้ยาก โดยการมัมมี่สัตว์ในรูปแบบนี้ เพื่อใช้เป็นเครื่องบูชาทางศาสนา ซึ่งแตกต่างจากการทำมัมมี่ในคนที่ต้องการเก็บร่างกายเพื่อการฟื้นคืนจากความตาย

ทีมนักโบราณคดีเตรียมขุดค้นที่สุสานโบราณในเมืองซัคคาราต่อไป หลังพบประตูไปสู่หลุมศพอีกแห่งซึ่งยังคงปิดตายอยู่ พวกเขามีแผนจะเปิดประตูดังกล่าวในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีการค้นพบวัตถุโบราณล้ำค่าอีกมากมาย

 

 

นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบรูปปั้นเทพเจ้าแห่งแมว หรือ “บาสเท็ด” และรูปปั้นแมวในท่าทางต่าง ๆ อีกกว่า 100 ตัว

เทพีบาสเท็ด (Bastet) เป็นเทพที่มีศรีษะเป็นแมว ร่างกายเป็นมนุษย์ผู้หญิง เป็นหนึ่งในลูกสาวของเทพเจ้ารา (Ra) เป็นสัญลักษณ์แห่งแสงสว่าง ความร้อน และพลังแสงอาทิตย์

 

 

ชาวไอยคุปต์ยกย่อง แมลงสการับ (Scarab Beetle) เป็นดั่งสุริยเทพ เพราะพฤติกรรมตามธรรมชาติของมันที่มักจะกลิ้งมูลจนเป็นก้อนกลม ดูคล้ายกับดวงอาทิตย์ ชาวอียิปต์โบราณจึงเชื่อมโยงด้วงสการับให้เป็นเทพเจ้าแห่งรุ่งอรุณที่มีนามว่า เคปริ (Khepri) โดยเชื่อว่าพระองค์จะทำหน้าที่ “ดัน” ดวงอาทิตย์ขึ้นสู่ท้องฟ้าในยามเช้า ทำให้ชาวอียิปต์โบราณถ่ายทอดความเชื่อนี้ลงไปในคัมภีร์หลังความตายของพวกเขา ด้วยภาพของด้วงสการับที่กำลังดันดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าด้วยเช่นกัน

Fact – นักโบราณคดีเคยค้นพบมัมมี่แมวมากกว่า 300,000 ตัว ในสุสาน ณ เมืองบูบาสติส

อ่านต่อ – แมวจรฆ่าสัตว์ในป่าไปกว่า 650 ล้านตัว จนบางชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน