พลิกประวัติศาสตร์! ร่างลาวาคนกอดกันแห่งปอมเปอี แท้จริงแล้ว เป็นชายทั้งคู่ – ค.ศ.79

ที่จริงแล้วก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด หากชายจะรักกับชาย ในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าย้อนไปในปี คศ.79 หรือประมาณสองพันปีที่แล้ว ก็ค่อนข้างเป็นเรื่องที่แปลกพอสมควร (แต่ความจริงแล้ว การที่ชายร่วมรักกับชายมีมาตั้งแค่สมัยกรีกโรมันโบราณ หรืออาจจะสมัยเดียวกับปอมเปอีนี่ แล้วหล่ะครับ เป็นการพิสูจน์ความเป็นชายด้วยการที่ให้ทหารทำออรัลเซ็กส์ให้กับชายร่างกำยำ ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จก็ถือว่าสอบตก)     ร่างที่เพื่อนๆเห็นกันอยู่นี้มีชื่อว่า Two Maidens ซึ่งแปลว่า สองหญิงสาว เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2017 แมสซิโม โอซานนา หัวหน้าประจำแหล่งโบราณคดีปอมเปอี ประเทศอิตาลี ออกมาบอกกับสื่่อว่า แท้จริงแล้วร่างที่ถูกลาวาหล่อแข็งเอาไว้นั้น เป็นผู้ชายทั้งคู่ และไม่แน่ว่าทั้งสองอาจจะเป็นคนรักกันอีกด้วย การค้นพบนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการตรวจสอบโดยทำการถ่ายภาพรังสี (CAT scans) ร่วมกับการตรวจดีเอ็นเอ จึงพบว่า เจ้าของร่างทั้งสองเป็นชายหนุ่มในวัย 18 และ 20 ปี ภูเขาไฟวิสซุเวียสเกิดระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.79 (1,939 ปีที่แล้ว) จึงทำให้เมืองปอมเปอีที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ได้รับผลกระทบทั้งจากก๊าซพิษ เถ้าถ่านจากการระเบิดที่โปรยลงมาต่อเนื่อง อีกทั้งโคลนลาวาร้อน ๆ ที่ไหลเข้าท่วมในเมือง คร่าชีวิตผู้คนร่วม…

หญิงสเปน ป่วยซับซ้อน ต้องใช้ชีวิตในห้องกระจก-ห้ามสัมผัสตัว แค่กอดอาจถึงตาย!

Juana Munoz (ฮูอานา มูโนซ) หญิงชาวสเปน วัย 53 ปี เธอป่วยเป็นโรคประหลาด ที่ทำให้ไม่สามารถออกไปไหนได้ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องกระจกแคบๆ ขนาด 25 เมตร ไม่สามารถออกไปเดินเล่นในหน้าร้อนได้ ไม่สามารถออกไปปั้นตุ๊กตาหิมะในหน้าหนาวได้ เพราะเธอป่วยเป็นโรคร้าย 4 ชนิด ที่ต้องดูแลรักษาอย่างเคร่งครัดมาก ทุกอย่างรอบตัว ที่ใครต่อใครสัมผัสได้เป็นปกติ อาจเป็นสิ่งที่อันตรายถึงชีวิตสำหรับเธอ เธอต้องทนอยู่แบบนี้มาเป็นเวลานานกว่า 13 ปีแล้ว     โดยฮูอานามีอาการของโรคร้ายที่อันตรายถึงชีวิต 4 โรค ได้แก่ – MCS (ภาวะภูมิไวต่อสารเคมีหลายชนิด) – Fibromyalgia (ภาวะอาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็น และเนื้อเยื่ออ่อน) – CFS (ภาวะอาการล้าเรื้อรัง) – Electrosensitivity (โรคภูมิแพ้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า)     ซึ่งใครก็ตามที่จะเข้ามาหาเธอ ต้องชำระร่างกายด้วยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารเคมี และต้องสวมเสื้อผ้าจากเส้นใยออร์แกนิกเท่านั้น ก่อนหน้าที่อาการป่วยของเธอจะกำเริบอย่างรุนแรง เธอมีชีวิตที่ปกติดี มีลูก 2…

ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

เมื่อวันที่ 3 เมษยน 61 ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ได้เผยถึงโปรเจคในความพยายามที่จะไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์อายุ 1,000 ปีของแพทย์ชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ในยุคจักรวรรดิโรมันที่รู้จักกันในชื่อ เกเลน แห่ง เพอร์กามอน ชายที่ถูกยกย่องให้เป็น บิดาแห่งเภสัชกรรม (เป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาบาดแผลและผ่าตัดและยังมีความสามารถในการปรุงยาหลายขนาน)     ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้รังสีเอกซ์ ตรวจสอบร่องรอยหมึกเพื่อถอดรหัสจนพบข้อความสำคัญดั้งเดิมที่ซ่อนอยู่เป็นครั้งแรก โดยข้อความที่พบนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้นำไปเปรียบเทียบกับต้นฉบับการแพทย์โบราณมากมายหลายเล่ม โดยข้อความที่ปรากฏออกมานั้นจะให้ความกระจ่างเกี่ยวกับวิธีการรักษาโรคในอดีต เพื่อนำไปบันทึกไว้ในข้อมูลประวัติศาสตร์ ของโรคบางโรคที่ขาดหายไปหรือไม่ได้รับการจดบันทึกอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันมิให้โรคเหล่านั้นเกิดขึ้นในปัจจุบันได้อีก (Galen of Pergamon) – เกเลน เป็นแพทย์ของจักรพรรดิโรมันและแพทย์ผู้รักษาเหล่านักสู้กลาดิเอเตอร์ ตำราของเกเลนถือว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อวิทยาการและการแพทย์ฝั่งตะวันตก โดยคัมภีร์เภสัชกรรมชิ้นเลื่องชื่อของเขาคือ “Mixted and Powers of Simple Drugs”     เกเลน เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์แรกๆ ที่กล้าผ่าตัดในบริเวณที่ไม่มีใครกล้าทำ เช่น การผ่าตัดสมองหรือดวงตา ซึ่งแม้กระทั่งหลังจากยุคกาเลนเป็นเวลากว่าสองพันปีก็ไม่มีใครกล้าทำเช่นเขา ในการผ่าตัดต้อกระจก กาเลนได้ใส่เครื่องมือลักษณะคล้ายเข็มเข้าไปในหลังเลนส์ตา แล้วจึงดึงเครื่องมือไปทางด้านหลังเล็กน้อยเพื่อเอาต้อกระจกออก การดึงเครื่องมือไถลไปแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ตาบอดถาวรได้ โดยบันทึกที่เพื่อนๆเห็นอยู่นี้ คือ 1 ในบันทึกจำนวนมาก (ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด…

นี่มัน Static Shock ชัดๆ! เด็กอินเดียสุดเจ๋ง ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ แค่แตะหลอดไฟก็สว่าง

ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในสมัยที่ผมยังนั่งดูการ์ตูนไม่ยอมทำอะไร ยอมรับเลยว่าตอนนั้นติดการ์ตูนช่อง Cartoon Network มาก ซึ่งรายการโปรดของผมก็จะมี Samurai Jack , teen titans และ Static Shock ซุปเปอร์ฮีโร่วัยรุ่นที่มีสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ บอกตามตรงว่าตอนนั้นมองว่ามันเป็นอะไรที่เท่มากๆ เท่กว่าโรบินใน Teen Titans สะอีก     เมื่อวันที่ 2 เม.ย. เด็กชายอินเดียคนหนึ่งพบว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษชวนทึ่ง เมื่อพ่อของเขาซึ่งเป็นช่างไฟฟ้า นำหลอดไฟฟ้าหลอดหนึ่งกลับมาบ้านด้วย แล้วปรากฏว่าเพียงแค่เขาแตะสัมผัสกับหลอดไฟฟ้านั้น มันก็ส่องแสงสว่างจ้าขึ้นมาได้เอง เด็กชายคนดังกล่าวชื่อว่า Abu Thahir ชาวอินเดีย จากข้อมูลบอกว่า ไม่ว่าเขาจะใช้มือ เท้า หรือศีรษะ หลอดไฟนั้นก็ส่องแสงสว่างขึ้นมาได้เอง     Nizar พ่อของเด็กชายเผยว่า – เขาพบลูกชายมีความสามารถพิเศษนี้ครั้งแรกหลังจากได้ซื้อหลอดไฟฟ้าหลอดหนึ่ง กลับมาบ้าน แล้วให้ลูกชายนำไปวางไว้บนชั้นเก็บของ แต่ระหว่างนั้นลูกชายเขาเกิดไปแตะสัมผัสกับหลอดไฟฟ้านั้น และมันเกิดส่องแสงสว่างขึ้นมา ตอนแรกเขาคิดว่าลูกชายเล่นพิเรนทร์ แต่ต่อมาก็ต้องตกใจเพราะร่างกายส่วนอื่นๆ ของลูกชายต่างก็สามารถทำให้หลอดไฟฟ้านั้นส่องแสงสว่างได้…

นักวิทย์ฯกำลังจะชุบชีวิต แมมมอธ คืนชีพอีกครั้ง! โดยใช้เซลล์เก่าแก่กว่า 4 หมื่นปี

ศาสตราจารย์ จอร์จ เชิร์ช (George Church) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้นำโครงการประกาศว่าจะคืนชีพแมมมอธได้ภายในเวลาเพียง 2 ปี (ศาสตราจารย์แกประกาศไว้เมื่อปี 2017 แต่ตอนนี้ 2018 นั่นเท่ากับว่าเหลือเวลาอีกเพียงแค่ 1 ปี สำหรับบทความนี้เราจะมาอัพเดตถึงความเป็นไปได้ว่าโปรเจคนี้จะทำสำเร็จได้จริงหรือไม่กันครับ     จากการตรวจสอบรายละเอียดของโครงการคืนชีพแมมมอธภายใน 2 ปีข้างหน้านี้พบว่า ไม่ได้ปราศจากความเป็นไปได้เสียทีเดียว เพียงแต่อาจต้องใช้เวลามากกว่านั้นอีกเล็กน้อย และผลที่ได้จะไม่ใช่ช้างแมมมอธขนยาวตัวเป็นๆ วิ่งโลดแล่นในทุ่งหญ้าของไซบีเรียอย่างที่หลายคนจินตนาการไว้ แต่อาจเป็นเซลล์ตัวอ่อนของ “ลูกครึ่งแมมมอธ” ขั้นตอนในการชุบชีวิตแมมมอธ โดยการใช้เทคโนโลยีตัดแต่งยีน – “CRISPR” (เอา DNA ของแมมมอธ กับ ช้างปัจจุบัน ตัดแต่งยีนเข้าด้วยกัน) ขั้นแรกต้องสร้างเซลล์ของแมมมอธเซลล์แรกขึ้นมาให้ได้ก่อน -> แล้วจึงกระตุ้นให้กลายเป็นตัวอ่อน -> เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจนกลายเป็นแมมมอธทั้งตัว จากวิธีข้างต้นนี้จึงทำให้แลปในสเปนสามารถคืนชีพให้กับ แพะภูเขา Pyrenean ibex ได้สำเร็จเมื่อปี 2003 แม้มันจะมีชีวิตอยู่หลังลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีของมนุษย์ปัจจุบันถือว่าก้าวกระโดดกว่าสิบกว่าปีก่อนเป็นอย่างมาก จึงทำให้การชุบชีวิตแมมมอธน่าจะสำเร็จได้จริงๆ ศาสตราจารย์เชิร์ชและคณะสามารถนำยีนของแมมมอธขนยาวใส่เข้าไปในพันธุกรรมของช้างเอเชีย ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดกับแมมมอธที่สุด ซึ่งทำให้ลูกช้างที่จะเกิดมาจากการคืนชีพช้างแมมมอธขนยาวในครั้งนี้…

หมีน้ำ – สิ่งมีชีวิตสุดท้ายที่จะรอด หากวันสิ้นโลกมาถึง (ไปอยู่ต่อบนอวกาศ)

“หมีน้ำ” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “ทาร์ดิเกรด” (Tardigrades) สัตว์ขนาดเล็กจิ๋วผู้โด่งดังจากการปรับตัวให้อาศัยอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมทุกชนิด ตัวของมันไม่มีกระดูกสันหลัง ประกอบด้วยขา 8 ขา ลำตัวแบ่งเป็น 4 ปล้อง (ไม่นับส่วนหัว) จ้าหมีน้ำตัวเล็กมาก ถ้ามองด้วยตาเปล่า เราอาจจะเห็นมันเป็นแค่จุดเล็กๆ การมองเจ้าหมีน้ำต้องใช้อุปกรณ์ช่วยครับ นั่นคือกล้องจุลทรรศน์ ลองใช้กำลังขยายสัก 40 เท่า (กล้องจุลทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน) ที่จริงแล้วหมีน้ำมีหลายชนิดนะครับ บางชนิดก็อ้วนกลมเหมือนหมี บางชนิดก็ตัวผอมยาวเหมือนหนอน หมีน้ำมีสีสันสวยงาม บางตัวสีแดง ขาว ส้ม เหลือง เขียว ม่วง ดำ และโปร่งใส ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบหมีน้ำประมาณ 700-800 ชนิด แต่คาดว่ามีจริงๆ กว่า 10,000 ชนิด     หมีน้ำเป็นสัตว์ขนาดเล็กจิ๋วพกพาสะดวก ตัวเต็มวัยที่ใหญ่ที่สุดมีขนาด 1.5 มม. ส่วนที่ตัวเล็กๆ ก็มีขนาดประมาณ 0.1 มม หมีน้ำอาศัยอยู่ทุกทวีป มีชีวิตได้ทั้งบนบก ในน้ำจืด ในน้ำทะเลเค็มปี๋…

ทฤษฎีน่าสนใจ…จริงหรือไม่? ที่มนุษย์นีแอนเดอร์ธัล สูญพันธุ์เพราะโรคจากมนุษย์สมัยใหม่

นีแอนเดอร์ทาล (Homo neanderthalensis) คือมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล เพื่อนร่วมวิวัฒนาการกับเรามนุษย์โฮโมเซเปียนมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 400,000 – 40,000 ปีก่อน โดยกระจัดกระจายตามทวีปยุโรป เอเชียกลาง และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ก่อนที่พวกเขาจะสูญพันธุ์ไป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ายีนลูกผสมระหว่างมนุษย์ 2 สายพันธุ์นี้ยังคงส่งต่อมายังถึงปัจจุบัน อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในส่วนนี้ของโลก เมื่อราว 75,000 ปี (ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อราว 160 ปีที่แล้ว)     นีแอนเดอร์ทาลและมนุษย์ปัจจุบันได้พบกันครั้งแรกเมื่อราว 40,000 ปีก่อน จากหลักฐานการค้นพบล่าสุดทำให้เราได้รู้ว่า นีแอนเดอร์ทาล มีระดับสติปัญหาไม่ต่างจาก มนุษย์ยุคปัจจุบันเท่าใดนัก(Homo Sapiens) เพราะพวกนีแอนเดอร์ทัล คือมนุษย์ที่สร้างงานศิลปะพวกแรกของโลก โดยสามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะง่าย ๆ บนผนังถ้ำ และตกแต่งเปลือกหอยเพื่อเป็นเครื่องประดับได้ตั้งแต่ราว 65,000 ปีก่อน “ศิลปะคือการใช้สัญลักษณ์สื่อความหมายเชิงนามธรรม ซึ่งเดิมเราคิดว่ามีแต่มนุษย์ยุคใหม่เท่านั้นที่ทำได้ การที่นีแอนเดอร์ทัลสามารถสร้างผลงานศิลปะ แสดงว่ามนุษย์โบราณไม่ได้มีระดับสติปัญญาต่างไปจากเรามากนัก ถ้าให้เวลานีแอนเดอร์ทัลอยู่บนโลกนี้ได้นานขึ้นอีกสัก 40,000 ปี พวกเขาอาจพิชิตดวงจันทร์ได้สำเร็จก็เป็นได้” – ศาสตราจารย์อลิสแตร์ ไพก์ จากมหาวิทยาลัยเซาท์แธมป์ตัน…

นักสร.พบ “โครงกระดูกเล็ก” ยืนยันไม่ใช่เอเลี่ยน! แต่คือทารกที่กลายพันธุ์แบบหาได้ยาก

เมื่อปีค.ศ. 2003 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบโครงกระดูกปริศนา ใกล้กับโบสถ์แห่งหนึ่งในทะเลทรายอาตาคามา (Atacama Desert) ประเทศชิลี ซึ่งในตอนนั้นข่าวแพร่ขยายออกไปว่าโครงกระดูกดังกล่าวเป็นเอเลียน หรือมนุษย์ต่างดาวตัวเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ทะเลทรายมาเนิ่นนาน ในช่วงแรกของการค้นพบนักวิทยาศาสตร์ได้สันนิษฐานเอาไว้ว่า โครงกระดูกจิ๋วชิ้นนี้น่าจะเป็นโครงกระดูกของมนุษย์ในยุคโบราณ มีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี     แต่เมื่อมีการตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้งโดย นักวิจัยด้านจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด ในสหรัฐอเมริกา กลับพบว่า โครงกระดูกจิ๋วมีดีเอ็นเอแบบใหม่ที่ไม่เหมือนกับดีเอ็นเอของมนุษย์ในสมัยโบราณ และเมื่อนำโครงกระดูกจิ๋วมาเทียบกับโครงกระดูกของทารกในครรภ์ก็พบว่ามีส่วนที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเลยก็คือ โครงกระดูกจิ๋วมีขนาดเล็กกว่าทารกที่อยู่ในครรภ์แต่กลับมีศีรษะที่ยาวกว่า (มีขนาดความยาวเพียง 6 นิ้ว) และมีซี่โครงเพียง 10 ซี่ ซึ่งโดยปกติทารกในครรภ์จะมีซี่โครง 12 ซี่     ทีมวิจัยเผยว่าซากโครงกระดูกขนาดเท่ากำมือนี้ จริงๆ แล้วคือมัมมี่ทารกแรกเกิดเพศหญิง ที่มีการกลายพันธุ์ของยีนแบบหาได้ยากโดยเชื่อมโยงถึงลักษณะแคระแกร็น หรือพิการ รวมทั้งยังแก่ก่อนวัย ทำให้มีโครงสร้างเหมือนคนอายุ 6-8 ขวบ นักวิจัยเชื่อว่าทารกอาจคลอดก่อนกำหนดและมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก ซึ่งการวิเคราะห์ดีเอ็นเอที่ได้จากไขกระดูกทำให้ระบุได้ว่าทารกหญิงเป็นชาวอเมริกาใต้เชื้อสายกลุ่มแอนดีน (Andean) ที่อาศัยอยู่ในแถบกลุ่มเกาะชีโลเอนอกชายฝั่งของชิลี     โครงกระดูกนี้ถูกเรียกว่า “Ata (อาตา)” จากการวิจัยยังพบอีกว่า…

รู้หรือไม่?! โลกร้อนทำให้โลกหมุนเซสวนทาง – อีก 250 ปี มนุษย์จะสูญพันธุ์ เพราะ CO2

สำหรับบทความนี้อาจจะไม่เป็นที่น่าสนใจเท่ากับเรื่องของ ปรากฏการณ์หวย ปรากฏการณ์ฟ้องเด็กม.5 หรือปรากฏการณ์ไม่ยอมเลือกตั้งสักที แต่ถึงอย่างไรผมก็จะยังคงนำเสนอต่อไป เพราะปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนนี้ มีโอกาสอย่างมากที่จะ Set Zero เผ่าพันธุ์มนุษย์ให้เหลือ ศูนย์ ในอนาคตอีกไม่นานเกินรออย่างแน่นอน   โลกร้อนทำให้โลกหมุนเซสวนทาง เพื่อนๆรู้หรือไม่ครับว่า หากโลกไม่หมุนทวนเข็มนาฬิกาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ตอบ: ฟ้าถล่มดินทลาย ซึนามิความสูงเป็นกิโลเมตร แผ่นดินไหวเกิน 10 ริกเตอร์ แผ่นดินยกสูง กระแสลมเปลี่ยนทิศ กระแสน้ำอุ่นน้ำเย็น เรียกได้ว่าอะไรที่มีอยู่ในหนังวันสิ้นโลก ยกมาได้หมดเลยครับ ซึ่งอาจจะเว่อร์ไปหน่อย เพราะหากจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริงๆ โลกจะต้องหยุดหมุนแบบฉับพลัน แต่ผลการวิจัยล่าสุดพบว่า มันค่อยๆเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ผมอยากให้ทุกคนตั้งใจอ่าน อาจจะงงนิดๆ แต่ถ้าอ่านดีๆจะเข้าใจได้ง่ายมากๆครับ นักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่า การละลายของน้ำแข็งที่ขั้วโลก ทำให้การกระจายตัวของมวลน้ำเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้แกนหมุนของโลก เมื่อเทียบกับระนาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์เซไปในทางตรงกันข้ามจากเดิม โดยก่อนหน้านี้ขั้วเหนือของโลกเคลื่อนเข้าหาแคนาดาด้วยความเร็ว 10 เซนติเมตร/ปี แต่หลังจากปี 2000 นักวิทยาศาสตร์ก็สังเกตเห็นว่าการเลื่อนของแกนหมุนของโลกเปลี่ยนทิศทางอย่างแปลกประหลาด ล่าสุด คณะนักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการ JPL (Jet Propulsion Laboratory) ของนาซายืนยันแล้วว่าการเลื่อนของแกนหมุนของโลกเปลี่ยนทิศไปในทางตรงกันข้ามจริง โดยมันเฉเลื่อนไปในทางตะวันออกด้วยความเร็ว 17…

ไม่สงสัยทำไมถึงอยู่มาได้ 90 ล้านปี – “จระเข้อเมริกา” โชว์วิธีเอาตัวรอดกลางพายุน้ำแข็ง

  สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียกำลััง ให้ความสนใจภาพความอยู่รอดของจระเข้กลุ่มหนึ่ง ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ภาพดังกล่าวถูกถ่ายเอาไว้โดยเจ้าหน้าที่เขตพันธุ์ป่าลุ่มแม่น้ำแชลล็อต รัฐนอร์ท แคโรไลนา ภาพที่เห็นคือส่วนของปากจระเข้ 3-4 ตัว พากันชูส่วนจมูกขึ้นมาอยู่เหนือผิวน้ำ โดยที่แม่น้ำบริเวณดังกล่าวเย็นยะเยือกกลายเป็นน้ำแข็งเกือบทั้งหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นการเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพอากาศของสัตว์เลือดเย็น จระเข้ตัวดังกล่าวไม่ได้เสียชีวิตจากความหนาวเย็น แต่มันอยู่ในภาวะจำศีลชั่วคราว เพื่อเอาตัวรอดในช่วงเวลาวิกฤตของสภาพอากาศ     เจ้าหน้าที่เขตพันธุ์ป่าฯ ยังได้เฝ้าติดตามดูความเคลื่อนไหวของจระเข้ตัวดังกล่าวทุกๆ วัน จระเข้ชูจมูกขึ้นมาเหนือผิวน้ำเช่นนั้นอยู่ๆ ราว 2-3 วัน โดยที่ส่วนของลำตัวยังอยู่ใต้ผืนน้ำ ส่วนหนึ่งที่พวกมันทำเช่นนั้นก็เพราะเรื่องการช่วยหายใจนั้นเอง   ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผานมา สถานการณ์ภัยหนาวยะเยือกจากอิทธิพลของพายุหิมะรุนแรง หรือ บอมบ์ ไซโคลน ที่พัดถล่มทางชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ขณะนี้ความหนาวเย็นเริ่มคลี่คลายลงแล้ว หลังจากที่สภาพอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นจากสัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่เขตพันธุ์ป่าฯ ได้โพสต์อัพเดทอีกครั้ง หลังจากที่สภาพาอากาศเริ่มอุ่นขึ้นและน้ำแข็งบนผิวน้ำเริ่มละลายลงแล้ว ปรากฏว่าเจ้าจระเข้กลุ่มนี้ได้พ้นจากสภาพจำศีลและว่ายน้ำจากไปหมดแล้ว     จระเข้ยุคปัจจุบันหรือเรียกตามภาษานักวิชาการว่าจระเข้ยุคใหม่นั้น โผล่หน้าขึ้นมาบนโลกเมื่อราว 90 ล้านปีก่อน จระเข้ จัดเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์เลื้อยคลานทั้งหมด มีความสามารถในการปรับสภาพร่างกายในการอยู่รอดจากภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มาแล้วหลายครั้ง พวกมันคงลักษณะโบราณทางด้านกายวิภาคเกือบทั้งหมดของร่างกาย ตั้งแต่ปลายจมูกจรดปลายหาง ไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้แตกต่างไปจากบรรพบุรุษในยุคโบราณ…