หมีน้ำ – สิ่งมีชีวิตสุดท้ายที่จะรอด หากวันสิ้นโลกมาถึง (ไปอยู่ต่อบนอวกาศ)

“หมีน้ำ” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “ทาร์ดิเกรด” (Tardigrades) สัตว์ขนาดเล็กจิ๋วผู้โด่งดังจากการปรับตัวให้อาศัยอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมทุกชนิด ตัวของมันไม่มีกระดูกสันหลัง ประกอบด้วยขา 8 ขา ลำตัวแบ่งเป็น 4 ปล้อง (ไม่นับส่วนหัว) จ้าหมีน้ำตัวเล็กมาก ถ้ามองด้วยตาเปล่า เราอาจจะเห็นมันเป็นแค่จุดเล็กๆ การมองเจ้าหมีน้ำต้องใช้อุปกรณ์ช่วยครับ นั่นคือกล้องจุลทรรศน์ ลองใช้กำลังขยายสัก 40 เท่า (กล้องจุลทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน) ที่จริงแล้วหมีน้ำมีหลายชนิดนะครับ บางชนิดก็อ้วนกลมเหมือนหมี บางชนิดก็ตัวผอมยาวเหมือนหนอน หมีน้ำมีสีสันสวยงาม บางตัวสีแดง ขาว ส้ม เหลือง เขียว ม่วง ดำ และโปร่งใส ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบหมีน้ำประมาณ 700-800 ชนิด แต่คาดว่ามีจริงๆ กว่า 10,000 ชนิด     หมีน้ำเป็นสัตว์ขนาดเล็กจิ๋วพกพาสะดวก ตัวเต็มวัยที่ใหญ่ที่สุดมีขนาด 1.5 มม. ส่วนที่ตัวเล็กๆ ก็มีขนาดประมาณ 0.1 มม หมีน้ำอาศัยอยู่ทุกทวีป มีชีวิตได้ทั้งบนบก ในน้ำจืด ในน้ำทะเลเค็มปี๋…

ทฤษฎีน่าสนใจ…จริงหรือไม่? ที่มนุษย์นีแอนเดอร์ธัล สูญพันธุ์เพราะโรคจากมนุษย์สมัยใหม่

นีแอนเดอร์ทาล (Homo neanderthalensis) คือมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล เพื่อนร่วมวิวัฒนาการกับเรามนุษย์โฮโมเซเปียนมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 400,000 – 40,000 ปีก่อน โดยกระจัดกระจายตามทวีปยุโรป เอเชียกลาง และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ก่อนที่พวกเขาจะสูญพันธุ์ไป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ายีนลูกผสมระหว่างมนุษย์ 2 สายพันธุ์นี้ยังคงส่งต่อมายังถึงปัจจุบัน อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในส่วนนี้ของโลก เมื่อราว 75,000 ปี (ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อราว 160 ปีที่แล้ว)     นีแอนเดอร์ทาลและมนุษย์ปัจจุบันได้พบกันครั้งแรกเมื่อราว 40,000 ปีก่อน จากหลักฐานการค้นพบล่าสุดทำให้เราได้รู้ว่า นีแอนเดอร์ทาล มีระดับสติปัญหาไม่ต่างจาก มนุษย์ยุคปัจจุบันเท่าใดนัก(Homo Sapiens) เพราะพวกนีแอนเดอร์ทัล คือมนุษย์ที่สร้างงานศิลปะพวกแรกของโลก โดยสามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะง่าย ๆ บนผนังถ้ำ และตกแต่งเปลือกหอยเพื่อเป็นเครื่องประดับได้ตั้งแต่ราว 65,000 ปีก่อน “ศิลปะคือการใช้สัญลักษณ์สื่อความหมายเชิงนามธรรม ซึ่งเดิมเราคิดว่ามีแต่มนุษย์ยุคใหม่เท่านั้นที่ทำได้ การที่นีแอนเดอร์ทัลสามารถสร้างผลงานศิลปะ แสดงว่ามนุษย์โบราณไม่ได้มีระดับสติปัญญาต่างไปจากเรามากนัก ถ้าให้เวลานีแอนเดอร์ทัลอยู่บนโลกนี้ได้นานขึ้นอีกสัก 40,000 ปี พวกเขาอาจพิชิตดวงจันทร์ได้สำเร็จก็เป็นได้” – ศาสตราจารย์อลิสแตร์ ไพก์ จากมหาวิทยาลัยเซาท์แธมป์ตัน…

นักสร.พบ “โครงกระดูกเล็ก” ยืนยันไม่ใช่เอเลี่ยน! แต่คือทารกที่กลายพันธุ์แบบหาได้ยาก

เมื่อปีค.ศ. 2003 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบโครงกระดูกปริศนา ใกล้กับโบสถ์แห่งหนึ่งในทะเลทรายอาตาคามา (Atacama Desert) ประเทศชิลี ซึ่งในตอนนั้นข่าวแพร่ขยายออกไปว่าโครงกระดูกดังกล่าวเป็นเอเลียน หรือมนุษย์ต่างดาวตัวเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ทะเลทรายมาเนิ่นนาน ในช่วงแรกของการค้นพบนักวิทยาศาสตร์ได้สันนิษฐานเอาไว้ว่า โครงกระดูกจิ๋วชิ้นนี้น่าจะเป็นโครงกระดูกของมนุษย์ในยุคโบราณ มีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี     แต่เมื่อมีการตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้งโดย นักวิจัยด้านจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด ในสหรัฐอเมริกา กลับพบว่า โครงกระดูกจิ๋วมีดีเอ็นเอแบบใหม่ที่ไม่เหมือนกับดีเอ็นเอของมนุษย์ในสมัยโบราณ และเมื่อนำโครงกระดูกจิ๋วมาเทียบกับโครงกระดูกของทารกในครรภ์ก็พบว่ามีส่วนที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเลยก็คือ โครงกระดูกจิ๋วมีขนาดเล็กกว่าทารกที่อยู่ในครรภ์แต่กลับมีศีรษะที่ยาวกว่า (มีขนาดความยาวเพียง 6 นิ้ว) และมีซี่โครงเพียง 10 ซี่ ซึ่งโดยปกติทารกในครรภ์จะมีซี่โครง 12 ซี่     ทีมวิจัยเผยว่าซากโครงกระดูกขนาดเท่ากำมือนี้ จริงๆ แล้วคือมัมมี่ทารกแรกเกิดเพศหญิง ที่มีการกลายพันธุ์ของยีนแบบหาได้ยากโดยเชื่อมโยงถึงลักษณะแคระแกร็น หรือพิการ รวมทั้งยังแก่ก่อนวัย ทำให้มีโครงสร้างเหมือนคนอายุ 6-8 ขวบ นักวิจัยเชื่อว่าทารกอาจคลอดก่อนกำหนดและมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก ซึ่งการวิเคราะห์ดีเอ็นเอที่ได้จากไขกระดูกทำให้ระบุได้ว่าทารกหญิงเป็นชาวอเมริกาใต้เชื้อสายกลุ่มแอนดีน (Andean) ที่อาศัยอยู่ในแถบกลุ่มเกาะชีโลเอนอกชายฝั่งของชิลี     โครงกระดูกนี้ถูกเรียกว่า “Ata (อาตา)” จากการวิจัยยังพบอีกว่า…

รู้หรือไม่?! โลกร้อนทำให้โลกหมุนเซสวนทาง – อีก 250 ปี มนุษย์จะสูญพันธุ์ เพราะ CO2

สำหรับบทความนี้อาจจะไม่เป็นที่น่าสนใจเท่ากับเรื่องของ ปรากฏการณ์หวย ปรากฏการณ์ฟ้องเด็กม.5 หรือปรากฏการณ์ไม่ยอมเลือกตั้งสักที แต่ถึงอย่างไรผมก็จะยังคงนำเสนอต่อไป เพราะปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนนี้ มีโอกาสอย่างมากที่จะ Set Zero เผ่าพันธุ์มนุษย์ให้เหลือ ศูนย์ ในอนาคตอีกไม่นานเกินรออย่างแน่นอน   โลกร้อนทำให้โลกหมุนเซสวนทาง เพื่อนๆรู้หรือไม่ครับว่า หากโลกไม่หมุนทวนเข็มนาฬิกาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ตอบ: ฟ้าถล่มดินทลาย ซึนามิความสูงเป็นกิโลเมตร แผ่นดินไหวเกิน 10 ริกเตอร์ แผ่นดินยกสูง กระแสลมเปลี่ยนทิศ กระแสน้ำอุ่นน้ำเย็น เรียกได้ว่าอะไรที่มีอยู่ในหนังวันสิ้นโลก ยกมาได้หมดเลยครับ ซึ่งอาจจะเว่อร์ไปหน่อย เพราะหากจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริงๆ โลกจะต้องหยุดหมุนแบบฉับพลัน แต่ผลการวิจัยล่าสุดพบว่า มันค่อยๆเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ผมอยากให้ทุกคนตั้งใจอ่าน อาจจะงงนิดๆ แต่ถ้าอ่านดีๆจะเข้าใจได้ง่ายมากๆครับ นักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่า การละลายของน้ำแข็งที่ขั้วโลก ทำให้การกระจายตัวของมวลน้ำเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้แกนหมุนของโลก เมื่อเทียบกับระนาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์เซไปในทางตรงกันข้ามจากเดิม โดยก่อนหน้านี้ขั้วเหนือของโลกเคลื่อนเข้าหาแคนาดาด้วยความเร็ว 10 เซนติเมตร/ปี แต่หลังจากปี 2000 นักวิทยาศาสตร์ก็สังเกตเห็นว่าการเลื่อนของแกนหมุนของโลกเปลี่ยนทิศทางอย่างแปลกประหลาด ล่าสุด คณะนักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการ JPL (Jet Propulsion Laboratory) ของนาซายืนยันแล้วว่าการเลื่อนของแกนหมุนของโลกเปลี่ยนทิศไปในทางตรงกันข้ามจริง โดยมันเฉเลื่อนไปในทางตะวันออกด้วยความเร็ว 17…

ไม่สงสัยทำไมถึงอยู่มาได้ 90 ล้านปี – “จระเข้อเมริกา” โชว์วิธีเอาตัวรอดกลางพายุน้ำแข็ง

  สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียกำลััง ให้ความสนใจภาพความอยู่รอดของจระเข้กลุ่มหนึ่ง ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ภาพดังกล่าวถูกถ่ายเอาไว้โดยเจ้าหน้าที่เขตพันธุ์ป่าลุ่มแม่น้ำแชลล็อต รัฐนอร์ท แคโรไลนา ภาพที่เห็นคือส่วนของปากจระเข้ 3-4 ตัว พากันชูส่วนจมูกขึ้นมาอยู่เหนือผิวน้ำ โดยที่แม่น้ำบริเวณดังกล่าวเย็นยะเยือกกลายเป็นน้ำแข็งเกือบทั้งหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นการเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพอากาศของสัตว์เลือดเย็น จระเข้ตัวดังกล่าวไม่ได้เสียชีวิตจากความหนาวเย็น แต่มันอยู่ในภาวะจำศีลชั่วคราว เพื่อเอาตัวรอดในช่วงเวลาวิกฤตของสภาพอากาศ     เจ้าหน้าที่เขตพันธุ์ป่าฯ ยังได้เฝ้าติดตามดูความเคลื่อนไหวของจระเข้ตัวดังกล่าวทุกๆ วัน จระเข้ชูจมูกขึ้นมาเหนือผิวน้ำเช่นนั้นอยู่ๆ ราว 2-3 วัน โดยที่ส่วนของลำตัวยังอยู่ใต้ผืนน้ำ ส่วนหนึ่งที่พวกมันทำเช่นนั้นก็เพราะเรื่องการช่วยหายใจนั้นเอง   ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผานมา สถานการณ์ภัยหนาวยะเยือกจากอิทธิพลของพายุหิมะรุนแรง หรือ บอมบ์ ไซโคลน ที่พัดถล่มทางชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ขณะนี้ความหนาวเย็นเริ่มคลี่คลายลงแล้ว หลังจากที่สภาพอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นจากสัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่เขตพันธุ์ป่าฯ ได้โพสต์อัพเดทอีกครั้ง หลังจากที่สภาพาอากาศเริ่มอุ่นขึ้นและน้ำแข็งบนผิวน้ำเริ่มละลายลงแล้ว ปรากฏว่าเจ้าจระเข้กลุ่มนี้ได้พ้นจากสภาพจำศีลและว่ายน้ำจากไปหมดแล้ว     จระเข้ยุคปัจจุบันหรือเรียกตามภาษานักวิชาการว่าจระเข้ยุคใหม่นั้น โผล่หน้าขึ้นมาบนโลกเมื่อราว 90 ล้านปีก่อน จระเข้ จัดเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์เลื้อยคลานทั้งหมด มีความสามารถในการปรับสภาพร่างกายในการอยู่รอดจากภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มาแล้วหลายครั้ง พวกมันคงลักษณะโบราณทางด้านกายวิภาคเกือบทั้งหมดของร่างกาย ตั้งแต่ปลายจมูกจรดปลายหาง ไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้แตกต่างไปจากบรรพบุรุษในยุคโบราณ…

อากาศโลกเพี้ยนหนัก! หิมะตกในทะเลทรายซาฮารา กว่า 3 ครั้ง ในช่วง 40 ปี

  เกิดปรากฏการณ์หาชมได้ยาก มีหิมะตกหนักในทะเลทรายซาฮาราอีกครั้ง เมื่อช่วงเช้าตรู่วันอาทิตย์ (7 ม.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 40 ปี ที่มีหิมะตกปกคลุมทะเลทรายขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ปรากฏการณ์หิมะตกดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณเมืองอิน เซฟรา  เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศแอลจีเรีย ตั้งอยู่ในเทือกแอตลาส  ทางตอนเหนือของทะเลทราย ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,280 ฟุต ซึ่งสถานที่นี้ได้ชื่อว่าเป็น “ประตูสู่ทะเลทราย” หิมะที่ตกลงมานี้ปกคลุมพื้นที่บางส่วนหนาถึง 16 นิ้ว สร้างความตื่นตะลึงให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก – หิมะตกครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ปี 1979 (มีหิมะปกคลุมขาวโพลนอยู่ราว 30 นาที) – หิมะตกครั้งที่สองเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ปี 2016 (มีหิมะปกคลุมขาวโพลนอยู่ราว 1 ชั่วโมง) – และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 (มีหิมะปกคลุมตั้งแต่ 7 โมง – 5 โมงเย็น)…

นักวิทย์ยืนยัน “ไส้เดือน” สามารถเติบโตและขยายพันธุ์ได้ในดิน “ดาวอังคาร”

ทีมวิจัยทางชีววิทยา นำโดย วีเกอร์ แวเมลิงค์ นักชีววิทยาประจำมหาวิทยาลัย แวเกนนิงเกน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประสบความสำเร็จในการทดลองเลี้ยงไส้เดือนในดินดาวอังคารจำลอง – หลังจากเพาะเลี้ยงไส้เดือนแล้วนำดินส่วนหนึ่งไปใช้เพาะปลูกพืชผักได้อีกด้วย     ดินที่แวเมลิงค์ซื้อจาก NASA เมื่อปี 2013 ไม่ได้มาจากดาวอังคารจริงๆ แต่จำลองขึ้นโดยการนำเอาโคลนจากภูเขาไฟแห่งหนึ่งในฮาวาย ผสมกับดินจากทะเลทราย โมฮาเว หลังจากนั้นนำดินทั้งหมดผ่านกระบวนการฆ่าสิ่งมีชีวิตในดินทั้งหมดด้วยกรรมวิธีสเตอริไลซ์ เพื่อให้เหมือนกับดินที่ปราศจากสิ่งมีชีวิตจากดาวอังคาร เป็นเงิน 2,500 ดอลลาร์ (ราว 82,000 บาท) ได้ปริมาณดิน 220 ปอนด์ หรือราว 100 กิโลกรัม แวเมลิงค์ นำดินดาวอังคารที่จำลองขึ้นไปไว้ในห้องทดลองที่จำลองสภาพให้คล้ายคลึงกับอาณานิคมบนดาวอังคาร จากนั้นก็เริ่มต้นทดลองเลี้ยงไส้เดือนเกิดใหม่ 2 ตัวซึ่งปรากฏว่าเติบโตได้ดี เมื่อนำไส้เดือนที่โตเต็มวัยซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในดินและสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกได้มาเลี้ยงเพิ่มเติม ไส้เดือนเหล่านั้นไม่เพียงมีชีวิตรอด ทั้งยังขยายพันธุ์ได้อีกต่างหาก   ประโยชน์ของไส้เดือนที่มีต่อดินที่จะใช้ในการเพาะปลูก – ไส้เดือนช่วยพลิกกลับดิน เอาดินด้านบนลงไปด้านล่าง เป็นการคลุกเคล้าแร่ธาตุ เพื่อที่พืชจะดูดสารอาหารได้อย่างเต็มที่ – พรวนดิน ทำให้พืชมีช่องว่างเพียงพอที่รากจะดูดออกซิเจนไปใช้ในการเติบโตได้ – พวกมันสามารถเป็นปุ๋ยได้ เวลาที่พวกมันจากไปแต่ร่างกายของพวกมันก็ยังทำประโยชน์ได้อยู่…

นักวิทย์ลงทุน 3 หมื่นล้าน เจาะสำรวจใจกลางโลก พื้นที่ที่มนุษย์ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน

ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกา รัสเซีย อินเดีย และจีน รวมทั้งอีกหลายประเทศที่มีเทคโนโลยีระดับสูงและเงินทุนเพียงพอได้ส่งยานอวกาศ ดาวเทียม แท้กระทั่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศขึ้นไปโคจรนอกโลก เพื่อถ่ายทอดภาพ หรือ ข้อมูลดาวดวงอื่นกลับมาให้นักดาราศาสตร์ และ นักวิทยาศาสตร์แขนงอื่นได้วิเคราะห์วิจัยสภาพของดาวดวงอื่น     แต่มนุษย์กลับรู้จักโลกดวงนี้ น้อยกว่าดวงจันทร์หรือดาวอังคาร ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์มีโอกาสสำรวจพื้นที่โลกใต้สมุทรเพียงไม่เกิน 10% ของพื้นที่ใต้ท้องทะเลทั่วโลก และยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ยังรู้จักกับสภาพที่แท้จริงใต้พื้นผิวโลกน้อยกว่านั้นมาก ความรู้ที่ใช้ในการพยากรณ์แผ่นดินไหว หรือ การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก หรือ การสำรวจแหล่งแร่นั้น ก็อาศัยทฤษฎีและหลักสถิติในการประเมินและพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น ในทฤษฎีภูมิศาสตร์โลกระบุว่า ลักษณะทางกายภาพของโลกแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ประกอบไปด้วย ชั้นเปลือกโลก ชั้นแมนเทิล และแกนโลก ว่ากันว่าความลึกลับนี้ได้ซ่อนความจริงเกี่ยวกับกระบวนการกำเนิดโลกไว้อยู่ข้างใต้นั้น     จนตอนนี้ได้มีทีมนักวิทยาศาสตร์จากประเทศญี่ปุ่น(JAMSTEC) ได้ออกมาประกาศว่าจะทำการเจาะเปลือกโลกให้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ให้ได้ แม้มนุษย์จะพยายามศึกษาความลับของเปลือกโลกมานานกว่า 50 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถเจาะผ่านเปลือกโลกได้สำเร็จ ซึ่งความพยายามครั้งล่าสุดสามารถทำได้ราว 700 เมตร เท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องหาจุดที่ชั้นเปลือกโลกมีความบางมากที่สุด และได้พบกับจุดหมายแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิก ดังนั้นการเจาะจึงต้องอาศัยเรือขุดเจาะและท่อขุดเจาะที่มีความแข็งแรงเป็นพิเศษสามารถรองรับแรงกดดันมหาศาลในบริเวณที่ต้องการสำรวจได้     เครื่องมือที่ใช้ในภารกิจขุดเจาะครั้งนี้ก็คือ “เรือขุดเจาะ…

อุจจาระอายุ 1,200 ปี ของชาวไวกิ้ง ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของคนในยุคนั้น ได้เป็นอย่างดี

  อุจจาระอายุ 1,200 ปี ของชาวไวกิ้งถูกห่อหุ้มเก็บไว้อย่างดี ขุดพบเมื่อปี 1972 ที่เมืองยอร์ค ประเทศอังกฤษ มันได้บอกถึงเรื่องราว ลักษณะการบริโภคอาหารในยุคนั้น และแสดงให้เห็นว่าเจ้าของ มีปัญหาจากปรสิตในลำไส้ ที่น่าตลกคือ ตอบขุดพบนั้น นักสำรวจนึกว่ามันคือกระดูก เพราะมันถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี ในกล่องหิน ทุกคนต่างดีใจกันยกใหญ่ แต่พอผลตรวจออกมาเท่าน้ันแหละ ทุกคนจ๋อยกันไปเลย ฮ่าๆๆ     จากการวิเคราะห์ของนักสำรวจพบว่า สาเหตุที่อุจจาระก้อนนี้ถูกพันเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีนั้นก็เพราะ ในยุคนั้นอาจมีโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร หมอจึงให้ผู้ป่วยรายนั้นนำอุจจาระที่ถ่ายไว้เก็บใส่ห่อมา เพื่อนำมาตรวจสอบว่าไอ่โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารที่กำลังระบาดอยู่นี้เกิดจากอะไร จนได้ข้อสรุปว่า เนื่องจากชาวไวกิ้งกินเนื้อเป็นหลักซึ่งมันไม่ดีต่อสุขภาพ แถมยังดื่มหนัก บวกกับในอดีตที่สุขอนามัยยังไม่ค่อยจะดีนัก จึงมีการระบาดของโรคพยาธิปากขอ บางคนก็อึแตก บางคนก็ท้องผูก ทำให้อุจจาระที่ออกมานั้นแข็งเหมือนกับหิน จนตอนนี้มันเริ่มกลายเป็นฟอสซิล (สงสารตอนเบ่งจริงๆ) ที่มา – buzzfeed ManoshFizเด็กชายที่น่าสงสารที่สุดในโลก – ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน http://www.flagfrog.com

การค้นพบฟอสซิล “ยุง” ดึกดำบรรพ์ตัวแรก ที่มีเลือดอยู่เต็มพุง ที่มีอายุกว่า 46 ล้านปี!

ไอเดียในภาพยนตร์เรื่อง จูราสสิค ปาร์ค เกี่ยวกับการใช้ฟอสซิลยุงที่มีเลือดไดโนเสาร์อยู่ในท้องเพื่อโคลนนิ่งไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อหลายล้านปีก่อนอาจเป็นเพียงนิยายวิทยาศาสตร์ที่น่าตื่นเต้น จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบฟอสซิลของยุงที่มีเลือดอยู่ในท้องจริงๆ เป็นครั้งแรก แม้จะไม่ถึงขนาดที่เอามาโคลนนิ่งสร้างสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วได้แบบในภาพยนตร์ แต่การค้นพบนี้ก็ให้ข้อมูลมากมายแก่นักวิทยาศาสตร์     ฟอสซิลยุงที่เพื่อนๆเห็นกันอยู่นี้มีชื่อว่า USNM 559050 ค้นพบฟอสซิลยุงในชั้นหิน Oil Shale ในรัฐ Montana ประเทศอเมริกา เป็นฟอสซิลยุงที่ค้นพบตั้งแต่ช่วงปี 1980 ไม่ได้ฝังอยู่ในแท่งอำพันแบบในเรื่องจูราสสิค พาร์ค แต่ฝังอยู่ในหินดินดานที่เกิดจากตะกอนทับถมกันในน้ำ (ในโลกนี้มีแมลงที่กินเลือดอยู่ราว 14,000 สปีชีส์) ยุงโบราณตัวนี้ยังมีสภาพครบสมบูรณ์มาจากการที่ถูกหินลักษณะ เป็นโคลนอ่อนนุ่มหุ้มตัวไว้ในช่วง ที่เทือกเขาแห่งนี้ยกตัวขึ้นจากพื้นผิวโลก ในช่วงที่มีการก่อกำเนิดเทือกเขานี้ใหม่ๆ ทำให้ซากยุงถูกดันขึ้นไปอยู่บนเทือกเขา ก่อนที่โคลนที่หุ้มตัวยุงอยู่ จะแข็งตัวอย่างช้าๆ โดยไม่ได้ทำลายซากยุงที่ติดอยู่ เกิดเป็นฟอสซิลยุงที่ครบสมบูรณ์ แต่สำหรับคนที่หวังว่านักวิทยาศาสตร์จะโคลนนิ่งไดโนเสาร์ได้แบบในเรื่องจูราสสิค ปาร์ค คงต้องผิดหวังหน่อย เพราะ DNA ในเลือดถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว นอกจากนี้เลือดที่อยู่ในท้องยุงยังไม่ใช่เลือดไดโนเสาร์อีกด้วย เพราะอายุของฟอสซิลดังกล่าวมีอายุ 46 ล้านปี ซึ่งเป็นยุคที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ดังนั้นเลือดในท้องจึงไม่ใช่ของไดโนเสาร์แน่นอน     แต่ฟอสซิลยุงที่ค้นพบนั้นมาจากยุค Eocene ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้เป็นยุคไดโนเสาร์ แต่ก็มีอายุกว่า…