สธ.แนะอย่าเชื่อ ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ช่วยเลิกบุหรี่ / ด้านอังกฤษให้ถูกกม.เพราะช่วยเลิกได้จริง

  เมื่วันที่ 13 ธันวาคม 2560) โฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันมีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างแพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่นไทย ด้วยเหตุเพราะรูปลักษณ์ ค่านิยมและองค์ประกอบที่ดึงดูดใจให้วัยรุ่นหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า บางส่วนให้เหตุผลว่าตัดสินใจหาซื้อบุหรี่ไฟฟ้ามาสูบ เพราะเชื่อคำโฆษณาเชิญชวนตามสื่อออนไลน์ว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการช่วยเลิกบุหรี่ได้ ทางกรมควบคุมโรคขอให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อสรุปทางการแพทย์ที่ชี้ชัดว่าสินค้าที่ผู้ขายเรียกว่าเป็นบุหรี่ไฟฟ้านั้น เป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์ในการช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่ แต่พบว่าเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลย ตัดสินใจซื้อบุหรี่ไฟฟ้ามาทดลองสูบและเสพติดในที่สุด ที่สำคัญในบุหรี่ไฟฟ้าก็มีสารพิษโดยเฉพาะสารเสพติดอย่างนิโคติน และสารกลุ่มโลหะหนักต่างๆ เช่น โครเมี่ยม นิเคิล และฟอร์มาลดีไฮด์ หรือยาดองศพ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระดับที่สูงหรือมากกว่าบุหรี่ทั่วไป ซึ่งมีอันตรายและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ที่สำคัญ สินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ห้ามนำเข้า หรือขายในประเทศไทย   ด้านอังกฤษ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2558 สาธารณสุขอังกฤษ (หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขสหราชอาณาจักร) ได้เผยว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่แบบปกติมาก โดยอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้าสามารถลดการสูบบุหรี่ปกติและอันตรายน้อยกว่า ถึง 95% จึงมีการส่งเสริมให้ภาคสาธารณสุขได้ให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ยังเลิกบุหรี่ไม่ได้ ทั้งนี้ บุหรี่ไฟฟ้านั้นได้รับอนุญาตให้วางขายในประเทศอังกฤษมาตั้งแต่ปี 2007 หลังจากนั้นก็ได้รับความนิยมเรื่อยมา โดยปัจจุบันนั้นมีคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึง 3 ล้านคนในประเทศอังกฤษ จนกลายมาเป็นอุปกรณ์ยอดฮิตเพื่อใช้ในการเลิกบุหรี่แทนหมากฝรั่งและแผ่นแปะนิโคติน ผลการศึกษาก็พบว่า ‘บุหรี่ไฟฟ้า’…

สื่อเกาหลีเหนือ ประโคมข่าว ‘คิมจองอึน’ สามารถ ‘ควบคุมสภาพอากาศ’ ได้ดั่งใจนึก!

  เกาหลีเหนือเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับความสามารถพิเศษของผู้นำตระกูลคิมมาตลอดตั้งแต่อดีต และคำกล่าวอ้างล่าสุดคือ คิม จอง-อึน ผู้นำคนล่าสุด สามารถควบคุมสภาพอากาศได้… เมื่อ 11 ธ.ค. สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ สื่อกระบอกเสียงของเกาหลีเหนือ เผยแพร่ภาพถ่าย คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของพวกเขา ยืนยิ้มอยู่บนยอดเขา ‘เพ็กตู’ ภูเขาไฟซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชายแดนเกาหลีเหนือและจีน พร้อมกับรายงานว่า ผู้นำซึ่งโดดเด่นหาใดเปรียบผู้นี้ สามารถควบคุมธรรมชาติได้     เคซีเอ็นเออ้างว่า ตามปกติแล้วภูเขาสูง 9,000 ฟุตลูกนี้จะมีพายุรุนแรงในช่วงเดือนธ.ค. แต่ระหว่างที่ผู้นำคิมเดินทางถึงยอดเขา อากาศกลับดีอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ชัดเจนว่าภูเขากำลังแสดงความเคารพต่อคิม ชายผู้สามารถควบคุมธรรมชาติได้ ขณะที่รัฐบาลเกาหลีเหนือระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้นำคิมทำให้ดวงอาทิตย์สาดส่องในวันที่ควรจะมืดครึ้มในฤดูหนาว ทั้งนี้ สื่อเกาหลีเหนือมักเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อเพื่อยกย่องผู้นำของตัวเอง ก่อนหน้านี้พวกเขาก็อ้างว่า คิม จอง-อึน และทีมนักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นสูตรยาปาฏิหาริย์ที่สามารถรักษาในสารพัดโรครวมทั้ง เอดส์และมะเร็ง นอกจากนี้ยังอ้างด้วยว่า ขับรถเป็นตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เป็นผู้ค้นพบรังของม้ายูนิคอร์นในตำนานอีกด้วย แถม – เพื่อนเก่าที่สวิสยืนกรานว่า สมัยเรียนมัธยมที่สวิตเซอร์แลนด์ คิมน้อยไม่เอาถ่านเรื่องการเรียน สอบตกวิทยาศาสตร์ และผ่านมาแบบเฉียดฉิวทั้งวิชาเลข,…

ทหารผู้ซ่อนตัวอยู่ในป่ากว่า 30 ปี เพราะไม่เชื่อว่า สงครามโลกครั้งที่ 2 รบกันเสร็จแล้วจริงๆ!

  ฮิโรโอะ โอโนดะ เกิดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ปี 2465 ที่เมืองวากายามะ ทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น ต่อมาในปี 2487 นายโอโนดะ ถูกส่งไปประจำการที่เกาะลูบาง ทางตะวันตกของประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อสอดแนมกองทัพของสหรัฐอเมริกาในพื้นที่ หลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลก กองกำลังทั้งหมดได้ถอนตัวออกจากพื้นที่และยอมแพ้ให้สหรัฐอเมริกา แต่นายโอโนดะและลูกน้องจำนวนหนึ่งได้หนีเข้าไปหลบอยู่ในป่า และไม่เชื่อว่าสงครามโลกได้จบลงแล้ว เขาใช้ชีวิตอยู่ในป่านานถึง 29 ปี ด้วยการอาศัยของป่าและปล้นเอาจากชาวนาในท้องที่ หลังจากสูญเสียลูกน้องที่ติดตามไปทีละคน นายโอโนดะก็ถูกเกลี้ยกล่อมให้ออกจากป่าได้สำเร็จในปี 2517 และผู้บังคับบัญชาของเขาก็บอกกับเขาว่าภารกิจทางทหารของเขาได้เสร็จสิ้นแล้ว     โดยก่อนหน้านี้ ได้มีการโปรยใบปลิวทางอากาศและอีกสารพัดวิธีที่จะบอกความจริงกับเขาว่ากองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามล้วนไม่ประสบผลสำเร็จ โอโนดะ เป็นหนึ่งในทหารญี่ปุ่นหลายสิบคนทั่วเอเชียที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ซึ่งคนเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นและซื่อสัตย์อย่างเหลือเชื่อที่จะต่อสู้เพื่อความเกรียงไกรขององค์พระจักรพรรดิ เขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นไว้ว่า ทหารญี่ปุ่นทุกคนที่ออกรบนั้นทำใจอยู่แล้วว่าจะต้องทิ้งชีวิตไว้ในสนามรบ แต่เขาถูกออกคำสั่งให้ทำภารกิจรบแบบกองโจรและจะตายไม่ได้ ส่วนเหตุผลที่เขาไม่ยอมวางอาวุธก่อนหน้านั้นเพราะคิดว่าการโน้มน้าวทั้งหมดเป็นฝีมือของรัฐบาลหุ่นเชิดในโตเกียวที่สหรัฐฯแต่งตั้งขึ้น     นายโอโนดะเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นและได้รับการต้อนรับราวกับวีรบุรุษ ในขณะที่ชาวฟิลิปปินส์กำลังโกรธแค้น และกล่าวหาว่านายโอโนดะได้คร่าชีวิตชาวฟิลิปปินส์หลายคนระหว่างที่กบดานอยู่ในป่า แม้รัฐบาลของฟิลิปปินส์จะไม่ถือโทษเอาความ แต่บรรดาญาติมิตรของผู้เสียชีวิตยังคงเรียกร้องให้นายโอโนดะชดใช้กับสิ่งที่เขาทำ หลังกลับญี่ปุ่นได้ไม่นาน นายโอโนดะ ได้เดินทางไปอาศัยอยู่ที่ประเทศบราซิลในปี 2518 และทำธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์ที่นั่น เขากล่าวว่าทิศทางและทัศนคติของประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนไปมากหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และแนวความคิดเหล่านั้นขัดแย้งกับความเชื่อของเขา เขาจึงได้ย้ายมาอาศัยอยู่ที่ประเทศบราซิล…

ผู้เชี่ยวชาญด้านสายลับ – “สายลับตัวจริง กับ สายลับในหนัง มันแตกต่างกันโคตรๆ!”

ดร.วินซ์ ฮอก์ตัน (Dr. Vince Houghton) ผู้ศึกษาและเชี่ยวชาญด้านสายลับทั่วโลกและยังเป้นนักประวัติศาสตร์ประจำพิพิธภัณฑ์ International Spy Museum (พิพิธภัณฑ์สายลับ สถานที่ที่ใช้เก็บรวบรวมเรื่องราวน่าทึ่งของสายลับในชีวิตจริงเอาไว้) ได้ออกมาบอกว่า จริงๆ สายลับที่จะถูกส่งลงภาคสนามนั้นไม่จำเป็นต้องหล่อระดับ เจมส์ บอนด์ หรือ อีธาน ฮันต์ แต่จะเลือกใช้คนที่มีหนังหน้าเข้ากับสถานการณ์และภารกิจที่ทำ การที่จะมานั่งปลอมตัวใส่หน้ากากนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะมันยุ่งยาก อย่างเช่นสายลับที่ส่งไปตะวันออกกลางแล้วใช้สายลับหน้าหล่อประหนึ่ง เพียซ บรอสแนน มันก็เสี่ยงต่อการโดนจับ     ดร.วินซ์ จึงกล่าวติดตลกว่า 007 เป็นสายลับที่แย่มาก แต่กลับกลายเป็นต้นแบบให้สายลับในอุดมคติของคนไปเฉยเลย เขาไม่ค่อยปลอมตัว ชอบโชว์ออฟ ชอบใช้เซ็กส์ในการทำงาน ชอบขับรถเด่นเป็นจุดเตะตาของผู้คนรวมถึงผู้ร้าย 007 คือสายลับที่ห่วย และถ้าสายลับจริงๆ ทำตัวเหมือนเขา อายุไม่ยืนแน่นอน แร๊ง!!!     จริงๆ สายลับรูปหล่อก็มีเยอะแยะ หรือรถหรูๆ ก็มีให้ใช้ในกรณีที่ต้องแฝงตัวไปในสังคมชั้นสูง แต่กฏเหล็กคือห้ามใช้เซ็กส์เป็นตัวล่อ เพราะนั่นคือวิถีของสายลับหญิงจากโซเวียตนิยมใช้กัน แต่พวก CIA ไม่นิยมทำ ทุกภารกิจต้องเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้…

“แมคเกรเกอร์” งานเข้า เผลอไปกระทืบแก๊ง “มาเฟียไอริช” จนถูกตั้งค่าหัว 30 ล้าน!

  Conor McGregor (คอเนอร์ แมคเกรเกอร์) นักชกมากฝีมือชาวไอริช อายุ 29 ปี ที่พึ่งรับเงินไปราวๆ 100 ล้านดอลลาร์ จากการขึ้นชกกับ ฟลอยด์ เมย์เวทเทอร์ จูเนียร์ ดูเหมือนกับว่าชีวิตของแมคเกรเกอร์ตอนนี้ จะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบไม่น่ามีปัญหาเข้ามากวนใจแล้ว เพราะตัวเขานั้นก็ผ่านความยากลำบากมาไม่น้อยเลย แต่ด้วยความเลือดร้อนบวกกับความเป็นไอริชขนานแท้ ทำให้แมคเกรเกอร์ต้องพบเจอปัญหาอีกครั้ง ซึ่งปัญหาในครั้งนี้อาจส่งผลต่อความเป็นความตายของเขาเลยก็ได้ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ได้มีข่าวลือออกมาหนาหูว่า นักชกดาวรุ่งชาวไอริชคนหนึ่ง มีเรื่องชกต่อยกับคนในผับ (3 ลุม 1 ฝ่ายนักชกมี 1) ณ เมืองดับลิน ประเทศไอแลนด์ เรื่องนี้อาจจะจบได้โดยง่ายถ้าคู่กรณีของนักชกคนดังไม่ใช่พ่อของหัวหน้าแก๊ง ค้ายาชื่อดัง Kinahan Cartel หนึ่งในแก๊งที่น่ากลัวที่สุดในประเทศ ว่ากันว่าแก๊งนี้เมื่อสั่งเก็บแล้วงานก็มักจะสำเร็จเสมอ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะจริง เพราะจากคำสัมภาษณ์ของ ผู้จัดการที่พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ตอบในเรื่องนี้ และ แมคเกรเกอร์ก็ยังคงกวรโอ้ยกับเรื่องนี้ ทั้งในตอนที่ให้สัมภาษณ์ และตอนที่ลงรูปพร้อมแคปชั่นกวนๆ สำนักข่าว Irish Sun ได้รายงานว่า ทางแก๊งได้เรียกร้องเงินค่าทำขวัญกับแมคเกรเกอร์กว่า $1…

ธรรมเนียมน่ารักๆ “ฝากกาแฟ” ไว้ให้คนไร้บ้าน เกิดขึ้นที่อิตาลี ก่อนจะส่งเอฟเฟคไปทั่วโลก

  Suspended coffee คือธรรมเนียมการสั่งกาแฟทิ้งไว้คนแปลกหน้าที่แพร่หลายในหมู่วงการร้านกาแฟในปัจจุบัน เล่ากันว่ามีต้นกำเนิดจากร้านกาแฟชื่อ 150 Café ในเมืองเนเปิลส์ (ร้านแห่งนี้เปิดมานานกว่า 100 ปีแล้ว) โดยลูกค้าที่มีน้ำใจสามารถสั่งกาแฟทิ้งไว้ให้บรรดาคนไร้บ้าน หรือคนด้อยโอกาสที่อยากกินกาแฟในวันอากาศหนาวเย็น “มันเป็นสิ่งที่สวยงามมาก ลูกค้าทุกคนจะเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับสั่ง caffè sospeso ไว้ให้กับผู้อื่น” – บาริสต้า กล่าว   จนกระทั่งเรื่องราวของวัฒนธรรมนี้ได้เดินทางมาถึงประเทศของเรา ผมจำไม่ได้ว่ามียอดแชร์เท่าไหร่ แต่เชื่อว่าทุกคนที่กดเข้ามาอ่านน่าจะเคยเห็นโพสท์นั้นผ่านๆตากันมาก่อนแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีเพียง Suspended coffee  ที่ทำให้เรารู้สึกชุ่มช่ำหัวใจ เพราะยังมีคนอีกมากมายที่ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ (และถึงแม้ว่าพวกเขาจะโด่งดังมาด้วยการทำแบบนี้ แต่ก็ไม่เห็นผิดแปลกอะไร เพราะทำความดีเพื่อโชว์ก็ย่อมดีกว่า คนที่ไม่ทำอะไร วันๆคอยจ้องที่จะจับผิดคนอื่น) เช่น     Broward Wash House ร้านซักรีดเล็กๆแห่งหนึ่ง กลายเป็นร้านชื่อดังในโลกโซเชียลทันที เมื่อมีคนแชร์ภาพหน้าร้าน ซึ่งติดป้ายเล็กๆ เขียนข้อความสั้นๆ ด้วยลายมือว่า “ซักให้ฟรี สำหรับคนตกงานที่อยากได้ชุดสะอาดๆ ใส่ไปสัมภาษณ์งาน”     ช่างตัดผมฝีมือดี มาร์ค…

สาวน้อยวัย 12 ขวบ ยื่นฟ้อง “รัฐบาลสหรัฐฯ” ข้อหาพยายามทำให้ “กัญชา” ผิดกฎหมาย!

  Alexis Bortell สาวน้อยวัย 11 ขวบ ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐ ที่พยายามทำให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฏหมายของประเทศ สาเหตุที่หนูน้อยและอีก 4 ครอบครัวตัดสินใจยื่นฟ้องก็เพราะ หนูน้อยอเล็กซิส ป่วยเป็นโรคลมชักขั้นรุนแรง ถึงแม้ว่าครอบครัวของอเล็กซิสจะเดินทางไปรักษายังที่ต่างๆมากมายแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จึงทำให้พ่อแม่ตัดสินใจลองยาตัวใหม่ ที่สกัดมาจากกัญชาจนได้สาร THC เข้มข้น (อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะในทางการแพทย์เท่านั้น)     และหลังจากที่ใช้ยาตัวนี้ ก็ทำให้อเล็กซิสไม่มีอาการชักมาแล้ว 2 ปี แต่ก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เพราะ Jeff Sessions อัยการสูงสุดของสหรัฐ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย เสนอผลักดันให้กัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 1 ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้เป็นยารักษา หรือแม้แต่จะทำการทดลองใดๆก็ไม่ได้ ด้วยประโยคเด็ดว่า – “คนดีๆเค้าไม่สูบกัญชากันหรอก”     เหตุนี้เองจึงทำให้ครอบครัวของ อเล็กซิส ไม่รอช้าที่จะยื่นฟ้องต่อศาลแห่งเมืองนิวยอร์กทันที เพราะพวกเขาต้องรักษาชีวิตของลูกตัวเองไว้ให้ถึงที่สุด – “ไม่ว่าเราจะให้ข้อมูล และประโยชน์ของมันมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะใช้อคติมาปิดกั้นอยู่เสมอ พวกเขาไม่เข้าใจหรอกว่าเด็กที่ป่วยเป็นโรคลมชักขั้นรุนแรงมันทรมานขนาดไหน พวกเราไม่สามารถเดินทางไปที่ไกลๆได้ แค่จะไปเที่ยวอุทยานยังไปไม่ได้เลย แล้วนี่พวกคุณจะมาทำให้ยาตัวนี้ผิดกฏหมายอีกหรอ?” ที่มา – yournewswire…

ตำรวจบัลแกเรียรวยแสนล้าน! หลังยึด Bitcoin ของโจร ได้กว่า 200,000 เหรียญ BTC

รัฐบาลบัลแกเรีย เป็นเจ้าของ Bitcoin จำนวนกว่า 200,000 BTC ที่ได้มาจากการยึดของโจร     เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2017 ทางการบัลแกเรียจับกุมอาชญากร 23 ราย ที่เป็นขบวนการเจาะระบบของหน่วยงานศุลกากรบัลแกเรียเพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้าสินค้า (คือการเจาะเข้าไปเพื่อแก้ไขตัวสินค้าว่า สินค้าของพวกเขานั้นได้ทำการตรวจสอบและเสียภาษีเรียบร้อยแล้ว) ซึ่งหนึ่งในของกลางที่ยึดได้คือ Bitcoin จำนวน 213,519 BTC ถ้าประเมินมูลค่าของ Bitcoin ก้อนนี้ตามราคาปัจจุบัน (ราว 16,793 ดอลลาร์ต่อ BTC) ก็เท่ากับว่ารัฐบาลบัลแกเรียเป็นเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์ (1.1 แสนล้านบาท) เลยทีเดียว รัฐบาลบัลแกเรียปฏิเสธไม่ให้ความเห็นในเรื่องนี้ บอกแค่ว่าคดียังอยู่ในกระบวนการสอบสวน ที่มา – selec Ma_noshiG – Ma_nosh ก่อตั้ง 19 ตอนนี้ 23 http://www.flagfrog.com

โซลตั้งหน่วย “เด็ดหัวผู้นำ” เพื่อลอบสังหารผู้นำเกาหลีเหนือ ในกรณีที่สงครามเกิดขึ้นจริง

จากรายงานของเว็บไซต์ independent กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ได้ประกาศในวันพุธ ที่ 8 ธ.ค. ว่า มีการใช้งบไปแล้วกว่า 340 ล้านวอน หรือ 310,000 ดอลลาร์ (เงินจำนวนนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียว จากงบทั้งหมดที่กระทรวงกลาโหมได้ประจำปี 40,000 ล้านดอลลาร์) ให้กับหน่วยงานใหม่ที่มีชื่อว่า “หน่วยเด็ดหัวผู้นำ”     เงินที่ได้รับจะถูกนำไปซื้อยุทโธปกรณ์สำหรับหน่วยรบพิเศษ… ซึ่งยุทโธปกรณ์ที่ว่าจะร่วมไปถึง อากาศยานโดรนสำหรับปฏิบัติการฆ่าตัวตาย ปืนกึ่งอัตโนมัติ โดรนสอดแนม และเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ หน่วยงานเด็ดหัวผู้นำ ถูกจัดตั้งโดยกองทัพเกาหลีใต้ภายใต้กองบัญชาการบสงครามพิเศษ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมานี้เอง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ทีมที่จะมาสังกัดจะ เป็นนายทหารที่ได้รับการฝึกการรบพิเศษราว 1,000 นายจะเข้าประจำการ ซึ่งพบว่าเป็นการเลียนแบบมาจากกองกำลังรบพิเศษสหรัฐฯหน่วยต่างๆ ได้แก่ หน่วยทหารเรนเจอร์ หน่วยทหารเดลต้า ฟอร์ซ หน่วยซีล ทีมที่ 6 และหน่วยรบพิเศษกรีนเบอเรต์ เป็นต้น     หน่วยนี้จะเริ่มทำงานทันที หากการเจรจาสงครามนิวเครียร์ระหว่าง เกาหลีเหนือและสหรัฐ ได้เริ่มขึ้น หน้าที่หลักๆไม่ได้มีเพียงแค่ลอบสังหาร คิม จอง…

เปิดบันทึก “คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส” นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ เผยเคยเจอ “นางเงือก” ตัวเป็นๆ

  Christopher Columbus (คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส) นักสำรวจผู้้ยิ่งใหญ่ ชาวอิตาลี ชายผู้นี้คือผู้ค้นพบทวีปอเมริกา จากบันทึกการเดินทางเล่มหนาที่เขาได้เขียนเป็นไดอารี่ไว้ 1 ใน หลายพันเรื่องที่น่าสนใจไม้แพ้การเอาชีวิตรอดในทะเลก็คือเรื่องของ นางเงือก ที่บอกได้เลยครับว่า นางเงือกในเวอร์ชั่นของ โคลัมบัส นั้น หักมุมสุดๆ เมื่อปี ค.ศ. 1493 ขณะที่ ‘คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส’ กำลังแล่นเรือเดินทางรอนแรมอยู่กลางทะเลแคริบเบียนอันกว้างใหญ่ บริเวณไม่ไกลจากเกาะฮิสปันโยลา (ปัจจุบันคือประเทศเฮติและสาธารณรัฐโดมินิกัน) เขาได้พบกับนางเงือก 3 ตัว ที่กำลังแหวกว่ายอยู่รอบๆ โดยนางเงือกที่เขาเห็นนั้นแตกต่างกับในตำนานลิบลับ ตามบันทึกเล่าว่า “เงือกทั้งสามตนมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว และชวนสยดสยองเป็นอย่างมาก ครึ่งบนก็แลดูเหมือนผู้ชายมากกว่าที่จะเป็นผู้หญิง ไม่เห็นเหมือนกับที่เคยจินตนาการเอาไว้เลย!”     และด้วยบันทึกนี้ทำให้ความคิดที่ว่านางเงือกจะต้องเป็นสาวสวยแสนใจดี ที่คอยร้องเพลงกล่อมลูกเรือให้คลายเหงาระหว่างเดินทาง กลายเป็นนางเงือกที่สามารถแปลงกายเป็นสาวสวยได้ แต่แท้จริงแล้วพวกนางกลับมีร่างที่แท้จริงเป็นปีศาจน่ากลัวพร้อมกับมีนิสัยดุร้ายคอยจ้องที่จะกินเนื้อมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญต่างหาคำตอบให้กับเรื่องนี้กันยกใหญ่ บ้างก็ว่าสิ่งที่โคลัมบัสเห็นอาจจะเป็น “พะยูนหางกลม (Manatee)” หรือ “วัวทะเลชเตลเลอร์ (Steller’s Sea Cow)” ก็เป็นได้! แต่ก็มีฝั่งที่เชื่อโคลัมบัส…