เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ : การเป็นหนี้และไม่มีเงินชำระคืน ในศตวรรษที่ 14 ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงมาก จึงทำให้อังกฤษตัดสินใจสร้างคุกที่เอาไว้ขังลูกหนี้โดยเฉพาะ คุกแห่งนี้มีชื่อว่า Marshalsea (ค.ศ. 1373–1842) ที่จะคุมขังลูกหนี้ที่มีหนี้มากกว่า 278 ปอนด์สเตอร์ลิง จึงทำให้ในแต่ละปีคุกแห่งนี้มีนักโทษไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย ซึ่งส่วนมากจะเป็นชนชั้นแรงงานที่ยากจน

การถูกคุมขัง ณ คุกแห่งนี้ ไม่ได้อยู่ฟรีเหมือนคุกในปัจจุบัน นักโทษจะต้องจ่ายค่าห้องและค่าอาหารเอง ซึ่งภายในยังมีบาร์ขายเหล้าอยู่อีกด้วย นั่นเท่ากับว่า พวกเขาจะเป็นหนี้มากยิ่งขึ้นเมื่อเข้ามาอยู่ในคุกแห่งนี้ แล้วพวกเขาจะทำอย่างไรในการหาเงินมาใช้จ่ายเพื่อไม่ให้ตัวเองอดตายหล่ะ ?

โชคดีที่คุกอนุญาตให้นักโทษออกไปหางานทำภายนอกได้ (แต่ต้องกลับมานอนที่คุกนะ) ซึ่งหลายคนหางานทำแทบไม่ได้เพราะ เพียงแค่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักโทษ เจ้าของกิจการก็ปฏิเสธก่อนที่จะแนะนำตัวแล้ว ทำให้ในปี ค.ศ. 1729 มีนักโทษจำนวนกว่า 300 ราย เสียชีวิตจากความอดอยาก ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน

และคุกแห่งนี้ยังขึ้นชื่อในเรื่องของความโหดร้ายและการถูกผู้คุมรีดไถ เพราะนอกเหนือจากค่าอาหารและค่าห้องแล้ว นักโทษยังต้องจ่ายเงินให้กับค่าปรับต่าง ๆ ตามที่คุกกำหนดไว้ เช่น การส่งเสียงดังมากเกินไป การชกต่อยกัน การสูบบุหรี่ การลักขโมย เป็นต้น และถึงแม้ว่านักโทษบางคนจะอยู่ครบตามกำหนดโทษที่ได้รับ แต่ก็มิสามารถที่จะออกไปสู่โลกภายนอกได้ เนื่องจาก จะต้องทำการชำระหนี้ที่ติดไว้กับเจ้าหนี้ให้ครบเต็บจำนวน ซึ่งโหดมากๆ ในตอนที่คุกแห่งนี้ถูกปิด พบว่ามีลูกหนี้ 2 ราย ที่อยู่ในคุกนานถึง 30 ปี

 

 

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ นักโทษบางคนเลือกที่จะพาครอบครัวของตัวเองมาอยู่ภายในคุกด้วย จนทำให้เกิดเป็นชุมชนภายในคุกขึ้นมา พอเวลานานเข้า นักโทษบางรายเห็นโอกาสในการหาเงิน จนมีการเปิดร้านค้าต่าง ๆ มากมาย ทั้งร้านกาแฟบ้าง ร้านสเต็ก ร้านตัดผม บางครอบครัวอยู่นานจนลูกหลานของพวกเขาแต่งงานกันเองภายในคุกแห่งนี้เลย

คุกลูกหนี้ Marshalsea ถูกปิดลง โดยพระราชบัญญัติของรัฐสภาในปี 1842 อาคารส่วนใหญ่ถูกทุบทำลายรื้อถอน เหลือเพียง แนวกำแพงอิฐยาวซึ่งเป็นร่องรอยสำคัญที่คอยเตือนใจมนุษย์โลกว่า ครั้งหนึ่งโลกของเรา เคยลงโทษคนที่ยืมเงินแล้วไม่คืนตามที่สัญญาไว้โหดร้ายเพียงใด

อ่านต่อ – “เนเธอร์แลนด์” ปิดคุก 4 แห่ง เหตุนักโทษน้อยเกิน แม้ประเทศอื่นจะพามาฝากขังเพิ่ม แล้วก็ตาม

source

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน