เพราะเหตุใด จึงไม่สามารถ “สแกนลายนิ้วมือคนตาย” บนมือถือได้?! (วิทยาศาสตร์มีคำตอบ)

Linus Phillip ชายหนุ่มอายุ 30 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจของเมือง Largo ยิงเสียชีวิต หลังจากพยายามขับรถหลบหนี หลังการเสียชีวิตนักสืบได้นำมือของผู้ตาย มาแตะที่เซ็นเซอร์ตรวจจับลายนิ้วมือบนโทรศัพท์ เพื่อทำการตรวจค้นข้อมูล แต่ปรากฏว่าไม่สามารถปลดล็อคได้ จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า เพราะเหตุใด จึงไม่สามารถ “สแกนลายนิ้วมือคนตาย” บนมือถือได้ เรื่องนี้วิทยาศาตร์มีคำตอบครับ     Anil Jain อาจารย์ด้านวิศวกรรมและวิทยาการคอมพิวเตอร์ เผยว่า เพราะการระบุตัวตนด้วยลายนิ้วมือบนสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่จะทำงานผ่าน “การนำไฟฟ้า” ซึ่งทุกคนล้วนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งอยู่ในร่างกายกันอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว การไหลเวียนของกระแสไฟฟ้าจะสิ้นสุดลง และไม่สามารถแลกเปลี่ยนกระแสไฟฟ้ากับตัวสแกนลายนิ้วมือได้ โดยเทคโนโลยีระบุตัวตนผ่านลายนิ้วมือ หรือ Touch ID ของแอปเปิ้ล จะมีระบบการทำงาน 2 ส่วน 1.Capacitive ระบบเซ็นเซอร์ที่ใช้ตรวจจับค่าไฟฟ้าบนนิ้วมือ ถูกใส่ไว้ในหน้าจอและ Touch ID เพื่อป้องกันการสัมผัสจอแบบไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งหากเจ้าของเสียชีวิตการนำนิ้วมือมาสแกนก็แทบจะไม่มีผลอะไรเลย เพราะไม่มีไฟฟ้าวิ่งอยู่ในร่างกาย 2.Radio Frequency คลื่นความถี่วิทยุ จะไม่ตอบสนองต่อชั้นผิวหนังที่ตายแล้ว มีไว้เพื่อใช้ในการตอบสนองลายนิ้วมือเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเข้ารหัส เพราะอย่างนั้นเนื้อเยื้อที่ตายแล้วจึงไม่ตอบสนองกับ Touch ID…

นักวิทย์เผยผลวิจัย ที่ช่วยชี้ว่า “ปลาหมึก” อาจเป็นสิ่งมีชีวิต ที่มาจากนอกโลก

นี่คือผลการศึกษาเมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งเป็นงานวิจัยชิ้นล่าสุด ที่เกี่ยวกับการหาคำตอบว่า แท้จริงแล้ว สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลสุดแปลกอย่าง ปลาหมึก นั้น เป็นสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกจริงรึเปล่า ผลวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Progress in Biophysics and Molecular Biology     หมึกยักษ์คือสิ่งมีชีวิตที่เดินทางมาจากนอกโลก โดยติดมากับอุกกาบาตจำนวนมาก เริ่มมาอาศัยอยู่บนดาวของเราในตอนที่เกิดการระเบิดช่วงยุค Cambrian (ยุคเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิต) เมื่อราวๆ 540 ล้านปีก่อน โดยทฤษฏีนี้มีชื่อว่า Panspermia แต่นักวิจัยกลุ่มอื่นๆ มองว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องตลกและเป็นทฤษฎีที่ไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์เลย ดอกเตอร์คลิฟตัน แรกส์เดล จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้ทำการถอดรหัสพันธุกรรมของหมึกยักษ์ และค้นพบว่ามันมีจีโนมที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ คือ มันมีความฉลาดมากกว่าสัตว์บกและสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ บนโลก จึงคาดว่ามันน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากนอกโลก หมึกยักษ์เป็นสัตว์ที่มีหนวด 8 เส้น สมองขนาดใหญ่ และมีพฤติกรรมในการแก้ปัญหาที่ชาญฉลาด ซึ่งหมึกยักษ์เหล่านี้ยังมีจีโนมที่แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของยีนที่มีความซับซ้อนมากถึง 33,000 ยีน ซึ่งมากกว่าในมนุษย์ด้วยซ้ำ ดอกเตอร์คลิฟตัน ยังได้อธิบายเพิ่มเติมไว้อีกด้วยว่า ปลาหมึกมีกลุ่มยีนพิเศษเรียกว่า “โปรโตคาเดอรินส์” ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการพัฒนาเซลล์ประสาท และการประสานกันระหว่างประสาท…

นานเท่าไหร่ ก่อนที่คุณจะสิ้นใจ หากคุณถูกฝังทั้งเป็น…?! (วิทยาศาสตร์มีคำตอบ)

  ก่อนที่เราจะทำการทดลอง หรือหาคำตอบของปัญหาใดๆ แน่นอนครับว่าเราต้องกำหนดตัวแปรกันก่อน ว่าจะให้มีอะไรบ้าง…? ทั้งสองตัวแปรนี้ผมจะขอใช้ขนาดมาตรฐานของสหรัฐอเมริกานะครับ เพราะแหล่งอ้างอิงของเราใช้ไซส์นั้นในการคำนวน – ขนาดตัวของผู้ที่ถูกฝัง – โลงศพ ความเชื่อเดิมบอกว่า คนทั่วไปที่มีสุขภาพปกติไม่ป่วย จะอยู่ได้ประมาณ 10 นาที – 1 ชั่วโมง หรือถ้าใครฟิตหน่อยอาจจะอยู่ได้นานถึง 6 ชั่วโมง – 36 ชั่วโมง เลยก็ได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับความเชื่อเช่นนี้ เพราะทุกอย่างต้องพิสูจน์นะจ๊ะ – ยิ่งคุณร่างเล็ก คุณยิ่งอยู่หายใจได้นานกว่าคนตัวใหญ่ เพราะคุณใช้พื้นที่น้อยมากในโลงศพ ทำให้มีพื้นที่กักเก็บออกซิเจน ก่อนที่มันจะถูกเปลี่ยนเป็นอากาศเสียจนหมดแล้วคุณก็ตาย (แต่หากคุณเป็นนักกีฬาประเภทนักว่ายน้ำกับนักวิ่งมาราธอน นักกีฬาเหล่านี้จะมีปอดที่ใหญ่ ไม่แตกต่างจากคนตัวใหญ่ทั่วไปเลย) – ขนาดโลงศพมาตรฐาน ยาว 84 นิ้ว / ด้านหัวกว้าง 28 นิ้ว / ด้านท้ายกว้าง 23 นิ้ว / มีความจุทั้งหมด 54.096 ลูกบาศ์กนิ้ว เมื่อนำตัวเลขทั้งหมดนี้มาคำนวนจะได้ปริมาณอากาศในโลงศพประมาณ…

แทบช็อค! หมอผ่าตัดนึกว่าเจอมนุษย์ต่างดาว เลือดคนไข้ไหล ออกมาเป็นสีเขียว

  เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2007 วารสารวิทยาศาสตร์ “แลนเซต” อันมีชื่อเสียงของอังกฤษ รายงานว่า ทีมศัลยแพทย์แคนาดา ต้องตกใจไปตามๆ กัน เมื่อพบว่าเลือดของคนไข้วัย 42 ปี มีสีเป็นสีเขียวแทนที่จะเป็นสีแดง ราวกับเลือดของมนุษย์ต่างดาวในภาพยนตร์ เมื่อนำเอาเลือดไปตรวจถึงได้รู้ว่า เหตุที่มันเปลี่ยนสีไปเนื่องจากคนไข้ได้กินยารักษาอาการป่วยเป็นไมเกรนเข้าไปเป็นปริมาณมาก ถึงวันละ 200 มิลลิกรัม ทำให้สารกำมะถันของยา เข้าไปผสมกับเฮโมโกลบินในเลือด อันเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งอยู่ในเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่ลำเลียงก๊าซออกซิเจนไปให้แก่เซลล์ ของเนื้อเยื่อ หมออลันนา เฟกซ์แมน หัวหน้าหมอผ่าตัด โรงพยาบาลเซนต์ ปอล ที่เมืองแวนคูเวอร์ เล่าว่า คนไข้มารับการผ่าตัดขาเพื่อแก้ไขปัญหาการไหลเวียนของโลหิตที่ขาขัดข้อง แพทย์ ก็ได้ผ่าตัดให้จนเสร็จ หลังจากนั้นคนไข้ก็เลิกกินยาแก้ไมเกรนขนานนั้นลงเสีย เลือดของเขาก็กลับมีสีแดงเหมือนเดิม ตรวจเลือดไม่พบว่ามีกำมะถันเข้าไปผสมอยู่อีกต่อไป หายเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว ปล.สิ่งมีชีวิตในโลกนี้ไม่ได้มีแต่เลือดที่เป็นสีแดงเท่านั้น ยังมีสัตว์มากมายที่มีสีเลือดต่างกันไป โดยเฉพาะกิ้งก่าสายพันธุ์ Prasinohaema prehensicauda ที่พวกมันมีเลือดสีเขียวเข้มสังเกตได้ชัด และเลือดของพวกมันก็มีประโยชน์มากมายอย่างเหลือเชื่อ พบว่าในเลือดของกิ้งก่ามีความเข้มข้นสูงของสารบิลิเวอร์ดิน ปกติแล้วระดับบิลิเวอร์ดินที่สูงจะทำให้เกิดโรคดีซ่านในสัตว์ส่วนใหญ่ แต่กิ้งก่าเลือดสีเขียวเหล่านี้เจริญเติบโตได้แม้จะมีระดับบิลิเวอร์ดินเข้มข้น นักชีววิทยาวิวัฒนาการเผยว่าการค้นพบนี้อาจนำไปสู่หนทางรักษาโรคดีซ่านก็เป็นได้ source,source2 ManoshFizเด็กชายที่น่าสงสารที่สุดในโลก –…

“เซ็กส์จัด” เป็นเหตุ ทำหนูในออสเตรเลียเสี่ยงสูญพันธุ์! (หลายตัวเยจนตาย)

  เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ เผยว่าสถานการณ์ของ “แอนทีไคนัส (Antechinus)” ที่หน้าตาเหมือนหนูขนาดเล็ก กำลังวิกฤติจนถูกขึ้นบัญชีสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ เนื่องจาก พวกมันมีพฤติกรรมผสมพันธุ์อย่างหนักหน่วงแบบไม่คิดชีวิต โดยใช้เวลาผสมพันธุ์ได้นานถึง 14 ชั่วโมง “พวกมันผสมพันธุ์อย่างดุเดือดบ้าคลั่ง และพยายามหาคู่ตัวใหม่ไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจใช้เวลายาวนานหลายชั่วโมง ดังนั้นพวกมันจึงเหน็ดเหนื่อยมาก ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ประมาณ 2 สัปดาห์ ประมาณปลายหน้าหนาวของเขตขั้วโลกใต้ พวกมันมีความต้องการเพศสัมพันธ์อย่างมาก พวกมันมีระดับฮอร์โมนเพศชายมากเกินไป ฮอร์โมนเหล่านี้พอมีมากเกินไปจะทำให้ร่างกายเกิดความเครียด จนทำลายอวัยวะในร่างกายของพวกมันจนมีสภาพยับเยินและตายในที่สุด ผมเคยเห็นพวกพวกมันกำลังมองหาคู่ผสมพันธุ์ ในสภาพมีเลือดไหลออกจากหลายแห่งของร่างกายรวมถึงขนก็หลุดร่วง”     แอนทีไคนัส ถูกพบครั้งแรกในปี 2013 ในพื้นที่เปียกและมีความชื้นสูงของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย พวกมันถูกจัดอยู่ในสัตว์จำพวก “มาร์ซูเพียล (marsupial)” เป็นสัตว์จำพวกเลี้ยงลูกด้วยนม ออกลูกเป็นตัว มีถุงหรือกระเป๋าหน้าท้องแบบจิงโจ้ แอนทีไคนัสตัวเมียมีอายุขัยประมาณ 2 ปี โดยราวครึ่งหนึ่งของตัวเมียมีจะตั้งท้องแค่ครั้งเดียวและให้กำเนิดลูกประมาณ 6-14 ตัวในขณะที่ตัวผู้มักตายก่อนอายุครบหนึ่งปี / ปัจจุบันพวกมันมีจำนวนเหลือไม่ถึง 250 ตัว และเรื่องที่หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ ออสเตรเลีย…

NASA พบ “น้ำพุ” บนดวงจันทร์ยูโรป้า หวังเป็นบ้านหลังใหม่ของเผ่าพันธ์ุมนุษย์

  นาซาแถลงยืนยันพบน้ำพุพ่นออกมาจากผิวของดวงจันทร์ยูโรปา ด้านชี้เป็นหลักฐานสำคัญว่าโลกไม่ใช่ดาวเคราะห์เดียวที่มีของเหลวและองค์ประกอบเคมีที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต ดวงจันทร์ยูโรป้า เป็นดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี รองศาสตราจารย์เซียนเจ้อ เจีย มหาวิทยาลัยมิชิแกน ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากกล้องโทรทัศน์อวกาศฮับเบิลที่เก็บข้อมูลได้ในปี 2012 และ 2016 ที่สามารถถ่ายภาพน้ำพุที่พุ่งออกมาจากพื้นผิวทางบริเวณตอนใต้ของดวงจันทร์ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ได้จากภาพถ่ายนั้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าบนดวงจันทร์ดังกล่าวมีน้ำอยู่จริงหรือไม่     เมื่อปี 2012 กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลได้บันทึกภาพดวงจันทร์ยูโรปาที่กำลังพ่นบางสิ่งออกไปในอวกาศเป็นระยะทางถึง 200 กิโลเมตร นักวิจัยส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นน้ำจากใต้ผิวน้ำแข็งที่ถูกพ่นออกมา แต่ด้วยขีดจำกัดทางเครื่องมือทำให้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่กำลังพวยพุ่งออกมาจากพื้นผิวของมันคืออะไร ทางทีมวิจัยของ รศ.เจีย นำข้อมูลจากยานสำรวจอวกาศกาลิเลโอที่จบภารกิจสำรวจบนดวงจันทร์ยูโรป้าตั้งแต่ปี 2003 ประมวลผลใหม่ ส่งผลให้พบหลักฐานการเกิดน้ำพุร้อนบนดวงจันทร์ดังกล่าว ซึ่งยานสำรวจอวกาศพบน้ำพุร้อนดังกล่าวเมื่อปี 1997 (โดยใช้ข้อมูลจากยานกาลิเลโอที่บันทึกไว้เมื่อ 21 ปีที่แล้ว)     ทั้งนี้นาซ่ามีแผนที่จะส่งยานสำรวจดวงจันทร์ยูโรป้าอีกครั้งในปี 2022 โดยมีจุดประสงค์เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ยูโรป้าอีกครั้ง วางแผนให้ยานอวกาศเข้าใกล้ดวงจันทร์ยูโรปาถึง 40 ครั้ง มีระยะห่างตั้งแต่ 100 กิโลเมตรจนถึง 15 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นการบินเฉียดที่ใกล้ที่สุดและจงใจให้บินผ่านตำแหน่งที่มีการพ่นน้ำออกมา เพื่อเก็บตัวอย่างของน้ำและอนุภาคต่าง ๆ นำมาวิเคราะห์ต่อไป “ยูโรป้าเป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดเท่ากับดวงจันทร์ของโลก แต่มันมีน้ำมากกว่าน้ำทั้งหมดของโลกรวมกันเสียอีก และบนพื้นผิวดวงจันทร์ดังกล่าวถูกปกคลุมด้วยมหาสมุทรน้ำเค็มที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งอีกชั้นหนึ่ง และมันยังเป็นสถานที่ที่เหมาะต่อการดำรงชีวิตอยู่…

นี่คือถุงใส่ผงจากดวงจันทร์ ที่มีมูลค่าสูงถึงถุงละ 60 ล้านบาท!

  นี่คือ ถุงผ้าที่นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศคนแรกที่เหยียบบนดวงจันทร์ใช้เก็บตัวอย่างฝุ่นผงจากบนนั้นกลับมาโลก ถูกนำออกประมูลไปที่ราคา 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 60 ล้านบาท เพราะเป็นถุงผ้าที่อาร์มสตรองใช้บรรจุตัวอย่างฝุ่นผงที่เก็บมาจากบนดวงจันทร์ ถูกบริษัทประมูลชื่อดังอย่าง Sotheby นำออกประมูล และมีผู้ให้ราคาสูงถึง 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 60 ล้านบาท แต่ไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ประมูลรายนี้ นับว่าเป็นสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจดวงจันทร์ที่แพงที่สุดเท่าที่ประมูลได้ รองลงมาคือ บันทึกการเดินทางในภารกิจของยานอะพอลโล 13 ที่จดด้วยลายมือของลูกเรือ ซึ่งถูกประมูลไปในราคา 275,000 ดอลลาร์สหรัฐ     ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ก.ค. 2512 ถุงผ้าใบนี้ ขึ้นไปในอวกาศพร้อมกับยานอวกาศอพอลโล 11 ที่มีภารกิจสำรวจดวงจันทร์ พร้อมลูกเรือ 3 คน 1.นีล อาร์มสตรอง 2.เอ็ดวิน อัลดริน 3.และไมเคิล คอลลินส์ ทำให้อพอลโล 11 เป็นยานอวกาศของนาซาลำแรกที่ร่อนลงจอดบนดววงจันทร์สำเร็จ พร้อมกับเกิดมนุษย์คนแรกที่เหยียบบนดวงจันทร์คือ นีล อาร์มสตรอง และไถุงดังกล่าวเคยถูกขโมยไปเมื่อหลายสิบปีก่อน…

โรคนางเงือก – Mermaid syndrome

  ความผิดปกติ นี้เรียกว่า Mermaid syndrome หรือ โรคนางเงือก พบได้เพียง 1 ใน 70,000 ของการคลอด และจากรายงานทางการแพทย์ทั่วโลก พบว่าเคยมีคนเป็นโรคนี้มาแล้ว 300 ราย แต่มีชีวิตรอดอยู่ปัจจุบันมีเพียง 2 ราย – ชาวอเมริกัน ชื่อยอชต์ เกิดเมื่อปี ค.ศ.1980 ไม่มีกระเพาะปัสสาวะ ผ่าตัด 5 ครั้ง จึงรอดชีวิต – ชาวเปรู ชื่อ มิรากอร์ส เซอร์รอน เกิดเมื่อปี ค.ศ. 2004 ไม่มีไต มีอวัยวะเพศภายในกับทวารหนักข้างในเป็นอันเดียวกัน เด็กกลุ่มนี้จะมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น ไม่มีไต ทางเดินปัสสาวะผิดปกติ หัวใจผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตทันทีหลังจากการคลอด สาเหตุของความผิดปกติที่เกิดกับตัวทารกแรกคลอดทั้งหลาย ไม่แน่ชัด แต่ในขั้นตอนวิวัฒนาการของการเติบโตภายในครรภ์จะต้องมีการสร้างอวัยวะ หากวิวัฒนาการถูกรบกวนด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เช่นมีเชื้อไวรัส ก็อาจทำให้อวัยวะในส่วนที่จะต้องวิวัฒนาการไม่สมบูรณ์ 100% จึงทำให้เนื้อติดกัน (อย่างที่ทุกคนเห็นดังรูป) และในเประเทศไทยเองก็เคยมีคนป่วยเป็นโรคดังกล่าวนี้เช่นกัน…

ผู้เชี่ยวชาญหวั่นใจ ศึกษาแล้วพบว่า กรุงโตเกียวอาจเป็นอัมพาต ถ้าภูเขาไฟฟูจิระเบิด

  ผลการศึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น  เพื่อวางแผนรับมือภัยพิบัติกรณีภูเขาไฟระเบิด ที่ออกมาในวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา สรุปได้ใจความสั้นๆแต่น่าหวั่นใจมากว่า หากภูเขาไฟฟูจิปะทุพ่นเถ้าธุลี จะส่งผลให้กรุงโตเกียวถึงขั้นเป็นอัมพาตแน่นอน ท่ามกลางข่าวการระเบิดของภูเขาไฟตามที่ต่างๆ อย่างตอนนี้ก็ต้องยกให้ฮาวายที่รุนแรงมากจริงๆ ญี่ปุ่นจึงไม่ยอมที่จะวัวหายล้อมคอม จึงได้ตั้งทีมตรวจสอบถึงความเป็นไปได้ที่ว่า หากภูเขาไฟฟูจิเกิดปะทุขึ้นมา เมืองโตเกียวจะเป็นอย่างไร… เพราะปัจจุบันภายนอกอาจดูสวยงาม แต่ลึกลงไปยังร้อนระอุ และพร้อมจะระเบิดปะทุได้ทุกเมื่อ (การระเบิดครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2250 หรือเมื่อ 311 ปีก่อน) ภูเขาฟูจิกลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ด้วยความสูง 3,776 เมตร ห่างจากกรุงโตเกียวทางทิศตะวันตก 100 กิโลเมตร ศาสตราจารย์โยชิยุกิ ทะสึซุมิจากมหาวิทยาลัยโกเบ กล่าวว่าโอกาสที่ภูเขาไฟฟูจิจะเริด น่าจะเกิดขึ้นราวปี 2693 หรืออีก 132 ปี และอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ถึง 2.5 ล้านล้านเยน หรือราว 730,000 ล้านบาท และหากรวมผลกระทบต่อการบินและการคมนาคมด้านอื่นๆ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานความเสียหายจะมีมูลค่ามากกว่านี้ และจากผลการศึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น ชี้ว่า หากเกิดการปะทุอีกครั้ง ฟูจิอาจพ่นเถ้าธุลีปกคลุมกรุงโตเกียวหนามากกว่า 10 เซนติเมตร จนทำให้กรุงโตเกียวกลายเป็นอัมพาต…

นักวิทยฯเชื่อสัตว์ตอบสนองต่อเสียงดนตรีตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ หลังทดลองกับจระเข้เร็ปไทล์

  หากจะทดลองกับสัตว์ที่ใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวืตยุคดึกดำบรรพ์มากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นจระเข้ เพราะพวกมันอยู่บนโลกนี้มานานกว่า 90 ล้านปีมาแล้ว โดยนักวิทยาศาสตร์จากเยอรมนีและแอฟริกาใต้ ขอยืมตัวจระเข้แม่น้ำไนล์มาจากสวนสัตว์แห่งหนึ่ง ถึงแม้ว่าวิธีการอาจจะโหดไปหน่อย (มัดปาก-ให้ยาสลบแต่ไม่สลบนะ-ให้พอเคลิ้มๆเดี๋ยวไม่งั้นจะฟังเพลงไม่รู้เรื่อง) จระเข้ยุคใหม่ อยู่บนโลกนี้มา 90 ล้านปี จระเข้ยุคเก่า อยู่บนโลกนี้มา 248 ล้านปี จากนั้นจึงได้จับมันเข้าเครื่องสแกนสมอง (fMRI) เพื่อดูว่าสมองมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร เมื่อได้ฟังเพลงในแบบต่างๆ เช่นการฟังเพลงโทนสูง โทนต่ำ เพลงคลาสสิค เป็นต้น     ผลการทดลองสรุปได้ว่า สมองของจระเข้มีการตอบสนองต่อเพลงในทิศทางที่ใกล้เคียงกับการตอบสนองของนก แต่แตกต่างตรงที่จระเข้ไม่สามารถสร้างสรรค์เพลงขึ้นมาได้เหมือนนก นกจะเปล่งเสียงร้องออกมาเวลาได้ยินเสียงเพลง แต่จระเข้จะนิ่งเงียบไม่แสดงท่าทีแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องแปลกและนักวิทยาศาสตร์ต้องหาคำตอบต่อไปครับ นี่เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาสมองของสัตว์เลือดเย็นอย่างสัตว์เลื้อยคลานด้วยการใช้เครื่อง fMRI ทั้งนี้ จากการที่จระเข้เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย นับตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์เป็นต้นมา จึงมีความเป็นได้ที่คุณลักษณะนี้น่าจะมีอยู่ในสมองของสัตว์มานานหลายร้อยล้านปีแล้ว แต่ติดตรงที่ว่าพวกมันไม่สามารถแสดงออกมาเป็นเสียงได้นั่นเอง ไม่แน่ถ้าพวกมันวิวัฒนาการไปิีกสักระยะ วันใดวันหนึ่งจระเข้อาจมีลิ้นเอาไว้ร้องเพลงก็ได้ใครจะรู้ ฮ่าๆๆ source ManoshFizเด็กชายที่น่าสงสารที่สุดในโลก – ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน http://www.flagfrog.com