“มดโถน้ำผึ้ง” (Honey Pot Ant) มดที่มีขนาดใหญ่ ที่สุดในโลก !

  มดน้ำผึ้ง หรือ (Honey Pot Ant) ถือเป็นมดสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อโตเต็มวัย พวกมันสามารถกักเก็บน้ำผึ้ง ไว้ในท้องได้มากกว่าขนาดลำตัว ซึ่งมีขนาดพอ ๆ กับลูกองุ่นลูกหนึ่งเลยทีเดียว มีความยาวสูงสุดถึง 15 มิลลิเมตร ลักษณะเด่นของมันคือ มีขาและหนวดยาว มีหนวดแบบหักข้อศอก จำนวน 12 ปล้อง สามารถพบได้ในพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมแห้งแล้ง รังของพวกมัน มีความลึกถึง 1.7 เมตร และมีความยาวกว่า 2.4 เมตร ถือเป็นรังที่มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับมดสายพันธุ์ทั่วไป ส่วนใหญ่แล้วพวกมันจะอาศัยอยู่ในแถบอเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และในบางหมู่เกาะของประเทศอินโดนีเซีย ในประเทศไทยพบได้ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขานัน นครศรีธรรมราช     มดชนิดนี้ ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่รุกรานถิ่นฐานของสัตว์อื่นๆได้ร้ายแรงที่สุดในโลก มักล่าเหยื่อโดยการพ่นกรดออกมา บ่อยครั้งที่พวกมันรุกรานราชินีมดท้องถิ่น จนทำให้มดท้องถิ่นสูญพันธุ์ไป ที่น่ากลัวกว่านั้น ในบางประเทศพวกมันเข้าล่าปูน้ำจืดบางชนิดจนสูญพันธุ์มาแล้ว สิ่งที่ทำให้มดชนิดนี้พิเศษกว่ามดทั่วไป คือ มดงานจะเปลี่ยนร่างกายตัวเองให้กลายเป็นถังเก็บน้ำหวาน เพื่อใช้เป็นเสบียงในเวลาฉุกเฉิน เมื่อมดงานเก็บน้ำหวานมาได้ พวกมันจะได้สิทธิ์พิเศษ ในการนั่งกินนอนกินไม่ต้องเคลื่อนไหวใดๆ อยู่แต่ภายในรัง…

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น “สุนัขจิ้งจอกบ้าน” ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า “Domesticating” มีความหมายตรงตัวว่า “ทำให้เชื่อง” คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ…

จิตวิทยาของ “ความฝัน” จริงๆแล้วมันคืออะไร และมีอิทธิพลต่อเราอย่างไรบ้าง ?

  ความฝัน คือการแสดงออกของความนึกคิด ความรู้สึก และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในสมอง คนเรามักจะฝันคืนละ 4-6 ครั้ง และคนกว่า 90% ทั่วโลก มักจะลืมความทรงจำเกี่ยวกับความฝัน หลังจากที่ตื่นนอนภายในเวลา 10 นาที ซึ่งเหตุการณ์นี้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ความฝันก็เป็นสิ่งที่ลึกลับน่าค้นหา และมนุษย์ก็พยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับมันมานานหลายพันปีแล้ว ชาวโรมันโบราณ เชื่อว่า ความฝันคือสารจากพระเจ้า ชาวอียิปต์โบราณ เชื่อว่า ผู้ที่จดจำความฝันได้คือผู้มีพลังพิเศษ ชาวจีนโบราณ เชื่อว่า คือหนทางในการติดต่อกับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ชาวเม็กซิกันที่เจริญแล้ว เชื่อว่า ความฝันคือโลกคู่ขนานที่พยายามเชื่อมต่อกับเรา จากความเชื่อทั้งหมดนี้ อาจดูคล้ายกับเรื่องของไสย์ศาสตร์มากเกินไป ซึ่งหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ จึงทำให้ 2 นักวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดัง ได้ตั้งแนวคิดเชิงจิตวิทยาต่างๆเกี่ยวกับความฝันขึ้นมา เพื่อหาคำตอบและอธิบายที่มาที่ไปของความฝันในรูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (1856-1939) แพทย์และนักจิตวิทยาชาวออสเตรีย บิดาแห่งทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับความฝันไว้ว่า คนเรามักจะฝันถึงสิ่งที่ตนต้องการ แต่ไม่อาจครอบครองได้ และความฝันส่วนใหญ่ มักมีที่มาจากเรื่องของเพศสัมพันธ์ และความก้าวร้าวรุนแรง ความฝันเต็มไปด้วยความหมายที่ซ่อนเร้น เป็นหนทางสำคัญในการช่วยให้สิ่งมีชีวิตเข้าใจสิ่งต่างๆ และช่วยให้สามารถเข้าใจความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของมนุษย์ได้ เช่น เวลาที่คนเราฝันว่ากำลังบิน…

นักวิจัยฮาร์วาร์ด เผย พบวิธีผลิตยาต้านแก่ ยืดอายุขัยของมนุษย์ ให้อยู่นานได้ถึง 150 ปี

  ดร.เดวิด ซินแคลร์ (Professor David Sinclair) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ ได้เผยความสำเร็จ ในการต่อสู้กับความแก่ชรา โดยถูกผลิตออกมาเป็นตัวยาชนิดหนึ่ง ที่ช่วยเพิ่มอายุขัยของมนุษย์จากเดิมที่ 70 ปี ให้สามารถอยู่ได้นานถึง 150 ปี โดยมีแผนที่จะเปิดตัวยาชนิดนี้ในปี 2020 นักวิจัยกลุ่มดังกล่าว เผยว่า เทคนิคนี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการ การหดสั้นและการแบ่งเซลล์ของโครโมโซม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มนุษย์แก่ชราและมีอายุขัย เพราะทุกๆวันจะมีการแบ่งเซลล์ในร่างกาย และเมื่อเราสามารถชะลอกระบวนการนี้ได้ อายุขัยของมนุษย์ก็จะเพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยให้อวัยวะต่างๆ สามารถสร้างหรือซ่อมแซมตัวเองขึ้นใหม่ได้ และยังทำให้ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตสามารถกลับมาเคลื่อนไหวดังเดิมได้อีกครั้ง ซึ่งหลังจากทำการทดลองในหนูทดลอง พบว่า หนูทดลองมีอายุยืนขึ้นกว่า 10% โดยกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อ รับประทานยาที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น ดร.เดวิด ยังบอกอีกว่า ตอนนี้อายุร่างกายของเขาลดลง 24 ปี (ปัจจุบันอายุ 57 ปี) หลังจากได้ทดลองรับประทานยาด้วยตัวเอง ส่วนพ่อของเขาที่อายุ 79 ปี ก็สามารถกลับมาพายเรือล่องแก่งและออกเดินเขาได้อีกครั้ง รวมถึงน้องสาวของเขากลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งแม้จะอายุเลยเลขสี่ไปแล้ว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง โดยเขามีแผนที่จะพัฒนายาออกสู่ตลาดภายในเวลา 5…

ผสมเครื่องดื่มชูกำลัง กับ แอลกอฮอล์ อาจทำให้สมองเสีย เหมือนเสพโคเคนในระยะยาว

  นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Purdue University ได้ทำการทดลอง นำเครื่องดื่มชูกำลังที่ผสมกับแอลกอฮอล์ ให้หนูทดลองดื่ม เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสมองว่าแท้จริงแล้ว มันปลอดภัยหรืออันตรายอย่างที่นักดื่มหลายคนอ้างจริงหรือไม่ ? และผลการทดลองครั้งนี้ จะทำให้คุณไม่กล้าดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้อีกต่อไปเลยหล่ะครับ การทดลองได้ถูกเผยแพร่ใน วารสารวิชาการ Alcohol Journal นักวิทยาศาสตร์พบว่า หนูทดลองที่ได้ดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ จะมีการแสดงออกทางกายภาพและการแสดงออกทางระบบประสาท คล้ายกับหนูที่เสพโคเคน เพราะมันสามารถดื่มและเสพต่อไปได้เรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าเหนื่อยอ่อนหรืออยากหยุดพัก เนื่องจากเครื่องดื่มชูกำลังมีคาเฟอีนสูงกว่า น้ำอัดลมถึง 10 เท่า จึงทำให้มันไม่รู้สึกง่วงและตื่นตัวตลอดเวลา นักวิทยาศาสตร์จึงเจาะลึกเข้าไปอีกจนพบว่า เมื่อหนูทดลองได้ดื่มเครื่องดื่มดังกล่าว จะมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า FOSB เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับหนูทดลองที่เสพโคเคนเช่นกัน โดยโปรตีน FOSB นี้ เป็นตัวบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของระบบประสาทในระยะยาว และเป็นสาเหตุที่ทำให้ยากในการเลิกยาเสพติด เพราะการเปลี่ยนแปลงของสมองนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักจะเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร และเมื่อสมองคุ้นชินกับการได้รับโปรตีน FOSB ถึงจุดหนึ่ง หนูทดลองจะต้องดื่มและเสพหนักมากขึ้น เพื่อต้องการที่จะสนองความพึงพอใจให้แก่สมอง จนกลายเป็นการเสพติดในที่สุด สรุป – การดื่มเครื่องดื่มชูกำลังผสมกับแอลกอฮอล์ อันตรายเพราะ 1.คาเฟอีนช่วยปกปิดความเมาทำให้คุณดื่มต่อได้เรื่อยๆแม้ว่าจริงๆแล้วคุณจะโคตรเมาเลยก็ตาม 2.มันสามารถทำให้คุณมีความต้องการที่จะดื่มมากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้คุณเสพติดมันเหมือนการเสพยา และแน่นอนระบบประสาทส่วนกลางในสมองจะค่อยๆถูกทำลาย จนคุณกลายเป็นคนขี้หงุดหงิด ขี้ระแวง อารมณ์แปรปรวน…

รัสเซียเตรียมสร้าง ศูนย์วิจัยเหมือน “จูราสสิค พาร์ค” หวังคืนชีพสัตว์ดึกดําบรรพ์

  เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2018 สื่อต่างประเทศหลายสำนัก ได้รายงานข่าวตรงกันว่า รัฐบาลรัฐเซียเตรียมสนับสนุนให้จัดตั้งศูนย์วิจัยสัตว์โบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับศูนย์วิจัยในภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง จูราสสิค พาร์ค (Jurassic Park) เพื่อทำการโคลนนิ่งสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว โดยจะโคลนนิ่งช้างแมมมอธ ขึ้นมาก่อน เป็นแผนเริ่มต้น จากนั้นจึงจะทยอยโคลนนิ่งสัตว์สายพันธุ์อื่นต่อไป รายงานระบุว่าศูนย์วิจัยแห่งนี้ จะมีที่ตั้งอยู่ที่เมืองยากุ๊ตสค์ ของประเทศรัสเซีย (แต่ยังไม่เปิดเผยตำแหน่งที่ชัดเจน) ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์จากมูลนิธิวิจัยชีวเคมีของเกาหลีใต้ (SOOAM) มีงบการก่อสร้างอยู่ที่ 5.9 ล้านดอลลาร์ (ราว 193 ล้านบาท) โดยประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน มีแผนเปิดตัวศูนย์วิจัยแห่งนี้ในงานประชุมด้านการลงทุน ที่จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 11 กันยายน 2018     “ไม่มีสถานที่ใดบนโลกเหมาะสมเท่ากับที่นี่อีกแล้ว สัตว์กว่า 80% ที่เราค้นพบใต้ผืนน้ำแข็งไซบีเรีย (เพอร์มาฟรอสต์) ยังมีดีเอ็นเอหลงเหลืออยู่ เช่น ช้างแมมมอธ สิงโตยูเรเชีย แรดขน” – ดร.เลน่า กริกรอรีเอวา หัวหน้าโครงการ กล่าว โดยก่อนหน้านี้…

หนอนมรณะมองโกลเลีย หนึ่งในสัตว์ในตำนาน ! (ตัวโคตรใหญ่-ฆ่ามนุษย์ได้)

  หนอนมรณะมองโกลเลีย (Mongolian Death Worm) คือ สัตว์ประหลาดที่เชื่อว่ารูปร่างคล้ายหนอนหรือไส้เดือนขนาดใหญ่ อาศัยใน ทะเลทรายโกบี (Gobi Desert) ในมองโกเลีย มีลำตัวสีแดงคล้ายสีของเลือด เชื่อว่าบางตัวยาวกว่า 0.6 – 1.5 เมตร พวกมันสามารถพ่นกรดกำมะถัน (กรดซัลฟิวริก) เพื่อคร่าชีวิตเหยื่อได้ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากหนังสือที่มีชือว่า The Unexplained (1996) ที่เขียนโดย นักสัตว์วิทยา ชื่อว่า Karl Shuker โดยเขาบอกว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นเขียนขึ้นจากคำบอกเล่าของชนเผ่าพื้นเมืองมองโกล แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ได้ปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ ที่จะมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เช่นนี้อยู่บนโลกจริงๆ เนื่องจากทะเลทรายโกบี เป็นสถานที่ที่มีสภาพอากาศอันเลวร้ายสุดขั้ว นั่นทำให้แหล่งอาหารของพวกมัน ไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้พวกมันสามารถเติบโตได้มีขนาดใหญ่ตามข้อมูลในหนังสือได้ โดยพวกเขาเชื่อว่า หากหนอนชนิดนี้มีอยู่จริง มันจะมีขนาดตัวที่ยาวได้เต็มที่ประมาณ 50 เซนติเมตร และน่าจะอาศัยอยู่ในลำไส้ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยการแฝงตัวเป็นปรสิตคอยกัดกินอวัยวะภายในของสัตว์เหล่านั้น แต่หากพวกมันอยู่ใต้ดินในทะเลทรายจริงๆ ก็จะโผล่ขึ้นมาในช่วงมี่มีฝนตกเท่านั้น เพราะสัตว์ตระกูลหนอนไม่สามารถทนความร้อนได้มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ทั่วไป     จนกระทั่งปี 2005 ได้มีการจัดคณะสำรวจ เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ หนอนมรณะมองโกลเลีย อย่างจริงจัง…

นักวิทย์ทดลอง เปลี่ยนหนูให้กลายเป็นฆาตกรโรคจิต ด้วยการติดตั้งสวิทซ์เปิดปิดในสมอง

  นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Yale University ได้ทำการทดลองที่ทำให้หนูธรรมดากลายเป็นฆาตกรเลือดเย็น และพวกเขาสามารถควบคุมความบ้าคลั่งของหนูตัวนี้ได้ คือ เมื่อเปิดสวิทซ์หนูจะไล่ฆ่าคุ้มคลั่งไม่ว่าจะเป็นเหยื่อจริงหรือเหยื่อปลอม แต่เมื่อปิดสวิทซ์หนูจะสงบและกลายเป็นหนูธรรมดา กลายทดลองครั้งนี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ลงในวารสารวิชาการ Cell จุดประสงค์ของการทดลองครั้งนี้ คือ ต้องการที่จะเข้าใจการทำงานของสมอง ว่าสมองส่วนใดคือส่วนที่ตอบสนองและเป็นกลไกในการล่าเหยื่อ โดยพวกเขาได้ใช้เทคนิคที่มีชื่อว่า โฟโตจินเนติก (optogenetics) คือ เทคนิคทางชีววิทยาที่ใช้แสงในการควบคุมเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นจะต้องได้รับการดัดแปลงแก้ไขพันธุกรรมของสมอง ให้สามารถตอบสนองต่อแสงที่ใช้ในการทดลองนั้นๆได้ จากการทดลองนักวิทยาศาสตร์พบว่า เมื่อฉายแสงลงในสมอง 2 ส่วนนี้ หนูจะกลายเป็นฆาตกรคุ้มคลั่งควบคุมตัวเองไม่ได้ สมองส่วนอมิกดาลา (สมองส่วนกลาง) คือสมองส่วนหลักที่เป็นสูญควบคุมสัญชาตญาณการล่าเหยื่อ ที่มีผลต่ออารมณ์และสัญชาตญาณการอยู่รอด สมองที่มีหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อขากรรไกร คือสมองส่วนที่ควบคุมการกัดและการฆ่า แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ เมื่อจับหนูที่คุ้มคลั่ง 2 ตัวมาอยู่ด้วยกัน แทนที่พวกมันจะกัดกันเอง แต่พวกมันกลับนิ่งเฉยและเดินผ่านไปผ่านมากันเองสะงั้น แถมนักวิทยาศาสตร์ยังกล่าวอีกว่า การทดลองนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อมนุษย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และเรากำลังหาทางประยุกต์ใช้กับมนุษย์ในอนาคต     Fact – ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการทดลองเกี่ยวกับการฉายแสงลงในสมองของหนู เพื่อทดลองการเพิ่มความสุขแบบหลอกๆ นักวิทยาศาสตร์ได้ฉายแสงลงไปในสมองส่วน (Orbitofrontal Cortex) เพื่อควบคุมพฤติกรรมของหนูทดลองให้อยากกินนมปั่นมากขึ้น พบว่าหนูตัวนั้นสามารถกินนมปั่นได้เร็วขึ้นกว่าเดิม แม้จะอิ่มมากแล้วก็ตาม ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสรุปได้ว่า…

เมื่อ 150 ล้านปีก่อน งูเคยมีทั้งแขนและขา แต่ที่มันหายไปเพราะการกลายพันธ์ุ

  จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ ยืนยันการเปลี่บนแปลงพันธุกรรมที่เกิดขึ้นหลายครั้งจากการวิวัฒนาการของงูในอดีต จนทำให้พวกเขาพบว่า เมื่อ 150 ล้านปีก่อน บรรพบุรุษของงูมีทั้งแขนและขา โดยแต่ละข้างมีห้านิ้ว ซึ่งไม่ได้มีไว้สำหรับเคลื่อนที่ แต่มีไว้ใช้หยิบจับเหยื่อและยึดเหนี่ยวคู่ผสมพันธุ์ให้กระชับเหมาะมือมากยิ่งขึ้น การศึกษานี้ได้รับการเผยแพร่ใน นิตยสารวิชาการ journal Cell เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2016 พวกเขาเน้นการศึกษาดีเอ็นเอในส่วนที่เรียกว่า ZRS (เป็นดีเอ็นเอส่วนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งแขนและขาในสัตว์รวมถึงมนุษย์ด้วย) โดยนำดีเอ็นเอ ZRS ของหนูออกจากไข่ที่ถูกปฏิสนธิแล้ว และใส่ดีเอ็นเอส่วน ZRS ของงูเข้าไปแทน ผลการทดลองพบว่า หนูที่เกิดมาจะไม่มีแขนและขา นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังได้ใช้ดีเอ็นเอจากสัตว์ชนิดอื่นเข้าไปแทนที่ ZRS ของหนูด้วย แต่ผลปรากฏว่าหนูที่เกิดมาจะมีแขนขาเป็นปกติ จึงสรุปได้ว่าดีเอนเอ ZRS คือส่วนสำคัญที่ทำให้งูในปัจจุบันไม่มีแขนและขา ด้วยเหตุนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาดีเอ็นเอ ZRS อย่างละเอียด จนพบรหัสดีเอ็นเอ 17 คู่ ที่เป็นสาเหตุทำให้งูไม่มีแขนและขา และเมื่อนักวิทยาศาสตร์นำดีเอ็นเอ 17 คู่ของงูนี้มาแก้ไขแล้วใส่กลับไปในตัวอ่อนของหนู หนูที่เกิดมาจะมีแขนและขาปกติ การศึกษาทดลองครั้งนี้สรุปได้ว่า งูสูญเสียแขนและขาเพราะมีการเปลี่ยนแปลงของดีเอ็นเอทางธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า การกลายพันธ์ุ ซึ่งน่าจะเริ่มตั้งแต่เมื่อ 150-100 ล้านปีก่อน…

นาซ่าจับตา ดาวเคราะห์น้อยไซส์ใหญ่กว่าพีระมิด จะพุ่งเฉียดโลกใน 7 วัน

  วันที่ 23 สิงหาคม 2018 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ นาซ่า ได้เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่นของอังกฤษ จะมีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่พุ่งผ่านโลกด้วยความเร็ว 32,400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 9 กิโลเมตรต่อวินาที ในระยะห่าง 4.8 ล้านกิโลเมตร โดยดาวเคราะห์น้อยนี้มีชื่อว่า 2016 NF23 นับเป็นวัตถุขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 70-160 เมตร ซึ่งเท่ากับว่ามีขนาดใหญ่มากกว่ามหาพีระมิดแห่งกีซา ดร. เดฟเลอร์ คอชนีย์ หัวหน้าทีมค้นหาวัตถุใกล้โลกขององค์การอวกาศยุโรป ระบุว่า ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าว แม้จะมีขนาดเล็กมากหากเทียบกับอุกกาบาตที่พุ่งชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อน จนเป็นเหตุให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ แต่หากมันพุ่งชนโลกจริงจะสร้างความเสียหายให้กับโลกเทียบเท่ากับประเทศเยอรมนีทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่เท่านี้ ใช่ว่าจะพุ่งใส่โลกของเราบ่อยนัก แต่อาจจะเกิดขึ้นทุก 10,000 ปี โดยเฉลี่ย ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2018 นาซ่าได้ประกาศว่า…