จะเกิดอะไรขึ้น…ถ้าสนามแม่เหล็กโลกกลับขั้ว? (โลกจะแตกจริงหรือ) มาดูกัน!

  สนามแม่เหล็ก คือสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันห่อหุ้มโลกเราอยู่โดยรอบ ซึ่งนอกจากจะทำให้เข็มทิศใช้การได้แล้ว มันยังทำหน้าที่ปกป้องสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนพื้นโลกจากรังสีอันตรายในอวกาศมาโดยตลอด ซึ่งสนามแม่เหล็กของโลกเราเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่านับตั้งแต่โลกถือกำเนิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ตลอดประวัติศาสตร์โลก เกิดการกลับขั้วไปมาเช่นนี้ขึ้นมาแล้วหลายร้อยครั้ง ครั้งหลังสุดที่เคยเกิดการกลับขั้วก็คือเมื่อประมาณ 780,000 ปีก่อน และตอนนี้นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีสัญญาณส่อให้เห็นว่าสนามแม่เหล็กโลกกำลังกลับขั้วอยู่เช่นกัน (แต่การกลับขั้วดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่จะเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลาในการกลับขั้วแต่ละครั้งประมาณ 1,000-10,000 ปี) คำถามคือการกลับขั้วครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และมันจะส่งผลอะไรกับสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์เราหรือไม่? เรามาหาคำตอบนี้ได้ในบทความนี้กัน! วิทยาศาสตร์สามารถคาดการณ์ว่า การกลับขั้วครั้งต่อไปอาจเกิดขึ้นภายใน 2,000 ปีข้างหน้า เพราะสนามแม่เหล็กโลกกำลังลดความเข้มข้นลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม นี่ก็ยังไม่ใช่ตัวเลขที่แม่นยำเป๊ะที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนเห็นตรงกัน และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากการกลับขั้วเสร็จสมบูรณ์ แต่เกิดขึ้นในช่วงก่อนที่จะเกิดการกลับขั้วสมบูรณ์ ซึ่งสนามแม่เหล็กโลกจะอ่อนจางมากที่สุด ทำให้พลังที่เป็นเหมือนเกราะคุ้มกันโลกจากอนุภาคที่มีประจุซึ่งพุ่งทะลุทะลวงผ่านห้วงอวกาศอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่สามารถทะลวงสู่พื้นผิวโลกได้เพราะสนามแม่เหล็กโลกก็จะหมดสิ้นไป ภาวะดังกล่าวจะก่อให้เกิด “รูรั่ว” ในชั้นบรรยากาศในส่วนที่ไม่มี หรือมีสนามพลังแม่เหล็กคุ้มครองอยู่น้อย     อนุภาคของรังสีที่ส่งผลกระทบมาถึงพื้นโลกจะ “รบกวน” การทำงานของระบบนำร่องดาวเทียมและเครื่องบิน ผลลัพธ์ในปี ค.ศ. 2003 คือเครือข่ายการจ่ายไฟฟ้าในสวีเดนหยุดการทำงาน แต่ก็แค่นั้นเอง ไม่ได้เกิดหายนะระดับวันสิ้นสุดของอารยธรรมมนุษย์แต่อย่างใด ดังนั้นถึงแม้การกลับขั้วของสนามแม่เหล็กโลกจะเกิดขึ้นในอีก 2,000 ปีข้างหน้าจริง ป่านนั้นมนุษย์เราก็น่าจะหาทางป้องกันได้แล้ว หากเราไม่หยุดการพัฒนาวิทยาศาสตร์ source…

ย้อนรอยปริศนา “หลุมลึกลับ” ไซบีเรีย ที่โผล่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง 37 หลุมราวกับดอกเห็ด!

  ปริศนาเกี่ยวกับหลุมยุบขนาดยักษ์ที่ปรากฏขึ้นในเขตไซบีเรีย สร้างความฉงนใจให้กับนักวิทยาศาสตร์มากในปี 2014 และแม้ว่าปัจจุบันจะมีทฤษฏีออกมามากมายเพื่อไขปริศนานี้ แต่ปัจจุบันมันกลับเพิ่มขึ้นกลายเป็น 7 หลุมใหญ่ และอีก 30 หลุมเล็ก แต่ละหลุมมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าวกว่า 15 เมตร และลึกราว 60-100 เมตร มีการตั้งทฤษฎีกำเนิดหลุมปริศนาไว้หลากหลายตั้งแต่ อุกกาบาตตก จนถึงมนุษย์ต่างดาวเป็นผู้ขุดหลุมนี้ขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์อะไรบางอย่าง แต่ทฤษฎีว่าด้วยอุกกาบาตต้องเป็นอันตกไปเมื่อนักวิทยาศาสตร์ออกมายืนยันว่าไม่ใช่ร่องรอยของอุกกาบาตอย่างแน่นอน บางคนเชื่อว่านี่คือจุดจอด UFO ที่มนุษย์ต่างดาวมาทำไว้ แต่ตอนนี้ได้คำตอบแล้วนะครับว่าเกิดจากอะไร โดยทั้ง 7 หลุม เกิดขึ้นในพื้นที่ชั้นดินน้ำแข็ง (permafrost) ห่างจากแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ ทางตอนเหนือของเมืองซาเลคฮาร์ดราว 30 กิโลเมตร หรือ ห่างจากกรุงมอสโก ราว 2,000 กิโลเมตร และแต่ละหลุมนั้นมีลักษณะคล้ายกัน คือปากหลุมเป็นรูปทรงกลม ที่ขอบหลุมมีเศษดินกองไว้เหมือนถูกขุดขึ้นมา ก้นหลุมเป็นทะเลสาบใต้ดินที่เย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง   คำตอบยังงุนงง   แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า หลุมลึกลับเหล่านี้น่าจะเกิดจาก การระเบิดของการรวมตัวกันระหว่าง แก๊ส น้ำ และเกลือ เนื่องจากในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นทะเล ก่อนที่จะหนาวเย็นจนกลายเป็นน้ำแข็ง และน้ำแข็งก็ละลายเพราะภาวะโลกร้อน…

ลิงก็มีศาสนา? นักวิทย์พบหลักฐาน การประกอบ “พิธีกรรมศาสนา” ในหมู่ลิงชิมแปนซี

  งานวิจัยที่เผยแพร่ผ่าน Nature Research เมื่อต้นปี 2016 นักวิจัยได้ทำการศึกษาพฤติกรรมของลิงชิมแปนซีในประเทศกินี ทวีปแอฟริกา และได้พบสิ่งที่น่าทึ่ง คือ พวกมันมีการใช้ “หิน” ทุบตี หรือขว้างใส่ต้นไม้บางต้น จนกลายเป็นกองหินหลายกอง โดยไม่มีเหตุผลหรือประโยชน์อะไรที่อธิบายได้เลย จึงคาดว่าอาจเป็นต้นกำเนิดศาสนาในหมู่สัตว์ โดย ลอร่า เกียโอ (Laura Kehoe) นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยฮุมโบลด์ทแห่งเบอร์ลิน ได้ตั้งกล้องวีดีโอเพื่อทำการสังเกตพฤติกรรมข้างต้น และจากการสังเกตนี้ทำให้พวกเขาคิดว่า ชิมแปนซีมีความฉลาดพอที่จะใช้ก้อนหินหรืออุปกรณ์อื่นๆ เป็นเครื่องมือในการหาอาหาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เข้าใจได้ แต่พฤติกรรมการโยนหินที่เกิดขึ้นนี้เป็นพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับพวกชนพื้นเมืองแอฟริกาตะวันตกที่จะสร้างกองหินไว้บริเวณต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ด้วย     “สิ่งที่เราค้นพบไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว หรือไม่ได้จงใจ แต่มันเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ซึ่งมันอาจเป็นพฤติกรรมของเหล่าชิมแฟนซีฝูงนี้ก็เป็นได้ เราได้ตรวจค้นพื้นที่และพบว่ามีหลายจุดที่มีกองหินลักษณะนี้เกิดขึ้น ชวนให้นึกถึงกองหินที่นักโบราณคดีค้นพบในการศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษย์ มันอาจเป็นไปได้ว่า เราได้พบหลักฐานชิ้นแรกของการสร้างสิ่งที่เหมือนกับศาลเจ้าของลิงชิมแปนซีเพื่อบ่งชี้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของต้นไม้นั้นๆ” – ลอร่า เกียโอ กล่าว ทั้งนี้ ลิงชิมแปนซี (Chimpanzee) มี DNA ที่เหมือนกับมนุษย์มากกว่า 90% จากการศึกษาพบว่าลิงชิมแปนซีมีความคิดของตนเอง, มีความเข้าใจสัญลักษณ์, มีภาษาของตนเอง และรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึก…

รัสเซียพบ “แบคทีเรียลึกลับ” ในอวกาศ! (นอกสถานีอวกาศ ISS)

  แอนทอน ชกาโปรอฟ (Anton Shkaplerov) นักบินอวกาศชาวรัสเซีย ได้ปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเวลาเกือบสองร้อยวันตั้งแต่ปลายปี 2014 ในฐานะของทีม Expedition 54 ภารกิจที่เขาทำคือการเก็บตัวอย่างคราบที่เกาะอยู่ที่ผิวด้านนอกของสถานีด้วยก้านพันสำลี แล้วนำกลับมายังโลกเพื่อตรวจสอบ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2017 เขาได้เผยว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ของรัสเซียค้นพบ แบคทีเรียที่มีอยู่นอกอวกาศ และได้ทำการเก็บตัวอย่างระหว่างการปฏิบัติภารกิจตรวจสอบถังเชื้อเพลิงนอกสถานีอวกาศนานาชาติ จากการตรวจสอบพบว่า แบคทีเรียชนิดนี้ไม่เคยปรากฏนับตั้งแต่ก่อนปล่อยโมดูลขึ้นสู่อวกาศในปี 1998 ซึ่งนั้นก็หมายความว่าแบคทีเรียชนิดนี้ไม่ได้ติดมากับยานอวกาศตั้งแต่แรกเริ่มปล่อยยานออกจากฐาน อย่างไรก็ตามเขากล่าวอีกว่า แบคทีเรียที่พบนี้ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์   ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพบแบคทีเรียบนสถานีอวกาศ ที่ผ่านมาเคยมีแบคทีเรียจากโลกติดไปกับชุดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ ขึ้นไปกับจรวดที่ถูกส่งขึ้นไปในอวกาศหลายครั้ง ซึ่งแบคทีเรียที่พบก่อนหน้านี้สามารถมีชีวิตรอดแม้อยู่ในบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์ จากการทดสอบในห้องแล็บปลอดเชื้อ พบว่าพวกมันสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างเพื่อเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมสุดโหดของภายนอกยานได้ สภาพแวดล้อมในอวกาศเป็นสภาพที่แสนหฤโหด ไม่มีน้ำ ไม่มีอากาศ หนาวจัด ร้อนจัด และยังถูกกระหน่ำด้วยรังสีต่างๆ อย่างรุนแรง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าสิ่งมีชีวิตเช่นแบคทีเรียบางชนิด รวมถึงสัตว์ตัวจิ๋วอย่าง ทาดีเกรด(หมีน้ำ) สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมอวกาศได้เป็นเวลานานหลายปี source ManoshFizเด็กชายที่น่าสงสารที่สุดในโลก – ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน http://www.flagfrog.com

เพราะอะไร “มนุษย์เพอร์เฟ็กต์” ถึงต้องมีหุ่นและสรีระแบบนี้? นี่แหละสุดยอดวิวัฒนาการ!

  อลิซ โรเบิร์ตส์ (Alice Roberts) ผู้เป็นทั้งแพทย์ นักกายวิภาค และนักเขียนชื่อดัง ได้นำเสนอถึงแนวคิดของตัวเธอเองว่า ความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความงดงามของกล้ามเนื้อหรือความงดงามของใบหน้า แต่ความจริงแล้วความสมบูรณ์ที่แท้จริงของมนุษย์คือ อวัยวะทุกส่วนในร่างกายสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่มันควรจะเป็นอยู่ตอนนี้ แต่แค่การเขียนหรือการบอกเล่า คงไม่สามารถทำให้ใครสามารถเชื่อถือในแนวความคิดนี้ของเธอได้ อลิซ จึงได้จัดตั้งทีมที่รวบรวมนักชีววิทยาและประติมากรจำนวนหนึ่ง เพื่อจำลองร่างกายของมนุษย์ที่เธอคิดว่าเพอร์เฟคมากที่สุดขึ้น เธอก็ใช้สรีระของเธอเองนี่แหละเป็นแบบในการหล่อปูน จากนั้นจึงให้นักประติมากรค่อยๆปั้นตามแบบที่เธอได้ออกแบบไว้กับนักชีววิทยา โดยเธอเรียกหุ่นตัวนี้ว่า “Alice Roberts 2.0”     เธอและทีมทำงานอย่างเต็มที่เป็นเวลา 3 เดือน โดยเธอต้องขจัดลักษณะสรีระมนุษย์ที่ก่อให้เกิดปัญหาออก แล้วแทนที่ด้วยสรีระของสิ่งมีชีวิตต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการออกแบบไม่ได้ออกแบบแค่เพียงอวัยวะภายนอกแต่เธอออกแบบถึงอวัยวะภายในด้วย เธอลงทุนเข้ารับการแสกน 3 มิติทั่วร่าง เพื่อให้เห็นถึงอวัยวะภายในแบบจริงๆ และนี่คือลิสต์ที่เธอทำการเปลี่ยนแปลงครับ หู – ต้องมีขนาดใหญ่เหมือนหูแมว เพื่อขยายการรับเสียง ตา – ต้องมีขนาดใหญ่เหมือนปลาหมึกยักษ์ เพื่อกำจัดจุดบอด (Blindspot) ในระบบการมองเห็นของมนุษย์ ระบบคลอดลูก – ต้องมีถุงหน้าท้องเหมือนมาร์ซูเพียล เพื่อหลีกเลี่ยงอาการคลอดยาก เพราะติดปัญหาอุ้งเชิงกรานของมนุษย์ ขา – ต้องมีขาที่แข็งแรงเหมือนนกกระจอกเทศ…

เดนมาร์กพบ หนังสือโบราณ อายุ 400 ปี ที่เคลือบยาพิษไว้ทั้งเล่ม สัมผัศอาจถึงตาย

  เมื่อวันที่ 6 ก.ค. เว็บไซต์ foxnews ได้รายงานข่าวการค้นพบหนังสือโบราณอายุกว่า 400 ปี จำนวน 3 เล่ม ซึ่งทุกเล่มถูกเคลือบด้วยสารหนูในปริมาณที่สูงมาก โดยค้นพบหนังสือเล่มนี้ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเซาร์ทเทิร์นเดนมาร์ก ระหว่างที่พวกเขากำลังศึกษาชิ้นส่วนโบราณที่ใช้สำหรับการเย็บหนังสือ โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากหนังสือเล่มนี้… ผู้ช่วยศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยเผยว่า ในช่วงยุคกลาง มีหนังสือคาธอลิคถูกทำลายเป็นจำนวนมาก พวกเราจึงตัดสินใจที่จะบูรณะหนังสือที่เสียหายขึ้นมาใหม่ โชคดีที่เราพบมันก่อนที่จะมีผู้โชคร้ายยืมมันไป (ชื่อของหนังสือทั้ง 3 เล่ม ทุกเล่มถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาลาติน) Anglica Historia โดย Polydorus Vergilius (1570) Historia boiemica โดย Johannes Dubravius (1575) Das Leben der Altväter โดย Georg Maior (1604) นักวิจัยพยายามไขเนื้อหาและทำความเข้าใจ ของตัวอักษรที่อยู่ในหนังสือทั้ง 3 เล่ม (แหล่งข้อมูลบอกว่าไม่ได้รับการเปิดเผย) ต่อมา ทางห้องสมุดจึงจัดเก็บหนังสือสารพิษสูงนี้ไว้ในกล่องปิดผนึก ภายในตู้กันอากาศ พร้อมติดป้ายเตือน เพื่อป้องกันสารหนูระเหยไปตามอากาศ…

นี่คือสุนัขที่ถูกโคลนนิ่งมากที่สุดในโลก 49 ครั้ง เพื่อหาคำตอบในความพิสดารของมัน!?

  สุนัขสายพันธุ์ชิวาว่า ที่เพื่อนๆกำลังเห็นอยู่นี้ มันมีชื่อว่า Miracle Milly – มิลลี่หมาน้อยมหัศจรรย์ มันได้รับการจดบันทึกลง กินเนสบุ๊คในปี 2014 ในฐานะสุนัขที่มีขนาดตัวเล็กที่สุดในโลก สูง 9.5 ซม. (ปัจจุบันอายุ 6 ปี) ด้วยความประหลาดนี้ทำให้มันถูกโคลนนิ่งไปมากกว่า 49 ครั้ง เพื่อหาคำตอบว่า ทำไมมันถึงตัวเล็กขนาดนี้? วันที่มิลลี่เกิดจากท้องแม่วันแรก มันมีน้ำหนักเพียง 28 กรัม ตัวมันเล็กมากจนสามารถวางบนช้อนชาได้! โดยเจ้าของคือคุณ วาเนสซา เซมเลอร์ ได้ติดต่อไปยังแล๊บแห่งหนึ่งที่เกาหลีใต้ที่ขึ้นชื่อเรื่องการโคลนนิ่งสุนัข (อันที่จริงแล้วการโคลนนิ่งสุนัขมีมานานมากแล้วและเกาหลีใต้นี่แหละที่โด่งดังที่สุด) เธอติดต่อไปเพราะต้องการโคลนสุนัขที่เหมือนกับ มิลลี่ สักประมาณ 10 ตัว ซึ่งเธอจะเก็บไว้แค่ตัวเดียว ส่วนอีก 9 ตัวจะไว้สำหรับการทำวิจัย แต่ทางห้องแล็บตัดสินใจต้องการโคลนออกมามากกว่านั้น เพื่อหาคำตอบจากคำถามข้างต้นดังกล่าว     ทำไปทำมารวมๆแล้วก็ 49 ครั้งแต่ก็ยังไม่พบคำคอบเลย – (การโคลน 1 ครั้ง เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 3.3…

ฮือฮา… นักวิทย์เพาะเลี้ยง “สมองมนุษย์-นีแอนเดอร์ทัล” สำเร็จ!

  ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนเรื่อง ทฤษฎีน่าสนใจ…จริงหรือไม่? ที่มนุษย์นีแอนเดอร์ธัล สูญพันธุ์เพราะโรคจากมนุษย์สมัยใหม่ ซึ่งตอนนั้นนักวิทยศาสตร์เค้าได้ตั้งสมมุติฐานเอาไว้ด้วยกัน 2 ข้อ 1.สูญพันธุ์เพราะมนุษย์สมัยใหม่ 2.สูญพันธุ์เพราะการระเบิดของภูเขาไฟ แต่เรื่องนี้นักวิจัยเค้ายังไม่ยอมจบ จึงตัดสินใจเพาะเลี้ยงสมองของนีแอนเดอร์ทัล ขึ้นมาเพื่อหาความจริงกันสะเลย ซึ่งเนื้อหาต่อไปนี้อยากให้ทุกคนตั้งใจอ่าน เพราะน่าสนใจจริงๆครับ มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล เป็นมนุษย์สายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งสูญพันธุ์ไปเมื่อราว 40,000 ปีก่อน คำถามสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับนักวิชาการคือ อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้นีแอนเดอร์ทัลสูญพันธุ์ ? และเพื่อค้นหาคำตอบดังกล่าว ทีมนักวิจัยในโครงการสเต็มเซลล์ ของมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก นำโดย อลิสซอน มูทรี (Alysson Muotri) ได้ดำเนินการทดลองเพาะเลี้ยง “สมอง” ของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ในห้องทดลองขึ้นมา และตอนนี้มันสำเร็จแล้ว…     ทีมวิจัยใช้วิธีการตัดแต่งยีนที่เรียกว่าเทคนิคคริสเปอร์ (CRISPR) เพื่อเปลี่ยนสเต็มเซลล์ของมนุษย์ปัจจุบันให้กลายเป็นสเต็มเซลล์ของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ที่สามารถพัฒนาเป็นอวัยวะใดๆ ของนีแอนเดอร์ทัลก็ได้ จากนั้นจึงบังคับสเต็มเซลล์ที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมดังกล่าวให้เติบโตเป็น สมองออร์แกนอยด์ ซึ่งกินเวลาระหว่าง 6-8 เดือน เพื่อใช้เปรียบเทียบกับสมองของมนุษย์ยุคปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบออร์แกนอยด์ที่เป็นสมองมนุษย์ปัจจุบัน กับสมองนีแอนเดอร์ทัลแล้วพบความแตกต่างได้อย่างชัดเจน สมองมนุษย์ปัจจุบันจะกลม แต่ของนีแอนเดอร์ทัลจะมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ ตะปุ่มตะป่ำ…

Starbucks เอาจริง ประกาศเลิกใช้หลอดพลาสติก ทุกสาขาทั่วโลก!

  เมื่อวันที่ 9 ก.ค สตาร์บัคส์ (Starbucks) ร้านกาแฟชื่อดังที่มีจำนวนกว่า 28,000 สาขา ทั่วโลก เตรียมยุติการใช้หลอดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ในทุกสาขาภายในปี 2563 ซึ่งการกระทำครั้งนี้จะช่วยลดการทิ้งขยะหลอดพลาสติกได้มากกว่าปีละ 1 พันล้านหลอด โดยจะเริ่มจากสาขาในสหรัฐฯ และแคนาดาภายในปลายปีนี้ ส่วนวิธีแก้ปัญหาของ สตาร์บัค ก็คือการออกแบบรูปทรงฝาแก้วใหม่ โดยจะเป็นฝาปิดที่มีช่องพิเศษสำหรับจิบเครื่องดื่มได้ มีเพียงแต่ “แฟรปปูชิโน่(เครื่องดื่มเย็นแบบปั่น)” ที่จะใช้ฝาปิดแบบโค้งดังเดิม แต่หลอดที่ใช้จะทำมาจากกระดาษหรือพลาสติกที่ย่อยสลายได้ง่ายภายใน 4 สัปดาห์ คำประกาศของสตาร์บัคส์ที่จะยกเลิกการใช้หลอดพลาสติกได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมหลายแห่ง อาทิ กองทุนสัตว์ป่าโลก และแทรชฟรีซี ซึ่งเป็นองค์กรสิ่งแวดล้อมที่ทำงานเพื่อปกป้องท้องทะเล ซึ่งนายเควิน จอห์นสัน CEO ของสตาร์บัคส์ ออกมาระบุว่า – “การยกเลิกใช้หลอดพลาสติกถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในความพยายามที่มีความยั่งยืนของบริษัท ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนอาจต้องชำระค่าธรรมเนียม 250 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,250 บาท) บริษัทด้านอาหารระดับโลกรายใหญ่อีกหลายแห่งทยอยออกมาเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น โดยดันกิ้น โดนัทส์ ประกาศเมื่อเดือนก.พ.ปีนี้ เตรียมยกเลิกการใช้ภาชนะทำจากโฟมพอลิสไตรีนภายในปี 2563 และแมคโดนัลด์สเผยเรื่องการทดลองใช้ “ภาชนะทางเลือก” ตามสาขาหลายแห่งในสหรัฐแล้ว…

รับแสงแดดเท่าใดจึงดีต่อสุขภาพ?

  องค์กรวิจัยด้านมะเร็งของสหราชอาณาจักร (Cancer Research UK) บอกว่า ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับปริมาณแสงแดดที่เหมาะสม เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อเรื่องนี้ เช่น ช่วงเวลาของวัน หรือช่วงเวลาของปี และแต่ละคนต้องการแสงแดดในปริมาณที่ต่างกัน อีกทั้งมีระดับความเสี่ยงและการได้รับประโยชน์จากแสงแดดที่แตกต่างกันจากการรับแสงแดดในเวลาที่เท่ากัน โดย… แสงแดดตอนเช้า ในช่วงเวลา  06.00 – 08.00 น. และ แสงแดดช่วงเย็น หลัง 16.00 น. (เลี่ยงอยู่กลางแดดช่วง 10.00-14.00 น.) คนที่มีผิวสีอ่อนควรได้รับแดดเพียงวันละ 20 นาที (อย่านานเกินกว่านี้ เพราะจะทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง) คนที่ผิวสีเข้มกว่าอาจต้องใช้เวลารับแดดนานขึ้น 6 เท่าเพื่อผลิตวิตามินดีในปริมาณเท่ากัน (ผิวที่เข้มกว่าจะมีเกราะป้องกันปัญหาผิวไหม้ได้ดีกว่าด้วย) เมื่อผิวหนังได้รับแสงแดดจัดนานๆรังสี UV จะเข้าทำลาย DNA (genotoxic) จนอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ เพราะในแสงแดดจะมีสารกระตุ้นมะเร็งอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อได้รับแสงแดดจัดๆ โดยตรงเป็นเวลานาน ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งผิวหนังมากขึ้น สำหรับวิธีง่ายๆ ที่จะบอกได้ว่าแสงแดดแรงเกินไปหรือไม่นั้น ทำได้โดยวัดจากเงาของคุณ หากเงาสั้นกว่าตัวคุณ หมายความว่ามีรังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสียูวีสูงมากในวันนั้น และคุณจำเป็นต้องปกป้องผิวหนังจากแสงแดดที่จะแผดเผา เพราะหากได้รับรังสียูวีมากหรือนานเกินไปก็จะเพิ่มความเสี่ยงให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้นั่นเอง…