จีนโคลนนิ่ง “สุดยอดสุนัขตำรวจ” ขึ้นมาปฏิบัติงานแทนที่ ตัวที่ตายไปแล้ว

เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องสูญเสียสุนัขตำรวจไป ไม่ว่าจะเสียชีวิตในหน้าที่หรือในกรณีอื่น เพราะพวกเขาจะต้องฝึกสุนัขตัวใหม่อย่างหนักเพื่อให้มันมีความสามารถเทียบเคียงกับตัวที่เสียไปจนสามารถทำหน้าที่ทดแทนกันได้ แต่ดูเหมือนว่าปัญหาลักษณะนี้อาจไม่มีทางเกิดขึ้นกับประเทศจีนอีกแล้วครับ     เพราะล่าสุด เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2019 นักวิทยาศาสตร์จากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ได้เปิดตัวโครงการ “โคลนนิ่งสุนัขตำรวจ” ที่มีทักษะเฉพาะและได้รับการอธิบายไว้ว่าเป็น “เชอร์ล็อก โฮมส์ ของสุนัขตำรวจ” (น่าจะหมายถึงสุนัขที่สามารถตามหาหลักฐานได้อย่างดีเยี่ยม) โดยมีเป้าหมายผลิตสุดยอดสุนัขออกมาเป็นจำนวนมาก บริษัท Sinogene Biotechnology Company ในปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยเกษตรยูนนาน ประกาศว่าพวกเขาสามารถโคลนสุนัขตำรวจออกมาได้สำเร็จ ซึ่งมีชื่อว่า “Kunxun” และปัจจุบันมีอายุ 3 เดือนแล้ว นี่ถือเป็นก้าวแรกก้าวสำคัญของแผนการผลิตสุนัขตำรวจที่มีลักษณะคล้ายกันออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลให้เวลาการฝึกสอนมีจำนวนลดลง และที่สำคัญโครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนอีกด้วย     โดยปกติแล้วการฝึกสุนัขมักจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี แต่ Kunxun ใช้เวลาที่สั้นกว่า เพราะมันจะถูกฝึกให้ตรวจหายาเสพติด ควบคุมฝูงชน และหาหลักฐาน จนมันมีอายุราว ๆ 10 เดือน มันก็จะถูกแต่งตั้งให้เป็นสุนัขตำรวจอย่างเป็นทางการ ซึ่งสื่อจีนอ้างว่าสุนัขตำรวจมักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง เนื่องจากไม่มีการรับประกันว่าสุนัขที่ถูกฝึกจะทำงานได้อย่างที่หวัง ฉะนั้นแนวคิดของการโคลนนิ่งแบบนี้อาจทำให้ความเสี่ยงนี้ลดลงได้บ้างไม่มากก็น้อย…

นักวิทย์ปลุกเซลล์ของ ช้างแมมมอธอายุ 28,000 ปี ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งได้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2019 เว็บไซต์ของวารสาร Scientific Reports ได้รายงานถึงความสำเร็จของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นที่สามารถปลุกเซลล์ของช้างแมมมอธที่ตายไปแล้วเมื่อ 28,000 ปี ให้กลับมาทำงานได้อีกครั้งภายในเซลไข่ของหนู     ทีมวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้นำโดย คาซูโอะ ยามากาตะ นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยคินได ประเทศญี่ปุ่น ที่ได้สกัดเซลล์ออกจากซากของ “ยูกะ” ช้างแมมมอธตัวเมียที่ถูกค้นพบในปี 2012 บนชายฝั่งของช่องแคบ Dmitry Laptev ในรัสเซียตะวันออกไกล เนื่องจาก ยูกะ ถูกพบในสภาพแช่แข็ง จึงทำให้ผิวหนัง ขน สมอง และเนื้อเยื่ออ่อนที่ตายแล้วไม่เสียหายและค่อนข้างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ทีมของ ยามากาตะ จึงสามารถดึงโครงสร้างที่เหมือนนิวเครียสออกจากกล้ามเนื้อที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีได้ จากนั้นพวกเขาก็นำเซลล์ที่ได้ฝังเข้าไปในเซลล์ไข่ของหนู ซึ่งเป็นเซลล์รังไข่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของตัวอ่อน เมื่อเซลล์นิวเคลียสถูกบ่ม เซลล์ก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งและตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการแบ่งเซลล์ และถึงแม้ว่านี่จะเป็นสิ่งมีชีวิตน้อยนิดที่มีขนาดระดับเซลล์แต่มันก็เป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้มวลมนุษย์เข้าใกล้ความจริงในการคืนชีพสัตว์ที่เคยสูญพันธุ์ไปแล้วเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งขั้น “ผมค่อนข้างมีความสุขกับผลการทดลองของเราล่าสุด ราวกับว่ายูกะกำลังรอให้ผมได้ค้นหาเธอให้พบอีกครั้ง” – อากิระ อิริทานิ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นวัย 90 ปี หนึ่งในทีมงาน กล่าว     ถึงแม้ความสำเร็จในครั้งนี้จะแสดงให้เห็นว่านักวิทยาศาสตร์สามารถกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมชีวสารในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่ตายไปนานแล้วได้ แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะสามารถฟื้นคืนชีพสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว…

นาซ่าพบ “อุกกาบาต” ระเบิดเหนือน่านฟ้ารัสเซีย อานุภาพแรงกว่าปรมาณู 10 เท่า

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2019 ศูนย์วิจัยขับเคลื่อนแรงดัน (JPL) ที่ทำงานขึ้นตรงกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซ่า (NASA) ได้เผยถึงเรื่องน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับ “อุกกาบาตลูกใหญ่” ที่ตกลงสู่ชั้นบรรยากาศโลก ในช่วงเดือน ธันวาคม 2018 โดยพวกเขาตรวจพบการระเบิดอย่างรุนแรงในชั้นบรรยากาศเหนือประเทศรัสเซีย     จากข้อมูล ระบุว่า อุกกาบาตลูกนี้พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็ว 32 กิโลเมตร/วินาที ก่อนจะระเบิดในชั้นบรรยากาศเหนือทะเลแบริงของรัสเซีย และปลดปล่อยพลังงานออกมาถึง 173 กิโลตัน ซึ่งมากกว่าแรงระเบิดปรมาณู “LittleBoy” ที่อเมริกาใช้โจมตีฮิโรชิมาของประเทศญี่ปุ่นถึง 10 เท่า เพราะลิตเติลบอยปล่อยพลังออกมาราว 15 กิโลตันเท่านั้น โดยหน่วยงานที่พบเห็นการระเบิดของอุกกาบาตลูกนี้หน่วยงานแรกคือ ดาวเทียมฮิมาวาริของญี่ปุ่น เมื่อตรวจพบพวกเขาจึงแจ้งเรื่องต่อองค์การนาซ่าทันที “อุกกาบาตลูกใหญ่ขนาดนี้จะมาเพียง 2-3 ลูกในทุก 100 ปี เท่านั้น” – ดร. ลินด์เลย์ จอห์นสัน เจ้าหน้าที่แผกปกป้องโลกของนาซ่า กล่าว     แต่นี่ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่เคยมีอุกกาบาตตกมาเหนือน่านฟ้าของประเทศรัสเซีย เพราะก่อนหน้านี้เมื่อปี…

งานวิจัยเผย มลพิษในอากาศส่งผลให้เรา “ฉลาดน้อยลง” อย่างมีนัยสำคัญ

งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ทำขึ้นในประเทศจีน (ศูนย์กลางปัญหามลพิษทางอากาศของโลก) โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยเยล พวกเขาได้ทำการประเมินทักษะด้านคณิตศาสตร์และทักษะด้านการพูดของอาสาสมัคร จำนวน 20,000 คน เป็นระยะเวลา 4 ปี จนพบข้อเท็จจริงสำคัญที่บ่งชี้ว่ามลพิษในอากาศสามารถสร้างความเสียหายต่อประสิทธิภาพด้านการคิดและสติปัญญาของมนุษย์และสัตว์ได้อย่างรุนแรง     จากผลการศึกษาพบว่าอนุภาคระดับ “นาโน” ในอากาศที่นักวิจัยตรวจพบ เกิดขึ้นจากบรรดาควันรถยนต์บนท้องถนนเป็นส่วนใหญ่ เช่น PM 2.5 (เล็กกว่าเส้นผม 30 เท่า), คาร์บอนมอนอกไซด์, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์, ไนโตรเจนไดออกไซด์ รวมทั้งยังพบว่ามีโลหะหนักปนอยู่ด้วย โดยผู้ที่ได้สูดดมฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้เข้าไป นอกจากจะซึมผ่นรเข้าสู่กระแสเลือดได้แล้ว ยังเดินทางโดยตรงเข้าสู่สมองได้อีกด้วย โดยจะทำให้เกิดกระบวนการอักเสบในสมอง มีการหลั่งสารอักเสบชนิดต่าง ๆ ทำให้เซลล์สมองได้รับบาดเจ็บ เกิดการก่อตัวของก้อนโปรตีนที่ผิดปกติในสมอง (ลักษณะคล้ายกับคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์หรือโรคพาร์กินสัน) รวมทั้งยังทำให้สมองส่วนเนื้อขาว (เรียนรู้ สื่อสาร ถ่ายทอด) มีการฝ่อเหี่ยวมากกว่าคนปกติอีกด้วย แต่อาการเหล่านี้จะไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลันด้วยเหตุนี้จึงทำให้มันน่ากลัว   เด็ก รู้หรือไม่ว่า ? เด็กที่อยู่ในครรภ์ของมารดาจะได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ใหญ่มากกว่าหลายเท่าตัว เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กจะเข้าไปทำลายเซลล์สมองของทารกแม้ว่าจะอยู่ในครรภ์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางสติปัญญา ทำให้เมื่อเด็กเกิดมา อาจมีปัญหาเรื่องระดับการเรียนรู้ และการพัฒนาอวัยวะภายในร่างกาย เพราะการพัฒนาสมองในช่วง 1,000…

จีนสร้าง “ซูเปอร์หนู” ที่สามารถมองเห็นแสงอินฟราเรดได้ ด้วยการฉีดอนุภาคนาโน

  มีเวลาน้อยอยากอ่านสั้น ๆ ฉีดเข็มเดียวมองเห็นในที่มืดได้นานกว่า 10 สัปดาห์ ทำการทดลองเพราะต้องการหาทางรักษาผู้ป่วยที่มีอาการตาบอดสี   การที่มนุษย์จะสามารถมองเห็นแสงอินฟราเรดได้ เราจำเป็นจะต้องพึ่งพาอุปกรณ์อย่าง แว่นตามองกลางคืน (Night Vision) แต่เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2019 มีรายงานว่านักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างหนูที่มองเห็นแสงอินฟราเรดได้สำเร็จ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการฉีดอนุภาคนาโนที่ทำให้สัตว์มองเห็นแสงอินฟราเรดได้นานถึง 10 สัปดาห์ จากการปฏิบัติการเพียงครั้งเดียว ซึ่งการทดลองนี้ทำให้หนูสามารถแสงอินฟราเรดได้อย่างแม่นยำเพียงพอที่ทำให้พวกมันสามารถแยกความแตกต่างระหว่างรูปร่างต่าง ๆ ได้ ในขณะที่ยังสามารถมองเห็นสเปกตรัมที่มองเห็นได้ตามปกติอีกด้วย     ทีมที่ทำการทดลองนี้เป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่นำโดย Xue และ Jin Bao จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน และ Gang Han จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ เป้าหมายของพวกเขาคือการพัฒนา เทคโนโลยีนาโนที่ทำงานกับโครงสร้างของดวงตาได้อย่างสอดคล้องกัน “เมื่อแสงเข้าไปที่ตาและกระทบกับเรตินา เซลล์รูปแท่ง และเซลล์รูปกรวย หรือเซลล์รับแสง มันจะรับโฟตอนจากความยาวคลื่นแสงที่สามารถมองเห็นได้ และส่งสัญญาณไฟฟ้าที่ตรงกันไปยังสมอง แต่เนื่องจากความยาวของคลื่นอินฟราเรดยาวเกินกว่าที่เซลล์รับแสงจะรับได้ เราจึงไม่สามารถมองเห็นมันได้” Han อธิบายว่าทำไมมนุษย์เราจึงไม่สามารถมองเห็นแสงอินฟราเรดได้     เพื่อให้ตัวรับแสงสามารถเอาชนะข้อจำกัดของมันได้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จึงสร้างอนุภาคนาโนที่มีตัวรับและและตัวแปลงแสงอินฟราเรดให้เป็นสัญญาณแสงที่มองเห็นได้…

อุทยานแก้ปัญหากวางล้น ด้วยการส่งหมาป่ากระโดดร่มลงพื้นที่ ให้จัดการตามวิถีธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2019 ทีมงานชาวแคนาดาได้ปฏิบัติภารกิจส่งหมาป่าจำนวน 4 ตัว กระโดดร่มลงยังพื้นที่อุทยานแห่งชาติเกาะไอร์รอยัล ณ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เพื่อฟื้นฟูห่วงโซ่อาหารเนื่องจากการมีจำนวนกวางมูสมากเกินไป ทำให้พวกมันบุกรุกพื้นที่ของสัตว์อื่น ๆ จนทำให้อาหารและพืชพรรณส่วนมากถูกทำลายจนเสียระบบนิเวศ     วิธีการขนส่ง – หลังจากที่ทำการคัดเลือกและจับหมาป่าที่ต้องการได้สำเร็จ ทางทีมงานได้ทำการตรวจสุขภาพและติดตั้งปลอกคอ GPS จากนั้นจึงทำการส่งพวกมันโดยใช้วิธี Airdrop เนื่องจากไม่ต้องการให้สัตว์ป่าแตกตื่นและเป็นวิธีการขนส่งที่รวดเร็วที่สุด โดยภารกิจหลักของพวกมันไม่ได้มีเพียงการ “ออกล่า” เท่านั้น แต่ยังต้องทำการผสมพันธุ์เพื่อขยายเผ่าพันธุ์หมาป่าภายในอุทยานแห่งนี้อีกด้วย เนื่องจากการสำรวจล่าสุดเมื่อปี 2018 พบว่า จำนวนหมาป่าที่ยังมีชีวิตอยู่ในอุทยานเหลือเพียง 4 ตัว จากทั้งหมด 24 ตัว เมื่อเทียบกับ 60 ปีที่แล้ว ซึ่งแตกต่างกับจำนวนกวางมูสที่เพิ่มขึ้นจาก 975 ตัว เมื่อปี 2013 กลายเป็น 1,500 ตัว ในปี 2018 ด้วยตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุให้อุทยานตัดสินใจใช้วิธีธรรมชาติ เนื่องจากอุทยานเป็นพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าสงวนจึงไม่เหมาะสมหากจะปล่อยให้มีการล่าสัตว์เกิดขึ้นในพื้นที่    …

โรคกวางซอมบี้ (CWD) มีอยู่จริง ! และตอนนี้กำลังระบาดหนักในสหรัฐและแคนาดา

เมื่อช่วงกลางเดือน มกราคม 2019 ที่ผ่านมา ได้เกิดข่าวใหญ่ที่สร้างความกังวลให้ผู้คนทั่วอเมริกา เมื่อกรมควบคุมและป้องกันโรคของ USA ได้ประกาศถึงการแพร่ระบาดของโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในสัตว์หมู่กวาง (รวมถึง กวางป่า, กวางเอลค์ และกวางมูส) โดยโรคติดต่อชนิดนี้จะทำให้กวางที่ติดเชื้อมีอาการคลุ้มคลั่งก้าวร้าวคล้ายกับ “ซอมบี้” ซึ่งปัจจุบันได้แพร่ระบาดไปแล้วกว่า 24 รัฐในอเมริกา และอีก 2 รัฐในแคนาดา มันคืออะไร ?   โรคติดต่อนี้มีชื่อว่า Zombie Deer Disease (โรคกวางซอมบี้) ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการคือ Chronic Wasting Disease (CWD) เมื่อกวางติดเชื้อนี้พวกมันจะมีอาการ มึนงง ร่างกายสูบผอม ก้าวร้าว มีแผลผุผองขึ้นตามตัว บางตัวก็มีก้อนเนื้อเน่าผุดออกมาตามใบหน้า และก่อนจะตายพวกมันจะมีอาการคลุ้มคลั่งซึ่งผิดปกติอย่างมากสำหรับสัตว์รักสงบเช่นกวาง CWD เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มของโรคสมองฟ่ามติดต่อ (โรควัวบ้า) โดยจะทำให้เกิดภาวะโปรตีนในสมองผิดปกติ ซึ่งส่งผลอย่างรุนแรงต่อการผลิตโปรตีนตัวอื่น ๆ จากที่เคยทำงานเป็นปกติ ระบบก็จะรวนหมด ส่งผลให้กวางที่ติดเชื้อ ภายในสมองจะมีรูพรุน ระบบประสาทถูกทำลาย ร่างกายพัง ไขสันหลังเสียหาย จนสุดท้ายก็ต้องตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   ติดต่อสู่คนได้หรือไม่…

แบบแผนสมองของผู้ที่คิดฆ่าตัวตาย

เมื่อเดือนตุลาคม 2017 เว็บไซต์ TechnologyNetworks ได้รายงานการค้นพบสำคัญของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน สหรัฐอเมริกา เมื่อทีมนักวิจัยได้พัฒนานวัตกรรมและวิธีการที่จะช่วยให้แพทย์สามารถระบุบุคคลที่คิดฆ่าตัวตายแม่นยำขึ้นได้ โดยอาศัยข้อมูลที่ได้รับจากการเปลี่ยนแปลงในสมองที่แสดงออกมาต่อความคิดต่าง ๆ ที่ได้รับ เช่น เมื่อคิดถึงความตาย ความโหดร้าย และปัญหา แบบแผนในสมองจะแสดงผลแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อคิดถึงเรื่องที่สวยงาม โดยใช้ AI และ อัลกอริธึมเข้ามาช่วยเพื่อยืนยันความแม่นยำนะจ๊ะ     แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะทำการประเมินให้ถูกต้อง 100% แต่ทางทีมวิจัยก็ลงทุนลงแรงอย่างเต็มที่ (งบ 100 ล้านบาท) เนื่องจากการฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุลำดับที่สองที่ทำให้เด็กวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกาเสียชีวิต “เราได้ใช้ AI-อัลกอริทึม เข้ามาช่วยในการวิจัยครั้งนี้ด้วย เพื่อให้มันทำหน้าที่เป็น Machine-Learning คอยวิเคราะห์และประเมิณข้อมูลแบบแผนสมองที่เราป้อนเข้าไปให้มันเรียนรู้ จนสามารถให้คำตอบออกมาเป็นเปอเซ็นต์ได้ว่าบุคคลที่เป็นเจ้าของแบบแผนสมองนั้นมีแนวโน้มมากเพียงใดในการคิดจะฆ่าตัวตาย” – หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน กล่าว โดยทีมวิจัยได้ทำการทดลองกับ ผู้ร่วมทดลองทั้งหมด 17 คน ซึ่งในจำนวนนี้มี 9 คน ที่เคยพยายามฆ่าตัวตาย เมื่อถึงเวลาทดลอง ผู้เข้าร่วมทุกคนจะต้องถูกแสกนสมองด้วยเครื่องแสกนภาพ FMRI ซึ่งนักวิจัยจะคอยสังเกตและเก็บตัวอย่างแบบแผนของสมองในขณะที่พวกเขาจะคอย พูดถึงสิ่งเลวร้าย 30 คำ และสิ่งดีงาม 30…

ฝูงนกแก้วติดยา บุกทำลาย “ไร่ฝิ่น” ในอินเดียเสียหายยับ (คาบฝิ่นแล้วบินหนีไป)

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2019 สำนักข่าว IndiaToday ได้รายงานข่าวของเกษตรกรผู้เพาะปลูกฝิ่นในอินเดีย ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังจากไร่ฝิ่นของพวกเขาถูกฝูงนกแก้วที่มีอาการเสพติดบุกเข้าขโมยผลผลิต ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ซึ่งเกษตรกรในรัฐมัธยทางภาคกลางของอินเดีย มีใบอนุญาตปลูกฝิ่นอย่างถูกต้องตามกฎหมายให้แก่บริษัทด้านเวชภัณฑ์ต่าง ๆ     โดยพวกเขาเล่าว่า ที่ผ่านมานอกจากจะต้องต่อสู้กับปัญหาสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจแล้ว ยังต้องถูกฝูงนกจำนวนมากบุกทำลายพืชผลของตัวเอง ซึ่งความเสียหายแต่ละครั้งทำให้พวกเขาขาดทุนเป็นอย่างมาก และแม้ว่าการถูกบุกแต่ละครั้งพวกเขาจะทำการเปิดเครื่องเสียง จุดประทัด และพยายามไล่อย่างสุดความสามารถแต่ก็ไม่เป็นผล ฝูงนกไม่เกรงกลัวและไม่บินหนี อีกทั้งทางการท้องถิ่นก็ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น “ดอกฝิ่น 1 ดอก จะให้ยางฝิ่นราว 20-25 กรัม แต่นกแก้วฝูงนี้จะบินลงมาจิกกินผลผลิตในไร่วันละ 30-40 ครั้ง และบางครั้งยังคาบเอาผลฝิ่นไปกินต่อที่อื่นอีกด้วย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเพราะพวกมันเริ่มโจมตีเช่นนี้ตั้งแต่ปี 2015 แล้ว เชื่อเถอะว่าเราลองมาทุกวิธีเพื่อไล่พวกมันแต่ก็ไม่สำเร็จ” – เกษตรกรผู้เสียหายรายหนึ่ง ให้สัมภาษณ์กับสื่อ     ดร.อาร์เอส ชุณวัตร ผู้เชี่ยวชาญด้านฝิ่น ระบุว่า – ฝิ่นมีฤทธิ์ทำให้นกแก้วรู้สึกกระชุ่มกระชวย เมื่อพวกมันได้สัมผัสกับความรู้สึกเช่นนี้แล้ว มันก็จะตกเป็นทาสฝิ่นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์ ที่เมื่อได้เสพแล้วจะมีอาการจิตใจเลื่อนลอย ง่วง ซึม…

รัฐฯจีนอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังให้เงินทุนสนับสนุน การสร้างเด็กแฝดตัดแต่งพันธุกรรม

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2019 ทางเว็บไซต์ Statnews รายงานข่าวว่าหน่วยงานสามแห่งของรัฐบาลจีน หนึ่งในนั้นคือกระทรวงวิทยาศาสตร์ อาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังให้เงินทุนสนับสนุนการทดลองดัดแปลงพันธุกรรมสร้างทารกแฝดที่ถูกวิพากวิจารณ์อย่างรุนแรงจากวงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลกในช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมา นักวิทย์จีน สามารถสร้าง “ทารก” ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรม จนต่อต้าน HIV ได้สำเร็จ     โดยทางสื่ออ้างว่าพวกเขาได้เห็นการนำเสนอภาพนิ่งที่จัดทำโดยนักวิจัย He Jiankui และทีมของเขา ซึ่งมีการระบุแหล่งเงินทุนสำหรับการทดลองที่ประกอบด้วย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประเทศจีน คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเทคโนโลยีเซินเจิ้น และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางใต้ที่เขาทำงานอยู่ แม้จะมีความเป็นไปได้ว่าหน่วยงานเหล่านี้ไม่รู้ว่าเงินทุนของพวกเขาถูกนำไปใช้อะไรบ้าง แต่ถ้าหากพวกเขารับรู้ มันก็อาจหมายความว่าจีนให้การสนับสนุนงานวิจัยนี้แม้จะถูกตราหน้าว่าผิดจรรยาบรรณก็ตาม ข่าวการทดลองสร้างเด็กทารกตัดแต่งพันธุกรรมถูกรายงานครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 ที่ทาง Jiankui ออกมาประกาศว่าเขาได้ทำการทดลองที่นำไปสู่การกำเนิดแฝดผู้หญิง Lulu และ Nana ที่ได้รับการตัดแต่งพันธุกรรมสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก เป้าหมายของโครงการคือการดัดแปลงตัวอ่อนของมนุษย์เพื่อกำจัดยีนที่ชื่อว่า CCR5 เพื่อให้เด็กทนต่อเชื้อ HIV, ฝีดาษ และอหิวาตกโรค ซึ่งรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้ชี้ให้เห็นว่าการวิจัยอาจส่งผลกระทบต่อความรู้ความเข้าใจและความทรงจำของเด็กทารกที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม     ก่อนหน้านี้คณะกรรมการด้านสุขภาพประจำมณฑลกวางตุ้งของจีนบอกว่า Jiankui ทำการทดลองนี้ด้วยตัวเอง และระดุมทนโดยไม่มีใบรับรองอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้เขายังปลอมแปลงเอกสารและละเมิดกฎระเบียบของประเทศอีกด้วย…