สหรัฐฯ ประกาศกร้าว จะเป็น “ชาติแรก” ที่ส่งมนุษย์เดินทางสู่ “ดาวอังคาร”

หลังจากที่เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามกำกับนโยบายด้านอวกาศของสหรัฐฯ ฉบับใหม่ ซึ่งนโยบายฉบับใหม่นี้สนับสนุนให้มีการส่งนักบินอวกาศเดินทางไปนอกโลกเพื่อสำรวจอวกาศมากขึ้น และเพื่อเป็นการสนับสนุนความตั้งใจของนายก     จิม ไบรเดนสตีน ผอ.องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ NASA จึงได้ออกมากล่าวในที่ประชุมโครงการมนุษย์สู่ดาวอังคาร ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ว่า – “หลังภารกิจความสำเร็จที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับดวงจันทร์ ทั้งหมดทำให้เรามั่นใจและกล้าที่จะต่อยอดโครงการใหม่ที่เราตั้งใจจะเดินทางไปยังดาวอังคารให้ได้เสียที โดยสหรัฐฯ ตั้งเป้าว่าจะเป็นชาติแรกในการส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคาร” “วิสัยทัศน์ของท่านประธานาธิบดีเน้นย้ำให้เห็นว่าโครงการสำรวจอวกาศของเราจะทำให้เราเป็นผู้นำในการส่งมนุษย์ไปสำรวจดาวอังคาร ปัจจุบันพวกเรากำลังทำโครงการสำรวจดวงจันทร์และดาวอังคารควบคู่กันไป และภารกิจเหล่านี้จะเป็นโครงการที่สนับสนุนกันและกัน” “อย่างเร็วที่สุดภายในเดือน ก.ค. – ส.ค. ปี 2020 จะมีการส่งยานสำรวจดาวอังคารที่สามารถเก็บตัวอย่างหินและดินบนพื้นผิวดาวเคราะห์สีแดงนี้และสามารถส่งตัวอย่างดังกล่าวกลับมายังโลก ซึ่งจะเป็นการสำรวจเพื่อค้นหาสมรรถภาพของสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่อาศัยของมนุษย์ และในปี 2033 เราจะเริ่มสร้างอาณานิคมของมนุษย์บนดาวอังคาร อย่างจริงจัง”     เวอรา มัลยานี ผู้ก่อตั้งบริษัท Marschitect สนับสนุนแผนการนี้โดยกล่าวว่า – “ตอนนี้ทางบริษัทได้รับผิดชอบทำหน้าที่สำรวจแนวคิดเกี่ยวกับการวางแผนเมืองอย่างยั่งยืนบนดาวดาวอังคาร โดยคุณสามารถเข้าไปในเว็บไซต์ของบริษัทเพื่อดูแบบบ้านที่ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับกับสภาวะเรือนกระจกที่รุนแรงบนดาวอังคารได้ รวมไปถึงเสื้อผ้าที่ทำความสะอาดได้ง่าย ผลิตจากเส้นใยพลาสติกสามารถกำจัดแบคทีเรียบนดาวอังคารได้” source ManoshFizเด็กชายที่น่าสงสารที่สุดในโลก – ผมไม่ได้เป็นนักเขียน…

ปิดน้ำขณะแปรงฟันกันเถอะ! พฤติกรรมเล็กๆ ที่สร้างผลกระทบอันยิ่งใหญ่ให้แก่โลกได้

รู้หรือไม่ว่า? เมื่อเราเปิดน้ำทิ้งไว้ขณะแปรงฟัน ทำให้เราสูญเสียน้ำถึง 4 แกลลอนต่อครั้งต่อคน หรือประมาณ 64 แก้ว ขณะที่มีประชากรโลกราว 4,300 ล้านคน กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำระดับปานกลางถึงรุนแรง และค่าเฉลี่ยการไหลของก๊อกน้ำในประเทศเรานั้นประมาณ 9ลิตร/นาที ถ้าเปิดทิ้งไว้ 3 นาทีจะเท่ากับน้ำอัดลม 83 กระป๋องเลยทีเดียว หรือเท่ากับ 27 ลิตรเชียวนะ     ไมเคิล เฟล์ปส์ (นักว่ายน้ำอเมริกันเจ้าของสถิติครองเหรียญทองมากที่สุดในกีฬาโอลิมปิก) จึงได้ร่วมมือกับ คอลเกต (บริษัทผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่องปาก) เปิดตัวโครงการ Colgate Save Water จุดประสงค์ของโครงการนี้คือการรณรงค์ให้ประหยัดน้ำด้วยวิธีง่ายๆ นั่นคือการปิดก๊อกน้ำขณะแปรงฟัน เฟล์ปส์ บอกว่าตนค่อนข้างแปลกใจ เพราะถึงปัญหาจะใหญ่มากก็จริง แต่วิธีแก้ปัญหาก็ง่ายนิดเดียวเพราะสามารถแก้ได้ด้วยการที่ให้ทุกคน ช่วยกันปิดน้ำขณะแปรงฟันนี่แหละ ที่สามารถช่วยประหยัดน้ำได้ปริมาณมหาศาล น้ำ เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทำให้มนุษย์อยู่รอด เพราะน้ำได้ ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ ประมาณร้อยละ 70 ของร่างกายทั้งหมด และมนุษย์จะต้องกินต้องใช้น้ำอยู่สม่ำเสมอ ดังนั้น น้ำ จึงมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลก เพราะฉะนั้นเวลาแปรงฟันก็ควรปิดน้ำไว้ด้วยนะครับ…

นักวิจัยพบ “เชื้อโรค” นับล้านชนิดตกมาจาก “ชั้นบรรยากาศ” กว่าล้านล้านตัวทุกวัน

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ และผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก จากแคนาดาและสหรัฐอเมริกา ต้องใช้เวลากว่า 20 ปี ในการพยายามหาคำตอบ ของการเจ็บป่วยของผู้คนด้วยเชื้อโรคแบบเดียวกันที่กระจัดกระจายไปทั่วทุกมุมโลก ว่าแท้จริงแล้วไวรัสและเชื้อแบคทีเรียนั้นเดินทางข้ามทวีปไปได้อย่างไร – งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ International Society for Microbial Ecology Journal     พวกเขาตั้งห้องทดลองบนเทือกเขาเซียร์รา เนวาดา ของสเปน เพื่อศึกษาการเดินทางของเชื้อโรคขนาดเล็กที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า พบว่าไวรัสและแบคทีเรียหลายล้านชนิด รวมถึงเชื้อโรคร้ายมากมาย ถูกพัดขึ้นไปอยู่ในบนชั้นบรรยากาศโลกชั้นฟรีโทรโพสเฟียร์ ซึ่งอยู่เหนือสภาพลมฟ้าอากาศ ในรูปแบบของชิ้นส่วนขนาดเล็กมาก ส่งผลให้ทั้งไวรัสและแบคทีเรียสามารถปลิวออกไปได้ไกลหลายพันกิโลเมตรแล้วตกกลับลงมาสู่ผิวโลกได้ ตัวอย่าง – ไวรัสจากทะเลทรายซาฮารา สามารถเดินทางไปยังแอมะซอนได้ – ไวรัสจากพื้นผิวมหาสมุทร สามารภเดินทางไปถึงยุโรปได้ ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของชั้นบรรยากาศทั้งสิ้น และทีมวิจัยยังพบอีกว่า ทุกๆ 1 ตารางเมตรในชั้นบรรยากาศ จะมีแบคทีเรียหลายสิบล้านชนิดและไวรัสเกือบ 1 พันล้านตัว (ไวรัสส่วนใหญ่จะถูกพัดมาจากละอองน้ำในทะเลลอยไปสู่ชั้นบรรยากาศ และกลับลงมาสู่โลกด้วยฝนและพายุฝุ่น)     นักวิทยาศาสตร์ ประมาณการว่าในร่างกายมนุษย์เรามีแบคทีเรียราวๆล้านล้านตัว และถ้าคิดเล่นๆ ในปี 2018 มีจำนวนประชากรทั่วโลก ประมาณ…

การทดลองปลูกถ่ายผิวหนัง ในยุคสงครามโลก – เปลี่ยนโฉมวงการแพทย์ไปตลอดกาล

  จากบันทึกของนายแพทย์ Harold Gillies (แฮโรลด์ จิลลีส์) – บิดาแห่งการศัลยกรรมพลาสติก ได้บันทึกเอาไว้ว่า – “เหล่าทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โชคดีกว่าเหล่าทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มากนัก”   สงครามโลกครั้งที่ 1     เพราะเทคโนโลยีสมัยนั้นยังพัฒนาไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ (100 ปีที่แล้ว) จึงทำให้ผู้ที่มีบาดแผลที่เกิดจากการถูกระเบิดจนทำให้สูญเสียใบหน้า ต้องสวมหน้ากากปูนปั้นเพื่อปกปิดรอยแผลบนใบหน้า และเพื่อไม่ให้ผิวหนังติดเชื้อโรคจากอากาศได้ (ไม่ได้ล้ำยุดเหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยังสามารถผ่าตัดให้ดูเหมือนปกติได้มากยิ่งขึ้น) ฮือๆน่าสงสารมากครับ อุตส่าห์เสียสละไปรบ แต่ผลตอบแทนคือต้องใส่หน้ากากเช่นนี้ไปตลอดชีวิต     แต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ทำให้วงการแพทย์ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ลักษณะแผลที่ทหารได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่สามารถให้ยาสลบแบบเดิมได้ แพทย์จึงต้องคิดค้นการให้ยาสลบแบบใหม่ คือให้ยาเข้าทางหลอดลมโดยตรง ด้วยการใช้ท่อ และยังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่ แฮโรลด์ จิลลีส์ ทีมงานได้บันทึกเอาไว้ ทำให้แพทย์รุ่นหลังสามารถอ่านและปฏิบัติได้เอง จึงเรียกได้ว่าสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดกลุ่มศัลยแพทย์ที่มีทักษะสูงและสามารถนำทักษะเหล่านี้กลับไปใช้ในช่วงหลังสงครามเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านธรรมดาได้อีกด้วย   Walter Yeo ทหารเรือชาวอังกฤษ เป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่ทำศัลยกรรมพลาสติก หลังได้รับบาดเจ็บสาหัสที่เปลือกตาบนและด้านล่างจากการรบในปี…

NASA พบกาแล็กซี ที่สว่างจ้าที่สุดในจักรวาล สว่างกว่าดวงอาทิตย์ 300 ล้านล้านดวง

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 “ไวด์ ฟีลด์ อินฟาเรด เซอร์เวย์ เอ็กซ์พลอเรอร์” หรือกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “ไวส์” ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ NASA ได้เปิดเผยการค้นพบอันน่าตื่นตา นักดาราศาสตร์พบกาแล็กซีที่สว่างที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ เจิดจ้ามากกว่าดวงอาทิตย์ 300 ล้านล้านดวง     โดยกาแล๊กซี่นี้มีชื่อว่า WISE J224607.57-052635.0 อยู่ห่างจากโลกของเราราว 12,500 ล้านปีแสง หรืออาจจะกล่าวเท่ๆได้ว่า เรากำลังมองเห็นอดีตเมื่อ 12,500 ล้านปีก่อนของกาแล็กซี่แห่งนี้ ซึ่งมันเจ็งมากๆเพราะ ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงแรกๆ หลังจากจักรวาลได้ถือกำเนิดขึ้น (นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจักรวาลมีอายุราว 13,800 ล้านปี) และสิ่งที่ทำให้กาแล๊กซี่แห่งนี้สามารถส่องสว่างกว่าดวงอาทิตย์ 300 ล้านล้านดวง นั่นก็เพราะ หลุมดำขนาดใหญ่มหึมาที่อยู่บริเวณใจกลางกาแล็กซี เจ้าหลุมดำนี้ทำหน้าที่ ดูดเอาก๊าซและอนุภาคต่างๆ ให้หมุนวนอยู่รอบๆ จึงทำให้เกิดความร้อนสูงหลายล้านองศาเซลเซียส จากความร้อนที่สูงถึงในระดับนั้น เลยทำให้มีพลังงานที่สูงมาก แสงสว่างจึงเจิดจ้าโดดเด่น สว่างกว่าดวงอาทิตย์ 300 ล้านล้านดวง ได้นั่นเอง    …

พลิกประวัติศาสตร์! ร่างลาวาคนกอดกันแห่งปอมเปอี แท้จริงแล้ว เป็นชายทั้งคู่ – ค.ศ.79

ที่จริงแล้วก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด หากชายจะรักกับชาย ในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าย้อนไปในปี คศ.79 หรือประมาณสองพันปีที่แล้ว ก็ค่อนข้างเป็นเรื่องที่แปลกพอสมควร (แต่ความจริงแล้ว การที่ชายร่วมรักกับชายมีมาตั้งแค่สมัยกรีกโรมันโบราณ หรืออาจจะสมัยเดียวกับปอมเปอีนี่ แล้วหล่ะครับ เป็นการพิสูจน์ความเป็นชายด้วยการที่ให้ทหารทำออรัลเซ็กส์ให้กับชายร่างกำยำ ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จก็ถือว่าสอบตก)     ร่างที่เพื่อนๆเห็นกันอยู่นี้มีชื่อว่า Two Maidens ซึ่งแปลว่า สองหญิงสาว เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2017 แมสซิโม โอซานนา หัวหน้าประจำแหล่งโบราณคดีปอมเปอี ประเทศอิตาลี ออกมาบอกกับสื่่อว่า แท้จริงแล้วร่างที่ถูกลาวาหล่อแข็งเอาไว้นั้น เป็นผู้ชายทั้งคู่ และไม่แน่ว่าทั้งสองอาจจะเป็นคนรักกันอีกด้วย การค้นพบนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการตรวจสอบโดยทำการถ่ายภาพรังสี (CAT scans) ร่วมกับการตรวจดีเอ็นเอ จึงพบว่า เจ้าของร่างทั้งสองเป็นชายหนุ่มในวัย 18 และ 20 ปี ภูเขาไฟวิสซุเวียสเกิดระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.79 (1,939 ปีที่แล้ว) จึงทำให้เมืองปอมเปอีที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ได้รับผลกระทบทั้งจากก๊าซพิษ เถ้าถ่านจากการระเบิดที่โปรยลงมาต่อเนื่อง อีกทั้งโคลนลาวาร้อน ๆ ที่ไหลเข้าท่วมในเมือง คร่าชีวิตผู้คนร่วม…

หญิงสเปน ป่วยซับซ้อน ต้องใช้ชีวิตในห้องกระจก-ห้ามสัมผัสตัว แค่กอดอาจถึงตาย!

Juana Munoz (ฮูอานา มูโนซ) หญิงชาวสเปน วัย 53 ปี เธอป่วยเป็นโรคประหลาด ที่ทำให้ไม่สามารถออกไปไหนได้ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องกระจกแคบๆ ขนาด 25 เมตร ไม่สามารถออกไปเดินเล่นในหน้าร้อนได้ ไม่สามารถออกไปปั้นตุ๊กตาหิมะในหน้าหนาวได้ เพราะเธอป่วยเป็นโรคร้าย 4 ชนิด ที่ต้องดูแลรักษาอย่างเคร่งครัดมาก ทุกอย่างรอบตัว ที่ใครต่อใครสัมผัสได้เป็นปกติ อาจเป็นสิ่งที่อันตรายถึงชีวิตสำหรับเธอ เธอต้องทนอยู่แบบนี้มาเป็นเวลานานกว่า 13 ปีแล้ว     โดยฮูอานามีอาการของโรคร้ายที่อันตรายถึงชีวิต 4 โรค ได้แก่ – MCS (ภาวะภูมิไวต่อสารเคมีหลายชนิด) – Fibromyalgia (ภาวะอาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็น และเนื้อเยื่ออ่อน) – CFS (ภาวะอาการล้าเรื้อรัง) – Electrosensitivity (โรคภูมิแพ้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า)     ซึ่งใครก็ตามที่จะเข้ามาหาเธอ ต้องชำระร่างกายด้วยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารเคมี และต้องสวมเสื้อผ้าจากเส้นใยออร์แกนิกเท่านั้น ก่อนหน้าที่อาการป่วยของเธอจะกำเริบอย่างรุนแรง เธอมีชีวิตที่ปกติดี มีลูก 2…

ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

เมื่อวันที่ 3 เมษยน 61 ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ได้เผยถึงโปรเจคในความพยายามที่จะไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์อายุ 1,000 ปีของแพทย์ชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ในยุคจักรวรรดิโรมันที่รู้จักกันในชื่อ เกเลน แห่ง เพอร์กามอน ชายที่ถูกยกย่องให้เป็น บิดาแห่งเภสัชกรรม (เป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาบาดแผลและผ่าตัดและยังมีความสามารถในการปรุงยาหลายขนาน)     ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้รังสีเอกซ์ ตรวจสอบร่องรอยหมึกเพื่อถอดรหัสจนพบข้อความสำคัญดั้งเดิมที่ซ่อนอยู่เป็นครั้งแรก โดยข้อความที่พบนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้นำไปเปรียบเทียบกับต้นฉบับการแพทย์โบราณมากมายหลายเล่ม โดยข้อความที่ปรากฏออกมานั้นจะให้ความกระจ่างเกี่ยวกับวิธีการรักษาโรคในอดีต เพื่อนำไปบันทึกไว้ในข้อมูลประวัติศาสตร์ ของโรคบางโรคที่ขาดหายไปหรือไม่ได้รับการจดบันทึกอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันมิให้โรคเหล่านั้นเกิดขึ้นในปัจจุบันได้อีก (Galen of Pergamon) – เกเลน เป็นแพทย์ของจักรพรรดิโรมันและแพทย์ผู้รักษาเหล่านักสู้กลาดิเอเตอร์ ตำราของเกเลนถือว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อวิทยาการและการแพทย์ฝั่งตะวันตก โดยคัมภีร์เภสัชกรรมชิ้นเลื่องชื่อของเขาคือ “Mixted and Powers of Simple Drugs”     เกเลน เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์แรกๆ ที่กล้าผ่าตัดในบริเวณที่ไม่มีใครกล้าทำ เช่น การผ่าตัดสมองหรือดวงตา ซึ่งแม้กระทั่งหลังจากยุคกาเลนเป็นเวลากว่าสองพันปีก็ไม่มีใครกล้าทำเช่นเขา ในการผ่าตัดต้อกระจก กาเลนได้ใส่เครื่องมือลักษณะคล้ายเข็มเข้าไปในหลังเลนส์ตา แล้วจึงดึงเครื่องมือไปทางด้านหลังเล็กน้อยเพื่อเอาต้อกระจกออก การดึงเครื่องมือไถลไปแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ตาบอดถาวรได้ โดยบันทึกที่เพื่อนๆเห็นอยู่นี้ คือ 1 ในบันทึกจำนวนมาก (ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด…

นี่มัน Static Shock ชัดๆ! เด็กอินเดียสุดเจ๋ง ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ แค่แตะหลอดไฟก็สว่าง

ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในสมัยที่ผมยังนั่งดูการ์ตูนไม่ยอมทำอะไร ยอมรับเลยว่าตอนนั้นติดการ์ตูนช่อง Cartoon Network มาก ซึ่งรายการโปรดของผมก็จะมี Samurai Jack , teen titans และ Static Shock ซุปเปอร์ฮีโร่วัยรุ่นที่มีสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ บอกตามตรงว่าตอนนั้นมองว่ามันเป็นอะไรที่เท่มากๆ เท่กว่าโรบินใน Teen Titans สะอีก     เมื่อวันที่ 2 เม.ย. เด็กชายอินเดียคนหนึ่งพบว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษชวนทึ่ง เมื่อพ่อของเขาซึ่งเป็นช่างไฟฟ้า นำหลอดไฟฟ้าหลอดหนึ่งกลับมาบ้านด้วย แล้วปรากฏว่าเพียงแค่เขาแตะสัมผัสกับหลอดไฟฟ้านั้น มันก็ส่องแสงสว่างจ้าขึ้นมาได้เอง เด็กชายคนดังกล่าวชื่อว่า Abu Thahir ชาวอินเดีย จากข้อมูลบอกว่า ไม่ว่าเขาจะใช้มือ เท้า หรือศีรษะ หลอดไฟนั้นก็ส่องแสงสว่างขึ้นมาได้เอง     Nizar พ่อของเด็กชายเผยว่า – เขาพบลูกชายมีความสามารถพิเศษนี้ครั้งแรกหลังจากได้ซื้อหลอดไฟฟ้าหลอดหนึ่ง กลับมาบ้าน แล้วให้ลูกชายนำไปวางไว้บนชั้นเก็บของ แต่ระหว่างนั้นลูกชายเขาเกิดไปแตะสัมผัสกับหลอดไฟฟ้านั้น และมันเกิดส่องแสงสว่างขึ้นมา ตอนแรกเขาคิดว่าลูกชายเล่นพิเรนทร์ แต่ต่อมาก็ต้องตกใจเพราะร่างกายส่วนอื่นๆ ของลูกชายต่างก็สามารถทำให้หลอดไฟฟ้านั้นส่องแสงสว่างได้…

นักวิทย์ฯกำลังจะชุบชีวิต แมมมอธ คืนชีพอีกครั้ง! โดยใช้เซลล์เก่าแก่กว่า 4 หมื่นปี

ศาสตราจารย์ จอร์จ เชิร์ช (George Church) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้นำโครงการประกาศว่าจะคืนชีพแมมมอธได้ภายในเวลาเพียง 2 ปี (ศาสตราจารย์แกประกาศไว้เมื่อปี 2017 แต่ตอนนี้ 2018 นั่นเท่ากับว่าเหลือเวลาอีกเพียงแค่ 1 ปี สำหรับบทความนี้เราจะมาอัพเดตถึงความเป็นไปได้ว่าโปรเจคนี้จะทำสำเร็จได้จริงหรือไม่กันครับ     จากการตรวจสอบรายละเอียดของโครงการคืนชีพแมมมอธภายใน 2 ปีข้างหน้านี้พบว่า ไม่ได้ปราศจากความเป็นไปได้เสียทีเดียว เพียงแต่อาจต้องใช้เวลามากกว่านั้นอีกเล็กน้อย และผลที่ได้จะไม่ใช่ช้างแมมมอธขนยาวตัวเป็นๆ วิ่งโลดแล่นในทุ่งหญ้าของไซบีเรียอย่างที่หลายคนจินตนาการไว้ แต่อาจเป็นเซลล์ตัวอ่อนของ “ลูกครึ่งแมมมอธ” ขั้นตอนในการชุบชีวิตแมมมอธ โดยการใช้เทคโนโลยีตัดแต่งยีน – “CRISPR” (เอา DNA ของแมมมอธ กับ ช้างปัจจุบัน ตัดแต่งยีนเข้าด้วยกัน) ขั้นแรกต้องสร้างเซลล์ของแมมมอธเซลล์แรกขึ้นมาให้ได้ก่อน -> แล้วจึงกระตุ้นให้กลายเป็นตัวอ่อน -> เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจนกลายเป็นแมมมอธทั้งตัว จากวิธีข้างต้นนี้จึงทำให้แลปในสเปนสามารถคืนชีพให้กับ แพะภูเขา Pyrenean ibex ได้สำเร็จเมื่อปี 2003 แม้มันจะมีชีวิตอยู่หลังลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีของมนุษย์ปัจจุบันถือว่าก้าวกระโดดกว่าสิบกว่าปีก่อนเป็นอย่างมาก จึงทำให้การชุบชีวิตแมมมอธน่าจะสำเร็จได้จริงๆ ศาสตราจารย์เชิร์ชและคณะสามารถนำยีนของแมมมอธขนยาวใส่เข้าไปในพันธุกรรมของช้างเอเชีย ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดกับแมมมอธที่สุด ซึ่งทำให้ลูกช้างที่จะเกิดมาจากการคืนชีพช้างแมมมอธขนยาวในครั้งนี้…