MIT เล็งใช้ “ใยแมงมุม” เพื่อนำไปสร้างเป็น “กล้ามเนื้อของหุ่นยนต์” ในอนาคต

ใยแมงมุมถือได้ว่าเป็นหนึ่งในวัสดุที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกในแง่ของน้ำหนักและการใช้งานที่มีความหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเกราะ การสร้างผิวหนังเทียม ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและพิการด้วยการรักษาไขสันหลังที่เสียหาย และปรับปรุงไมโครโฟนในเครื่องช่วยฟัง ล่าสุดนักวิจัยจาก สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้ค้นพบคุณสมบัติใหม่ของมันที่อาจถูกนำไปสร้างเป็นกล้ามเนื้อของหุ่นยนต์ในอนาคตอันใกล้นี้     ทีมวิจัยพบว่าใยแมงมุมไม่เพียงแต่มีความยืดหยุ่นสูงเท่านั้น แต่ยังมีการตอบสนองที่แปลกประหลาดต่อการเปลี่ยนแปลงของความชื้น เมื่ออากาศรอบ ๆ เส้นใยมีความชื้นสัมพันธ์ในระดับหนึ่ง พวกมันจะบิดและหดตัวทันที ซึ่งการหดนี้แรงพอที่จะใช้เป็นตัวกระตุ้นได้ เช่นการเปิดวาล์ว นักวิจัยเรียกการควบคุมนี้ว่า “Supercontraction” ซึ่งใยแมงมุมมีการออกแรงอย่างรุนแรงเพราะหดตัวของความชื้นด้วยเช่นกัน และมันยังให้แรงบิดด้วย ซึ่งไม่เหมือนกับเส้นใยชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะมาจากธรรมชาติหรือที่มนุษย์สร้างขึ้น และดูเหมือนว่าจะเป็นเอกลักษณ์ที่มีแต่ในใยของแมงมุมเท่านั้น     แม้ตอนนี้นักวิจัยจะไม่แน่ใจว่าการบิดนี้มีประโยชน์ในทางชีวภาพไหม แต่พวกเขาคิดว่ามันจะถูกนำไปปรับใช้กับหุ่นยนต์ “นี่น่าสนใจสำหรับชุมชนหุ่นยนต์มาก ๆ” นักวิจัย Markus Buehler หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่ามันสามารถถูกนำไปใช้ในการควบคุมเซ็นเซอร์หรืออุปกรณ์ควบคุมบางชนิดได้ “มันแม่นยำมาก ๆ ที่จะคุณสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวเหล่านี้โดยการควบคุมความชื้น” Pupa Gilbert ศาสตราจารย์วิชาฟิสิกส์เคมีและวัสดุศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยครั้งนี้ แต่ก็ได้แสดงความเห็นว่าเขาประทับใจในศักยภาพของมันเช่นกัน “นี่เป็นเหมือนเชือกที่บิดและไม่บิดตัวเองโดยขึ้นอยู่กับความชื้นในอากาศ กลไกลระดับโมเลกุลที่นำไปสู่ประสิทธิภาพอันโดดเด่นนี้ สามารถนำไปสร้างหุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยความชื้น หรือสร้างพวกผ้าอัจฉริยะได้”     Fact –…

พามารู้จัก DeepSqueak – AI วุ้นแปลภาษา ที่ทำให้เรารู้ว่าหนูกำลังคุยอะไรกันอยู่ได้

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันได้คิดค้นปัญญาประดิษฐ์ AI ในชื่อ DeepSqueak ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าใจได้ว่าพวกหนูกำลังพูดคุยกันอยู่ครับ เนื่องจากหนูมักถูกใช้ในการทดลองทางการแพทย์ เทคโนโลยีนี้ทำให้นักวิจัยสามารถรับรู้ระดับความเครียดของหนู หรือตัวชี้วัดอื่น ๆ เมื่อพวกมันถูกใช้ในการทดสอบได้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ Google Translate ที่แปลเป็นภาษาของหนูให้มนุษย์เข้าใจแบบตรง ๆ แต่มันมีประโยชน์สำหรับการถอดรหัสรูปแบบของการเปล่งเสียงที่เกิดขึ้นระหว่างหนูเมื่อพวกมันสื่อสารกัน ดังนั้นมันจึงทำให้เราเข้าใจการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพวกมันได้ง่ายขึ้น   “หนูมักแสดงออกด้วยการเปล่งเสียงที่มีความถี่สูงเกินกว่าที่มนุษย์จะได้ยิน ในอดีตนักวิจัยบันทึกสิ่งเหล่านี้เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกของสถานะทางอารมณ์ของสัตว์ในระหว่างการทดสอบพฤติกรรม แต่ปัญหาคือการวิเคราะห์จากการบันทึกด้วยตัวเองแบบนี้อาจใช้เวลานานถึง 10 เท่า เพราะต้องชะลอความเร็วของเสียงจนถึงความถี่ที่มนุษย์ได้ยิน นี่ทำให้ปริมาณงานมีจำนวนน้อยและทำให้นักวิจัยหมดกำลังใจจากการอ่านสภาวะทางอารมณ์ของสัตว์” John Neumaier ศาสตราจารย์ของภาควิชาจิตเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์กล่าว ก่อนนี้มีการนำซอฟต์แวร์มาใช้ในการวิเคราะห์แต่กลับได้ผลลัพท์ที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ เนื่องจากเสียงที่ได้มีเสียงจากพื้นหลังเข้ามารบกวน และเสียงมีคุณภาพแย่ลงเมื่อถูกมาแยกเสียง จึงทำให้งานวิจัยนี้เน้นไปที่เรื่องการเปล่งเสียงด้วย เช่น ช่วงความถี่ของพวกหนูที่สัมพันธ์กับสถานทางอารมณ์ที่มีความสุขหรือไม่มีความสุข นอกจากนี้ DeepSqueak อาจถูกพัฒนาให้มันรู้ลึกมากขึ้น เช่น รู้คำสั่งของเสียงร้อง และความสัมพันธ์ทางโลกจากการดูกระทำและเหตุการณ์ต่าง ๆ ปัจจุบันเครื่องมือนี้ยังไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดได้ว่าหนูกำลังพูดอะไร แต่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติในอนาคตอันใกล้มากทีเดียวครับ Fact – Sonya Fitzpatrick เป็นนักสื่อสารสัตว์ที่อ้างว่าตัวเองสามารถสื่อสารกับสัตว์เกือบทุกชนิดรู้เรื่อง ซึ่งช่วยให้เธอสามารถแก้ปัญหาพฤติกรรมของสัตว์ที่มีปัญหา ส่งข้อความทางจิตให้สัตว์รับรู้ ช่วยหาสัตว์ที่หายไปกลับมาเจอกับเจ้าของ และสื่อสารกับสัตว์ที่ตายไปแล้ว ทั้งหมดนี้ยังทำให้เธอไปอยู่ใน To Love…

อย่ากังวล Oxford เผย – เทคโนโลยีไม่ได้อันตรายต่อสุขภาพจิตของเรามากขนาดนั้น

เชื่อว่าพ่อแม่ของหลายๆ คนคงคิดว่าเทคโนโลยีดิจิตอลนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตของคนหนุ่มสาว แต่ความจริงแล้วมันเป็นแบบนั้นจริงหรือ? การศึกษาใหม่จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดที่นำข้อมูลจากอาสาสมัครกว่า 350,000 คนในประเทศสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร มาวิเคราะห์ ได้แนะนำเราว่าอย่าตื่นตูมกันมากเกินไป แม้ว่านักวิจัยจะไม่ปฏิเสธว่าเทคโนโลยีดิจิตอลนั้นส่งผลเสียต่อผู้ใช้ที่ยังเยาว์วัย แต่พวกเขาก็สรุปว่ามันมีส่วนช่วยในการส่งผลลบต่อสุขภาพจิตของคนหนุ่มสาวเพียง 0.4% เท่านั้น เทียบไม่ได้เลยกับผลกระทบของการดื่มสุรา การใช้กัญชา หรือแม้กระทั่งการไม่ทานอาหารเช้า “ฉันเริ่มทำงานกับโครงการนี้ประมาณเดือนกันยายน 2017 ซึ่งเป็นตอนที่มีการรายงานข่าวของสื่อสังคมออนไลน์และผลกระทบต่อวัยรุ่นอย่างแพร่หลาย เพราะหนังสือ iGen ของ Jean Twenge” หนึ่งในนักวิจัย Amy Orban กล่าวถึง iGen หนังสือที่พูดถึงสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นๆ นั้นอาจส่งผลกระทบสุขภาพจิตของวัยรุ่นอย่างไร ที่มีการการเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการพักผ่อนไม่เพียงพอ และผลกระทบที่อาจเป็นอันตรายของเทคโนโลยี งานของ Orban เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีที่เรียกกว่า Specification Curve Analysis (SCA) ที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีกว่า 600 ล้านวิธี และแสดงข้อสรุปที่เป็นไปได้จำนวนมากออกมา ทั้งเชิงบวก เชิงลบ และเป็นกลาง Orban บอกว่าเธอไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนจะประเมินเทคโนโลยีในเชิงลบมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ยังไม่มั่นใจพอว่าคำถามที่ถามอาสาสมัครไปจะมีความแม่นยำเพียงพอต่อการนำมาวิเคราะห์ “ปัญหาคือคำถามที่ใช้ถามว่าเทคโนโลยีดิจิตอลเป็นอันตรายต่อชีวิตของเรานั้นยังไม่เหมาะสมมากพอ แม้แต่การใช้โซเชียลเองมีเดียก็มีความหลากหลาย ใครสักคนอาจกำลังสไกป์หาปู่ย่าตายายของพวกเขา หรือมีกลุ่ม WhatApp…

นักวิจัยจีน ค้นพบวิธี “ควบคุมการเคลื่อนไหว” ของหนู ด้วยสมองของมนุษย์

นักวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ประเทศจีน ได้ค้นพบวิธีที่ช่วยให้มนุษย์อย่างเราสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของหนูโดยการใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า การติดต่อสื่อสารกับสมองด้วยสมอง การติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ด้วยสมอง หรือ BCIs ที่ถูกคิดค้นมาได้สักระยะแล้ว เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้คนเราป้อนคำสั่งไปยังคอมพิวเตอร์โดยใช้เพียงแค่ความคิด ซึ่งมักจะทำงานโดยการใช้หมวกตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ที่จะเก็บบันทึกกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสมองและฝึกระบบคอมพิวเตอร์ให้มันรับรู้รูปแบบความคิด คอมพิวเตอร์จะวิเคราะห์รูปแบบความคิดเหล่านั้นและแปลงเป็นการกระทำบางอย่างออกมา BCIs ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเราคิดเกี่ยวกับทางเลือกง่ายๆ อย่างเช่นซ้ายหรือขวาเพื่อการนำทาง รวมถึงตอนที่เราจินตนาการถึงการเคลื่อนไหว เนื่องจากการกระทำของกิจกรรมของระบบประสาทค่อนข้างคล้ายกับกิจกรรมที่เราเห็นตอนเคลื่อนไหวจริงๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ BCIs มีศักยภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยอัมพาต หรือปัญหากล้ามเนื้อ ในเมื่อเรามี BCIs แล้ว มันจึงมีความเป็นไปได้ที่เราจะสามารถตั้งค่าส่วนต่อประสานด้วยการควบคุมสมองในฐานะผู้ส่ง และใช้เทคนิคที่เรียกว่า การกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านกะโหลก (TMS) เพื่อถ่ายทอดสัญญาณไปยังอีกสมองของผู้รับสาร TMS ทำงานได้โดยการวางขดลวดแม่เหล็กไว้บนศรีษะที่ใกล้กับสมอง และยิงสนามแม่เหล็กเพื่อกระตุ้นสมอง ซึ่งในปี 2015 นักวิจัยได้สาธิตวิธีการติดต่อสื่อสารกับสมองด้วยสมอง (BBI) ให้เห็นเป็นครั้งแรก หลังนักวิจัยคนหนึ่งสามารถขยับนิ้วของเพื่อนร่วมงานเพียงแค่ใช้สมองสั่งการได้สำเร็จ สิ่งที่การวิจัยนี้ศึกษาคือการใช้เทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันเชื่อมต่อสมองมนุษย์กับสมองของสัตว์อื่นเพื่อสร้าง “หุ่นยนต์หนู” นักวิจัยใช้หมวก EEG กับมนุษย์เพื่อตรวจจับคำสั่งสำหรับการเคลื่อนไหวแล้วส่งข้อมูลนี้ไปยังสมองของหนูโดยตรงผ่านทางไมโครอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากที่หนูถูกฝึกให้มีความสัมพันธ์กับสัญญาณกระตุ้นเพื่อทำการเคลื่อนไหว หนูก็จะทำตามคำสั่งที่มนุษย์เป็นคนคิด นักวิจัยยังทดลองใช้การกระพริบตาเป็นกลไกลในการส่งสัญญาณ และบอกว่าขั้นต่อไปของพวกเขาคือการทำให้สัญญาณควบคุมเป็นแบบสองทิศทาง หรือก็คือทำให้มนุษย์สองคนสามารถติดต่อสื่อสารกันผ่านสมองได้โดยตรง Fact – เหตุผลที่หนู เป็นสัตว์ที่นักวิทยาศาสตร์มักใช้ในการทดลองต่างๆ เป็นเพราะมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีจำนวนยีนส์ใกล้เคียงมนุษย์ การทำการทดลองจึงได้ผลออกมาใกล้เคียงกัน รวมถึงหนูยังเป็นสัตว์ที่มีประสาทสัมผัสไวมาก…

นักวิจัยเผย กำลังคิดค้น AI ที่ช่วยเปลี่ยนความคิดของคน ให้เป็นคำพูดออกมาได้จริง

ถือเป็นครั้งแรกที่นักประสาทวิทยาได้พัฒนาระบบที่สามารถแปลความคิดความอ่านออกมาเป็นคำพูดได้โดยตรง เพื่อให้ผู้ที่ขาดความสามารถในการพูดคุยสื่อสารสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจชัดเจน ระบบดังกล่าวถูกสร้างโดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งพวกเขาทำงานโดยการเฝ้าสังเกตกิจกรรมของสมอง แยกแยะสัญญาณของสมอง และสร้างคำใหม่ที่แต่ละคนได้ยินขึ้นมา โดยใช้เครื่องสังเคราะห์เสียงพูดและปัญญาประดิษฐ์ (A.I.) เทคโนโลยีที่วางรากฐานสำหรับการช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถพูดได้เนื่องจากความพิการให้กลับมาสื่อสารด้วยวิธีพูดอีกครั้ง “เป้าหมายสูงสุดของเราคือพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถแปลเสียงในหัวของผู้ป่วยที่ไม่สามารถพูดได้ออกมา เพื่อให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้” นิมา เมสการานี วิศวกรไฟฟ้าผู้เป็นหัวหน้าโครงการกล่าว เมื่อผู้คนพูดหรือคิดเกี่ยวกับการพูด สมองจะมีการส่องสว่างเหมือนกับต้นคริสมาสต์ และเซลล์ประสาทจะวิ่งไปยังสมองทั้งซีกซ้ายและขาว นักวิจัยทางประสาทได้พยายามอย่างหนักในการถอดรหัสรูปแบบที่ปรากฎในสัญญาณเหล่านี้ แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เนื่องจากหลายปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์อย่างเมสการานีพยายามแปลกิจกรรมสมองให้เป็นภาษาออกมาผ่านการใช้เครื่องมืออย่างแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ภาพของความถี่เสียง ในงานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ของพวกเขา เมสการานีและทีมของเขาได้ใช้คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าโวโคเดอร์ซึ่งสามารถสร้างเสียงพูดขึ้นมาได้ แต่การจะฝึกให้โวโคเดอร์ฝึกพูดเสียงของมนุษย์ เมสการานีต้องการแบบจำลองสมอง เขาจึงร่วมมือกับ แอเชส ดิเนช เมทาห์ ศัลยแพทย์ระบบประสาทที่สถาบันแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพนอร์ธเวลล์ในเมืองนิวยอร์ค ที่ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลมชัก เมสการานีและเมทาห์ขอให้ผู้ป่วยบางคนฟังเสียงพูดและวัดการทำงานของสมองไปพร้อมๆ กัน ซึ่งถึงแม้โวโคเดอร์จะสามารถฝึกพูดเสียงของมนุษย์ได้จากรูปแบบในการทำงานของสมองผู้ป่วย แต่ผลลัพธ์ทั้งหมดที่ออกมากลับไม่สมบูรณ์แบบมากนัก เนื่องจากเสียงที่โวโคเดอร์สร้างขึ้นมานั้นเป็นหุ่นยนต์เกินไป แม้ว่าจะใช้ A.I. เข้ามาช่วยให้ฟังเข้าใจได้มากขึ้นแล้วก็ตาม ก้าวต่อไปหลังจากนี้คือนักวิจัยวางแผนที่จะทดลองใช้คำที่ซับซ้อนมากขึ้นก่อนที่จะไปสู่ประโยค และเป้าหมายสุดท้ายของพวกเขาคือการรวมระบบเข้ากับรากฟันเทียมที่สามารถแปลความคิดออกมาเป็นคำพูดได้โดยตรงครับ Fact – สุดยอดนักฟิสิกส์ Stephen Hawking ล้มป่วยด้วยโรคเซลล์ประสาทสั่งการทำให้เขามีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถพูดและขยับตัวได้ ทำได้แค่ขยับนิ้ว กะพริบตา และขยับแก้มนิดหน่อยเท่านั้น เพื่อทำให้เขาสามารถกลับมาพูดได้อีกครั้ง เขาจึงต้องใช้นิ้วกดปุ่มแสดงคำเพื่อให้คอมพิวเตอร์เปล่งเสียงออกมาแทน แต่ภายหลังที่นิ้วของเขาไม่สามารถใช้งานได้อีก…

จีนโผล่ค้าน หลังทรัมป์สั่งสร้าง “กองบัญชาการอวกาศ” เตือนอย่าติดอาวุธ ไม่อยากทำสงคราม

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. กระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน “การติดอาวุธ” ในอวกาศของสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งให้สร้าง “กองบัญชาการอวกาศ” เพื่อควบคุมปฏิบัติการทางอวกาศ “เราขอเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้ใช้พื้นที่อวกาศอย่างสันติ และขอคัดค้านการติดอาวุธในอวกาศ รวมถึงการแข่งขันทางอาวุธในอวกาศ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเปลี่ยนอวกาศให้เป็นสนามรบแห่งใหม่ได้เช่นกัน” กองบัญชาการอวกาศ (SpaceCom) ที่ว่านี้ ได้รับการอนุมัติก่อตั้งเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2018 ที่ผ่านมา ด้วยงบประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ สำหรับระยะเวลา 5 ปี ซึ่งขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหม โดยจะทำหน้าที่บริหารจัดการและพัฒนางานของกองทัพที่เกี่ยวกับอวกาศ รวมถึงดาวเทียมของกองทัพที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและให้ข้อมูลการเดินทาง ซึ่ง “กองบัญชาการอวกาศ” และ “กองทัพอวกาศ” (US Space Force) เป็นคนละโครงการกัน แต่เชื่อว่าในเร็ว ๆ นี้จะถูกประกาศจัดตั้งขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงร่างแผน หากถูกจัดตั้งเสร็จสิ้นจะเป็นเหล่าทัพที่ 6 ของสหรัฐฯ ต่อจากกองทัพบก, กองทัพอากาศ, กองทัพเรือ, เหล่านาวิกโยธิน และยามฝั่ง Fact –…

ญี่ปุ่นเตรียมสร้าง ปรากฎการณ์ “ฝนดาวตก” ด้วยฝีมือมนุษย์ เป็นครั้งแรกของโลก

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. บริษัท ALE co. บริษัทสตาร์ตอัพด้านอวกาศของประเทศญี่ปุ่น ได้แถลงถึงโครงการสร้าง “ฝนดาวตกเทียม” ซึ่งตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้วที่จะทำให้เป็นจริง และตอนนี้เหลือเพียงการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศในเดือนมกราคม 2019 เท่านั้น ตามข้อมูล ระบุว่า ดาวเทียมดังกล่าวจะมีขนาดเล็ก กว้างเพียง 60 เซนติเมตร สูง 80 เซนติเมตร และมีน้ำหนักเพียง 65 กิโลกรัม ซึ่งจะถูกยิงขึ้นสู่อวกาศจากศูนย์อวกาศทาเนกาชิมะ ในจังหวัดคะโกชิมะ จำนวน 2 ดวง ในวันที่ 17 มกราคมปีหน้า โดยดาวเทียมทั้ง 2 ดวง จะทำหน้าที่ปล่อยลูกโลหะขนาดเล็กจำนวนหนึ่ง ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งลูกโลหะเหล่านั้นจะตกลงสู่ชั้นบรรยากาศของโลกและถูกเผาไหม้ เพื่อสร้างปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกับ ฝนดาวตกตามธรรมชาติ แต่ที่แตกต่างคือสามารถเลือกสีที่ต้องการได้ด้วย (ตามธาตุที่ถูกยิงลงมา) ซึ่งทางบริษัทคาดว่า ดาวเทียมจะสามารถอยู่บนอวกาศได้ประมาณ 2 ปี เพื่อรองรับงานเทศกาลต่าง ๆ ประมาณ 20-30 งาน ซึ่งดาวเทียมแต่ละดวงจะบรรจุลูกเหล็กไว้…

พบคนขับ Tesla เมาหลับหลังพวงมาลัย ขณะรถวิ่ง 112 กม./ชม. โดยใช้โหมด “ขับอัตโนมัติ”

เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตำรวจทางหลวงแคลิฟอร์เนียร์ ได้สั่งหยุดรถ Tesla ที่ขับมาด้วยความเร็ว 70 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 112 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) หลังจากที่ตามอยู่นาน 7 นาที เมื่อรถหยุดสนิทเจ้าหน้าที่จึงทำการล้อมหน้าหลัง และเมื่อเปิดประตูก็ได้พบกับนาย ซาเม็ก ชายหนุ่มวัย 45 ปี ที่กำลังหลับอยู่หลังพวงมาลัยในสภาพมึนเมาได้ที่ เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้เขาลงจากรถ และได้นำรถคันดังกล่าวไปจอดไว้ในปั๊มที่ใกล้ที่สุด จากนั้นจึงทำการสอบปากคำ โดยนายซาเม็กเผยว่า ก่อนที่จะหลับเขาได้เปิดใช้ฟีเจอร์ Autopilot ซึ่งคิดว่าคงไม่เป็นไร เพราะได้ตั้งค่าความเร็วเอาไว้แล้ว แต่ตำรวจไม่คิดเช่นนั้น เพราะฟีเจอร์นี้เพิ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุจนมีคนเสียชีวิตเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จึงทำให้ตำรวจต้องควบคุมตัวเขาเอาไว้ก่อน ซึ่งประมาณบ่ายโมงในวันต่อมา นายซาเม็ก ถูกแจ้งสองข้อหา 1.เมาแล้วขับ 2.ขับรถขณะที่แอลกอฮอล์สูงกว่าที่กฏหมายกำหนด คิดเป็นค่าปรับกระทงละ $7,500 โดยก่อนหน้านี้ องค์กรเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ได้ร้องเรียนคณะกรรมการการค้าสหรัฐฯว่า “ระบบขับอัตโนมัติ” ของ Tesla เป็นการหลอกลวง เพราะระบบนี้ทำได้เพียงช่วยบังคับพวงมาลัยให้อยู่ในเลน และควบคุมความเร็วเท่านั้น ซึ่งการใช้ชื่อระบบแบบนี้เป็นการโฆษณาที่เกินจริง จึงทำให้ Tesla ต้องออกมาโต้กลับด้วยการปล่อยฟีเจอร์ “ขับขี่ด้วยตัวเองเต็มรูปแบบ” (full…

ข่าวด่วน !!! NASA ส่งยาน InSight ลงจอดบน “ดาวอังคาร” สำเร็จแล้ว

หลังจากเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2018 ที่ผ่านมา NASA ได้ส่งยานอวกาศ InSight ออกจากโลกสู่ห้วงอวกาศประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนกระทั่งวันนี้ 27 พ.ย. 2018 เมื่อเวลาตีสามของประเทศไทย ยานอวกาศลำดังกล่าว ก็สามารถทำการลงจอดบนที่ราบ Elysium Planitia ได้สำเร็จ ตามแผนที่วางไว้     ซึ่งภารกิจต่อไปคือ การเจาะผิวดินของดาวอังคาร โดยใช้ “หุ่นยนต์ตัวตุ่น” ที่จะทำการฝังตัวเองลงไปในชั้นผิวดินลึก 5 เมตร เพื่อคอยเก็บข้อมูลดินบนดาวอังคารอย่างละเอียดที่ระดับความลึกต่าง ๆ เพื่อจะได้รู้ว่าอัตราการถ่ายเทความร้อนจากแก่นดาวอังคารออกมาสู่พื้นผิวนั้นเป็นอย่างไร ข้อมูลนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์อัตราการถ่ายเทความร้อนในอดีตของดาวอังคาร และสืบสาวไปจนถึงกระบวนการเกิดของดาวอังคารได้     นอกจากนี้ ยานอินไซต์ยังมีภารกิจทำการทดลองสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือการส่งสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อวัดว่า ดาวอังคารเหวี่ยงตัวรอบแกนหมุนของตนเองอย่างไร ซึ่งข้อมูลจากการตรวจสอบและทดลองทั้งหมดมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการศึกษาเรื่องกระบวนการก่อตัวและวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ การทำความเข้าใจธรรมชาติของดาวอังคาร จะกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจดาวเคราะห์หินอื่น ๆ ทั้งในและนอกระบบสุริยะ รวมถึงโลกของเราด้วย Fact – โครงการนี้ใช้งบไปทั้งหมด 830 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 27,000…

NASA เตรียมเปิดตัว เครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียง เล็งใช้พาณิชย์ในปี 2021

หลังจากที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้อนุมัติเงิน 247 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการ X-59 QueSST หรือที่มีชื่อเล่นว่า Concorde II ไปเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2018 เพื่อผลักดันเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ที่เดินทางได้เร็วกว่าเสียง โดยมีองค์การนาซ่าเป็นผู้ดูแลโครงการ และมีบริษัทล็อกฮีดมาร์ตินเป็นผู้พัฒนา     ซึ่งล่าสุด NASA ได้เตรียมเปิดตัว เครื่องบินต้นแบบรุ่นแรกชื่อ X-Plane ซึ่งคาดว่าจะทำการทดสอบอย่างเร็วที่สุดภายในปี 2019 โดยคาดว่าจะบินได้ถึงระดับ 55,000 ฟุต , ความเร็ว 1,153 กม./ชม. , ส่งเสียงไม่เกิน 75 เดซิเบล (เทียบเท่าเสียงปิดประตูรถ) และคาดว่าจะนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริงในปี 2021 แต่ความท้าทายจริง ๆ อยู่ที่ เครื่องบินรุ่นนี้ต้องบินในระดับความเร็วเหนือเสียงได้โดยไม่ก่อปรากฏการณ์ Sonic Boom ที่จะกระทบต่ออาคารบ้านเรือนในระดับภาคพื้นดิน ซึ่งหากทำได้จะปฏิวัติวงการขนส่งไปเลย     โดยเมื่อปีที่แล้ว นาซาเริ่มทดสอบเครื่องบิน…