นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไซมอน ฟราสเซอร์ (Simon Fraser University) ในประเทศแคนาดา ได้ทำการทดลองเพื่อศึกษาเกี่ยวกับการเน่าเปื่อยของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ทางทีมวิจัยจึงใช้ซากหมูในการทดลอง โดยได้นำลงไปไว้ที่ใต้ทะเล ที่บริเวณช่องแคบของรัฐจอร์เจีย ในสหรัฐฯ ที่ความลึก 300 เมตร จากนั้นได้ตั้งกล้องเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ผลปรากฏว่า ซากหมูตัวอ้วนๆถูกย่อยสลายกลายเป็นโครงกระดูกภายในเวลาอันรวดเร็ว (4 -9 วัน ส่วนกระดูกอ่อนจากซากที่เหลือ กุ้งทะเลก็จะมากัดกินไปในวันที่ 10) ด้วยฝีมือของ “แอมฟิพอด” (Amphipods) หรือ “Sea Fleas” ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลขนาดเล็กคล้ายกุ้งตัวจิ๋ว มีขนาดตัวเพียง 1 เซนติเมตร (พฤติกรรมการกินซากของแอมพิพอด จะไม่เน้นการกินจากผิวหนังภายนอก แต่พวกมันจะเข้าไปในทวารต่างๆของร่างกาย) และแม้ว่าในตำราจะบอกว่าสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วชนิดนี้ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์…

 

 

แต่เมื่อปี 2017 เด็กหนุ่มวัย 16 ปี เดินกลับบ้านในสภาพขาโชกเลือด หลังจากที่เอาขาลงแช่น้ำที่ชายหาด อยู่ราวครึ่งชั่วโมง เมื่อแพทย์ทำการตรวจจึงพบว่า เขาถูก “แอมฟิพอด” เล่นงาน และสาเหตุที่เขาแช่ขาอยู่ครึ่งชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเจ็บเลยนั้นอาจเป็นเพราะ อุณหภูมิน้ำที่ค่อนข้างเย็นทำให้ขาชาและรับรู้ความรู้สึกได้ไม่ชัดเจนนั่นเอง และอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้คือ

เมื่อปี 2012 ได้มีการค้นพบ แอมฟิพอดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บริเวณใต้ทะเลลึก 7,000 เมตร ใกล้นิวซีแลนด์ มันมีขนาดใหญ่วัดได้ถึง 34 เซนติเมตร ขณะนี้ยังไม่มีคำอธิบายใดๆ เกี่ยวกับสัตว์ทะเลที่มีร่างกายใหญ่โตผิดปกตินี้ แต่อาจมีการค้นหาเหตุผลเพื่ออธิบายสิ่งที่พึ่งได้ค้นพบนี้ต่อไป

สรุป นักวิจัยได้ทำการทดลอง 2 แบบ

  1. แบบอยู่ในกรง – แอมฟิพอด กินเนื้อจนเหลือแต่กระดูกภายใน 4 – 9 วัน จากนั้นจะมีกุ้งมากินกระดูกจนร่างสลายหายไป
  2. แบบเปิดกว้าง – ฉลามจะเข้ามากัดกิน แต่ไม่ได้กินทั้งตัวเหมือนเข้ามาแทะๆ จากนั้นก็จะมีสัตว์เล็กมาตอดจนเหลือแต่กระดูก

โดยทีมนักวิจัยดังกล่าวคาดว่าผลการทดลองนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักประดาน้ำ ที่ออกค้นหาศพที่จมลงอยู่ใต้น้ำทะเลลึก ซึ่งยังคงเป็นสถานที่ที่อันตรายและเข้าถึงยากสำหรับมนุษย์

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน