วิเคราะห์ Uber – Grab ดีลรวมร่างมหาศาล 2 แสนล้าน อาจไม่ง่ายดายอย่างที่คิด

ทำท่าว่าจะไม่ง่ายอย่างที่คิดซะแล้ว กับดีลที่ Grab เข้าซื้อกิจการของ Uber ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยที่ Uber จะได้หุ้นของ Grab ราว 27.5 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านเหรียญเป็นการตอบแทน ก่อนหน้านี้ Uber ขาดทุนไปกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์เพื่อแข่งขันในสหรัฐอเมริกา และเอเชีย รวมถึงการมีปัญหาทางกฎหมายในประเทศยุโรปด้วย     แอพ Uber จะให้บริการต่อไปนถึงแค่วันที่ 8 เมษายน 2561 / ส่วนแอพ UberEats จะให้บริการจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2561 จากนั้นข้อมูลรายชื่อผู้จัดส่งและร้านอาหาร จะถูกโอนไปยังแอพของ Grab (GrabFood) เช่นกัน โดย Grab จะได้ธุรกิจของ UBER ทั้งสองอย่างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด คือ บริการแชร์รถและบริการส่งอาหาร UBER Eats ภายหลังดีลนี้จะทำให้ Grab ลดคู่แข่งคนสำคัญไปได้ 1 ราย…

Fortnite ผงาดเหนือ PUBG ทั้งฐานผู้เล่นและเรื่องของรายได้ – คู่แข่ง Survivor FPS

หลังจากที่ Fortnite ได้เพิ่มระบบรูปแบบการเล่นใหม่ที่เรียกว่า Battle Royale เข้าไปจากเดิมที่มีเพียงการเอาชีวิตรอดจากซอมบี้ ทำให้ตัวเกมนั้นได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม แซงพี่ใหญ่อย่าง PUBG ไปอย่างไม่เห็นฝุ่น และแม้ว่าตัวเกมนั้นจะเปิดให้เล่นฟรีไม่ได้เสียเงินซื้ออย่าง PUBG แต่ก็สามารถทำเงินได้กว่า 126 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,193 ล้านบาท เลยทีเดียว     อ่านก่อนงง ว่าไอ่โหมด Battle Royale มันคืออะไร? การเล่นแบบ Battle Royale ผู้เล่นทั้งหมด 100 คนจะถูกนำขึ้น Battle-Bus (รถบัสผูกบอลลูน) พาไปทิ้งยังเกาะขนาดใหญ่ เมื่อกระโดดออกจากรถบัสการลงสู่พื้นจะใช้ Glider (เครื่องร่อน) และอาวุธ Pickaxe ระบบการเล่นคล้ายเกม PlayerUnknown’s Battlegrounds แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ผู้เล่นสามารถสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆขึ้นมาป้องกันได้ระหล่าวเผชิญหน้า หรือวางกับดัก ปัจจุบัน Fortnite มียอดผู้เล่นทั่วโลกทะลุ 20 ล้านคนแล้ว (สองเดือนก่อนมี 10 ล้านคน แต่หลังจากเปิดให้เล่น…

ทำความรู้จัก บริษัทผลิต “กัญชาถูกกฏหมาย” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก!

สวัสดีครับ สำหรับบทความนี้ผมขอไม่เล่าถึงประวัติความเป็นมาของกัญชา แต่จะขอเล่าถึงธุรกิจเกี่ยวกับกัญชา และการผูกขาดตลาดกัญชาในประเทศที่เปิดเสรี และแน่นอนครับว่าหากพูดถึงกัญชาแต่จะไม่พูดถึง SnoopDogg ก็คงเหมือนกับกินข้าวเหนียวมะม่วงแต่ไม่ใส่กระทิเป็นแน่ เอาหล่ะครับเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มกันเลย     บริษัท Canopy Growth (ชื่อเดิม Tweed Marijuana) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิต กัญชา เพื่อใช้ทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดา และใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ตัวโรงงานตั้งอยู่ในรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา บริษัทนี้เน้นการขายส่งกัญชาไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกโดยมีทั้ง รูปแบบแห้ง และ ในรูปแบบที่ใช้ทางการแพทย์ ที่นี่เคยเป็นโรงงานบริษัทช็อกโกแลตชื่อดัง Hershey ก่อนที่จะกลายเป็นโรงงานร้าง ต่อมา Bruce Linton CEO ของบริษัทจึงเข้ามาปรับปรุงและพัฒนาจนยิ่งใหญ่ หากดูจากผลประกอบการในปี 2016 เพียงปีเดียว บริษัทสามารถทำกำไรได้มากถึง 28,000 ล้านบาท ภายในปีเดียว และคาดว่าภายในปี 2018 รายได้จะเพิ่มขึ้นจากเดิม 4 เท่า! (ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่ากว่า ปัจจุบัน มูลค่า 153,960 ล้านบาท)     สาเหตุที่มูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นเป็นเพราะว่า…

“มฤตยูดำ” รุกธุรกิจใหม่ปลูกกัญชา 100 ไร่ (หลังกัญชาในสหรัฐเฟื่องฟู 2.6 แสนล้านบาท)

  “มฤตยูดำ” ไมค์ ไทสัน อดีตกำปั้นแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวต 3 สถาบัน (WBA, WBC และ IBF) มีสถิติการชก 58 ไฟต์ เป็นการชนะ 50 ครั้ง ชนะน็อก 44 ครั้ง แพ้ 6 และไม่มีการตัดสิน 2 ครั้ง อดีตกำปั้นในวัย 51 ปี ตัดสินใจซื้อที่ดินจำนวน 40 เอเคอร์ (ประมาณ 100 ไร่) เพื่อลุยธุรกิจดังกล่าว โดยจะมีทั้งร้านจำหน่าย ต้นกัญชา และสินค้าแปรรูป รวมถึงมีโรงงานสกัด ซึ่งที่ดินอยู่ทางตะวันออกของแคลิฟอร์เนีย ไปทางตะวันตกเฉียงใต้เกือบ 100 กิโลเมตร โดยรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นรัฐล่าสุดของสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ซื้อ-ขายกัญชาเพื่อการผ่อนคลายอย่างถูกกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา     จนเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2017 ที่ผ่านมาไมค์…

รวมเหล่า CEO ที่เริ่มต้นจากชีวิตติดลบ สู่หมื่นล้าน แรงบันดาลใจในการเริ่มต้นปีใหม่ของคุณ

1.ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ (Starbucks) เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจนอย่างมาก พ่อทหารผ่านศึกและได้มาเป็นคนขับรถส่งของ ส่วนแม่ทำอาชีพรับจ้างทั่วไป จนวันหนึ่งพ่อเกิดขาหัก ขับรถไม่ได้ ทำให้ครอบครัวแทบไม่มีเงินซื้ออาหารกิน จึงทำให้ ฮาวเวิร์ด ต้องสู้ชีวิตเป็นอย่างมาก เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 12 ในร้านอาหาร และด้วยแรงกดดันนี้ทำให้ฮาวเวิร์ด เป็นนักเรียนเรียนดีจนได้ทุนการศึกษาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย จนสุดท้ายก็ได้ทำงานเป็นผู้จัดการของบริษัทแห่งหนึ่ง รายได้ดีทีเดียว จนกระทั่งได้ไปดูงานที่อิตาลี จนได้ค้นพบว่า ที่อิตาลี ให้ความสำคัญกับกาแฟคนละเรื่องกับที่อเมริกาเลย ฮาวเวิร์ดไม่รอช้ารีบกระโดดเข้าไปทำธุรกิจกาแฟ จากเด็กน้อยที่ต้องอดมื้อกินมื้อ ต้องทำงานอย่างหนักไม่เคยมีของเล่น และไม่เคยมีเวลาว่างไปทำเรื่องไร้สาระ ตอนนี้เขากลายเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก มีมากกว่า 17,000 สาขาใน 49 ประเทศ ติด 1 ใน 200 คนที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา Starbuck (ทรัพย์สิน 3 พันล้านดอลล่าร์)   2.ราล์ฟ รอเลน (Ralph Lauren) พ่อของราล์ฟประกอบอาชีพรับจ้างทาสีบ้านเพื่อหารายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัว ด้วยความที่เขาสนใจและความหลงไหลในโลกของแฟชั่น ทำให้เขาพยายามศึกษาและพยายามติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวต่างๆของวงการแฟชั่นด้วยตนเองตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โดยในสมัยเป็นนักเรียน เขาได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ชายที่แต่งตัวดีที่สุดในโรงเรียน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ราล์ฟยินยอมที่จะหารายได้เสริมเพื่อนำเงินที่ได้มาใช้จ่ายกับเสื้อผ้าที่ทำให้ตนเองดูดีอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าฐานะทางบ้านของราล์ฟจะยากจน…

เชื่อหรือไม่ว่า “เส้นผม” ที่ถูกตัดไปแล้ว จะทำเงินให้วัดแห่งหนึ่ง ได้ปีละ 3 พันล้านบาท!

อินเดีย คือหนึ่งในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก 1,324 ล้านคน (พอๆกับประเทศจีนที่มี 1,379 ล้านคน) และนั่นทำให้สองประเทศนี้มีสถิติการส่งออกวิกผมเป็นอันดับต้นๆของโลก นั่นเป็นเพราะคนอินเดียส่วนใหญ่ จะไม่นิยมย้อมผม จึงทำให้สุขภาพผมดี สามารถนำไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้หลากหลาย และด้วยจำนวนเส้นผมที่มีมากมหาศาล ทำให้อุตสาหกรรมเส้นผมที่อินเดียบูมมากจริงๆ     ข้อมูลจากวัด Venkateswara สถานที่ยอดนิยมที่มีคนเข้ามาโกนผมเพื่อบวชกันมากถึง 10,000 คนต่อวัน จึงทำให้สามารถเก็บเส้นผมได้มากถึง 500 ตันต่อปีเลยทีเดียว เดิมทีมันถูกนำไปทิ้งลงสู่แม่น้ำคงคา แต่ปัจจุบันเส้นผมเหล่านี้ถูกนำไปล้างทำความสะอาดและคัดแยกคุณภาพของเส้นผม สีผม ความยาว โดยจะมีนายหน้ามารับซื้อถึงวัด เส้นผมที่คุณภาพดีก็จะนำไปทำเป็นวิก ส่วนเส้นผมคุณภาพที่พอใช้ได้ก็จะนำไปกรองน้ำมัน หรือไม่ก็นำไปทำฟูกที่นอนแทน     และเชื่อหรือไม่ว่า อุตสาหกรรมเส้นผมนี้ทำให้วัดแห่งนี้สามารถทำเงินได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 3,200 ล้านบาท) “เส้นผมของที่นี่ จึงเปรียบเป็นสิ่งที่มีค่า มากยิ่งกว่าเงินเสียอีก” บางครั้งหากใครที่ต้องการเงินก็สามารถมาโกนหัว เพื่อเอาเส้นผมของตัวเองแลกเป็นเงินก็ยังได้ คำพูดนี้คงไม่เกินจริง เพราะเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2016 ได้มีการปล้นวัดเกิดขึ้นที่อินเดีย จากการตรวจสอบของตำรวจ ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บ หรือข้าวของเสียหาย…

Mariah Carey, G-Eazy และศิลปินชื่อดังทั่วโลก หันมารับเงินดิจิตอล Monero แทน BTC

  Monero เป็นเงินดิจิตอลสกุล เปิดตัวในเดือนเมษายนปี 2014 สิ่งที่ทำให้ Monero น่าสนใจกว่าเงินสกุลอื่นๆก็คงเป็นฟีเจอร์ การนำเงินหลายๆจำนวนมาปนกันในการทำธุรกรรม ทำให้ตรวจสอบได้ยากมากเพราะเงินมาจากหลากหลายที่ เป็นผลดีสำหรับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัวแบบมิดชิดสุดๆ เนื่องจากมีผู้คนมากมายต้องการความเป็นส่วนตัวในการทำธุรกรรม Monero จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับพวกเขา และมีการเคลมว่า Monero มีความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือในการแลกเปลี่ยนกัน ระหว่างผู้รับและผู้ส่ง จำนวนที่เงินที่รับส่งจะไม่มีทางคลาดเคลื่อน และราคาก็ไม่สวิงเท่า Bitcoin อีกด้วย     ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ศิลปินชื่อดังกว่า 45 คน อาทิเช่น Mariah Carey, Motorhead, G-Eazy, Fall Out Boy และ Toby Keith ตัดสินใจให้แฟนเพลงของพวกเขาสามารถจ่ายเป็นเงินดิจิตอลในการซื้อสินค้าของพวกเขาได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แฟนๆและเป็นการเกร็งกำไรนั่นเอง มารายห์ แครี่ – “หากแฟนๆของฉันซื้อสินค้าในหน้าเว็บด้วยเหรียญ Monero พวกเขาจะได้ส่วนลดกว่า 15%”     “เราอยู่ในยุคที่เงินดิจิตอลเป็นที่นิยมมากขึ้น มันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะให้แฟนๆของผมมีตัวเลือกเมื่อพวกเขาต้องการจะซื้อเพลงของผมหรือสินค้าของผม ด้วยการที่เหรียญ Monero…

คู่แฝด “วิงเคิลวอส” ทำเงินได้ 3.8 หมื่นล้านบาท! จาก Bitcoin ภายในเวลาเพียง 4 ปี

  คู่แฝด ไทเลอร์ คาเมรอน วิงเคิลวอส (Winklevoss หลายๆคนอาจเคยได้ยินชื่อของพวกเขาในหนังเรื่อง The Social Network ที่ได้ยื่นฟ้อง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ในเรื่องของการขโมยไอเดียไปก่อตั้งเฟสบุ๊ค จน มาร์คต้องยอมจ่ายกว่า $65 ล้านเหรียญ เพื่อให้การฟ้องร้องสิ้นสุดลง) สำนักข่าวเทเลกราฟ เปิดเผยว่า คู่แฝดวิงเคิลวอส กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์ จากการเข้าซื้อบิตคอยน์ เมื่อปี 2013 ราคาตอนนั้น 1 Bitcoin = $120 ดอลลาร์ จนถึงปี 2017 ซึ่งราคา Bitcoin (BTC) พุ่งทะยานแตะหลัก $10,000 ดอลลาร์ เรียบร้อยแล้ว (กำไร 10,000%) – เทเลกราฟเชื่อว่า คู่แฝดวิงเคิลวอส น่าจะมีบิตคอยน์ถืออยู่ในมือไม่ต่ำกว่า 1 แสนบิตคอยน์ หรือประมาณ $1.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท)…

เตรียมตัวให้พร้อม! ในปี 2030 จะมีคนตกงานกว่า 800 ล้านคน เพราะหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่

จากการศึกษาข้อมูลใน 46 ประเทศ และ 800 อาชีพ สถาบันแมคคินซีย์ โกลบอล (McKinsey Global Institute) จึงได้ผลสรุปว่า แรงงานทั่วโลกมากถึง 800 ล้านคนจะสูญเสียตำแหน่งงานภายในปี 2030 และถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ โดยอาชีพใช้แรงงานอย่างการเตรียมอาหารฟาสต์ฟู้ดมีความเสี่ยงอย่างมาก ไม่เพียงเท่านี้ บรรดาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวม และประมวลผลข้อมูล อย่างนักบัญชีก็อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน     โดยแรงงานจำนวน 1 ใน 3 ในประเทศร่ำรวยเช่นเยอรมนีและสหรัฐอาจต้องฝึกฝนทักษะใหม่เพื่อหางานอื่นๆทำแทน ส่วนประเทศยากจน ซึ่งมีเงินลงทุนด้านหุ่นยนต์อัตโนมัติต่ำจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อย่างไรก็ตาม รายงานคาดการณ์ว่า เครื่องจักรอัตโนมัติจะไม่สามารถทดแทนอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคน การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม หรือทักษะประยุกต์ โดยรายงานยังเผยอีกว่า ในระหว่างปี 2018 – 2030 จะมีจำนวนคนตกงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีการคาดการณ์ว่าจะมีคนถูกเลิกจ้างอยู่ระหว่าง 39 ล้านคน – 73 ล้านคนในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้     และหากถามว่าแล้วรู้ได้อย่างไรว่าจะมีคนตกงานกว่า 800 ร้านคนในอีก 10 กว่าปีข้างหน้านี้?…

เผยธุรกิจลับ ของ “Apple” ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ระดับแสนล้าน แต่ไม่มีใครทันสังเกต

  Tim Cook (ทิม คุก) ซีอีโอของ Apple ได้เปิดเผยรายงานรายได้ประจำไตรมาสที่ 4 ของบริษัท ซึ่งแสดงให้เห็นธุรกิจอุปกรณ์ “wearable (พวกของตกแต่งต่างๆ)” ที่อาจจะยังไม่ทำรายได้มากเท่าธุรกิจ iPhone และ iPad แต่ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทิม คุก กล่าวว่า “ธุรกิจแวร์เอเบิลของเราเติบโตขึ้น 75% ในไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันเมื่อปี 2016 และทำรายได้ประจำปีติด 400 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากการอันดับโดยนิตยสาร Fortune”     หากพิจารณาจากอันดับที่ 400 คือ บริษัท Calpine ของสหรัฐอเมริกา ที่ทำได้ 6.7 พันล้านเหรียญ เมื่อปี 2016 แล้วนั้น ทำให้ทราบได้ว่าธุรกิจ Apple Watch ต้องทำรายได้ต่อปีอย่างน้อย 6.7 พันล้านเหรียญ และเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่า Jones Financial,…