ย้อนไปในปี 1940

 

รัสเซียได้เผยแพร่สารคดีสั้นเรื่อง Experiment of Revival Organisms – การทดลองคืนชีพให้สิ่งมีชีวิต ภายในสารคดีเป็นเพียงภาพนิ่งที่ถูกนำมาตัดต่อกันจนกลายเป็นวีดีโอ ซึ่งทางรัสเซียอ้างว่าเป็นการทดลองการใช้หัวใจเทียม ปอดเทียม และหลอดเลือดเทียม ในการยื้อชีวิตของสุนัขที่ถูกตัดหัว เนื้อหาต่อไปนี้จะมีเนื้อหาที่อาจส่งผลกระทบต่อคนที่รักสัตว์ ขอแนะนำว่าถ้าคุณเป็นคนที่รักสุนัขมากๆอย่าอ่านดีกว่า เพราะขนาดผมเห็นมาหลายเรื่อง ผมยังคิดว่าเรื่องนี้โคตรรุนแรงเลย

เอาหล่ะเริ่ม ดร.เซอร์กี้ บรูโคเนนโก เป็นนักวิทยาศาสตร์รัสเซียผู้นำโครงการ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอวัยวะภายใน โดยเฉพาะระบบไหลเวียนเลือดและระบบหัวใจ งานวิจัยส่วนใหญ่ของเขามักจะเกี่ยวกับการผ่าตัดเปิดหัวใจเป็นหลัก จนวันหนึ่ง เขาริเริ่มไอเดียการสร้างเครื่องชุบชีวิต โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้รักษาคนเท่านั้น แต่ก่อนที่จะนำไปรักษาคนก็ต้องทำการทดลองก่อน…

ซึ่งการทดลองนี้ก็ตกไปอยู่ที่หมา ดร.จับพวกมันมาตัดหัว และต่อสายต่างๆจากอวัยวะเข้ากับเครื่องที่มีชื่อว่า Autojector (เครื่องที่สามารถทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดของสุนัขที่ปราศจากลำตัว กลับมาทำงานได้อีกครั้ง) ซึ่งหมายความว่าสุนัขที่ถูกตัวหัวออกไปจะยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้จะเหลือเพียงแต่หัวก็ตาม

จากการทดลองพบว่า หัวสุนัขที่ถูกนำมาต่อเข้ากับเครื่องชุบชีวิต ยังมีประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทั้งรู้สึกเจ็บ คัน มองเห็น รวมถึงสามารถดมกลิ่น ได้ยิน และยังลิ้มรสได้ มีการป้ายกรดน้ำผลไม้ไปที่ปากของมัน เจ้าหมาก็ยังสามารถเลียลิ้มรสได้อยู่ และเมื่อมีการใช้ค้อนทุบเบาๆที่โต๊ะ มันก็กระดิกหูและขยับหัวตอบสนองด้วย แต่ส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 2 นาที แล้วจึงหลับไปตลอดกาล

และแน่นอนสารคดีชิ้นนี้ เรียกเสียงอื้ออึงสร้างดราม่าได้อย่างใหญ่โต (แต่ไม่ใหญ่เท่าปัจจุบันนะเพราะสมัยก่อนไม่มีโซเชียลเน็ตเวิร์ค) ซึ่งก็ตรงตามความต้องการของทางรัสเซีย เพราะยังอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สารคดีชิ้นนี้จึงช่วยข่มขวัญทางสหรัฐได้ดีทีเดียว

แต่ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณ ดร.เซอร์กี้ บรูโคเนนโก ที่ช่วยประดิษฐ์เครื่อง Autojector ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของเครื่องปอดและหัวใจเทียม ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการแพทย์แผนปัจจุบัน ถึงแม้จะเป็นการทดลองที่ดูน่ากลัวและชวนให้คนรักหมาสะเทือนใจมากเพียงใด แต่ต้องยอมรับว่าความอัจฉริยะของนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ ทำให้การแพทย์ในยุคปัจจุบันเจริญก้าวหน้าและรักษาชีวิตผู้คนไว้ได้มากทีเดียว

 

ต่อมาเมื่อปี 1950

 

ในยุคสงครามเย็น ศัลยแพทย์วลาดิมีร์ เดมิคอฟ ได้ทำการสร้าง สุนัขสองหัว โดยการนำสุนัขสองตัวมาผ่าตัดเข้าด้วยกัน (ตัดหัวสุนัขพันธุ์เล็กไปใส่ไว้บนร่างของสุนัขพันธุ์ใหญ่ จากนั้นจึงผ่าตัดเชื่อมระบบร่างกายต่างๆเข้าด้วยกัน แน่นอนว่ารวมถึงระบบหัวใจด้วย) มีการทดลองให้อาหารกับสุนัขทั้ง 2 หัว พบว่าสุนัขทั้ง 2 หัวสามารถกินอาหารได้เป็นปกติ รวมถึงลูกสุนัขหัวที่ 2 เองก็ยังสามารถดื่มนมจากชามได้ แม้ว่ามันจะไม่มีอวัยวะภายในแล้วก็ตาม

แต่น่าเสียดายที่สุนัขทดลองเหล่านี้ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานนัก ส่วนใหญ่พวกมันจะตายภายใน 1-2 สัปดาห์เนื่องจากตัวสุนัขร่างต้นนั้นไม่ยอมรับเนื้อเยื่อที่ถูกนำมาปลูกถ่าย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ ดร.เดมิคอฟ เลิกล้มความพยายามแต่อย่างใด เขายังคงสร้างสุนัขสองหัวต่อไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งปี 1968 ได้สร้างขึ้นมาอีกตัว คราวนี้อยู่รอดได้นานถึง 38 วัน ร่างของมันถูกสตาฟฟ์ไว้และได้มอบให้กับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การแพทย์ ในเมืองริก้า ประเทศลัตเวีย เมื่อปี 1988

 

ล่าสุดเมื่อปี 2005

 

ก็ได้มีการทดลองปลุกชีพสุนัขที่ตายแล้วขึ้นมาจริงๆ โดยหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ รายงานว่า เป็นผลงานของคณะแพทย์ของศูนย์วิจัยการกู้ชีพซาฟาร์ มหาวิทยาลัยพิตต์เบิร์ก ทีมแพทย์ได้ทดลองให้สุนัขตายอย่างรวดเร็ว ด้วยการดูดเลือดออกหมด และแทนที่ด้วยออกซิเจนและน้ำเกลือกลูโคส จากนั้นอีก 3 ชั่วโมงได้ถ่ายเลือดกลับให้สุนัขพร้อมทั้งช๊อตไฟฟ้า…

แต่ระหว่างกระบวนการแทนที่เลือดด้วยน้ำเกลือ ณ อุณหภูมิที่ต่ำกว่าศูนย์องศา อุณหภูมิร่างกายของสุนัขจะตกลงมาเหลือแค่เพียง 7 องศาเซลเซียส จากอุณหภูมิร่างกายปกติ 37 องศา รวมถึงมีภาวะตัวเย็นเกินก่อนตาย และแม้ว่าหมาน้อยเหล่านี้จะตายแล้วในทางการแพทย์แต่เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ยังอยู่ในสภาพดี

เส้นเลือดต่างๆ และเนื้อเยื่อที่เสียหายสามารถซ่อมแซมได้ด้วยการศัลยกรรม เหล่าน้องหมามีชีวิตกลับมาอีกรอบหนึ่ง เพราะเลือดกลับคืนสู่ร่างกาย และได้ออกซิเจนเต็มที่ 100% แถมยังมีการกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าประหนึ่งเหมือนการรีสตาร์ทการทำงานของหัวใจอีกครั้ง อีกทั้งเมื่อตรวจสอบสภาพร่างกายของ “หมาซอมบี้” แล้วก็กลับสู่สภาพเดิมอย่างปกติ และไม่มีสมองส่วนใดถูกทำลาย

สุนัขส่วนใหญ่ฟื้นชีพอีกครั้ง ขณะที่ส่วนน้อยไม่ฟื้น คณะวิจัยเชื่อว่า การพัฒนาเทคนิคที่ใช้กับสุนัขซอมบี้นี้ จะนำไปสู่การช่วยชีวิตผู้ที่เกิดอาการเลือดไหลไม่หยุดอย่างรวดเร็วได้ในอนาคต สำหรับการทดลองของทีมวิจัยจากซาฟาร์นี้ ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ลงในหนังสือรายงานประจำปีการแพทย์ฉุกเฉิน

source , source , source

เด็กชายที่น่าสงสารที่สุดในโลก – ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Post comment