สงครามฟุตบอล หรือ สงครามร้อยชั่วโมง เป็นสงครามสั้นๆใช้เวลาไม่นาน ที่เกิดขึ้นจริงเมือปี 1969 ระหว่าง 2 ประเทศ เอลซัลวาดอร์ แะล ฮอนดูรัส ต้นเหตุของสงครามเกิดจากสาเหตุใหญ่ๆอย่าง เศรษฐกิจและสังคม แต่มีฟุตบอลที่เป็นเหมือนตัวจุดชนวนระเบิดในเวลานั้น

สาเหตุใหญ่

ที่รัฐบาลฮอนดูรัสบังคับใช้กฎหมายยึดคืนที่ดินจากเกษตรกรชาวเอลซัลวาดอร์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 แล้วนำไปแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรและคนงานชาวฮอนดูรัสซึ่งยากจนและไม่มีที่ดินทำกิน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดแรงกดดันจากกลุ่มดังกล่าวซึ่งอาจรวมตัวกันต่อต้านรัฐบาล นอกจากนี้ ในฮอนดูรัสยังมีการจัดตั้งกลุ่มลับชื่อ “มันชาบราบา” (Mancha Brava) เพื่อตามข่มขู่และสังหารชาวเอลซัลวาดอร์อีกด้วย ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ชาวเอลซัลวาดอร์จำนวนมากจึงอพยพกลับประเทศของตน

ตัวจุดชนวนระเบิด

ความตึงเครียดระหว่างประเทศทั้งสองมาปะทุถึงขีดสุด ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ปี 1969 ทั้งสองประเทศต้องแข่งขันกันทำคะแนนเพื่อที่จะได้เข้ารอบ ซึ่งการแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือด เพราะทั้ง 2 ชาติมีปัญหาความขัดแย้งมาเป็นเวลานาน โดยทีมชาติฮอนดูรัสได้พบกับทีมชาติเอลซัลวาดอร์ 3 ครั้ง และเอลซัลวาดอร์เป็นฝ่ายชนะฮอนดูรัสไป 2 ครั้ง

ระเบิดตู้ม!

เมื่อผลแพ้ชนะออกมาแบบนี้ ก็เหมือนการเหยียบหน้าของชาติที่คิดว่าตนเองเหนือกว่า แฟนบอลทั้งสองทีมไม่ว่าจะเจอหน้ากันที่ไหนก็ได้เปิดชาติตีกันเละ จนทำให้ในวันที่ 26 มิถุนายน รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฮอนดูรัสทันที พร้อมออกแถลงการณ์ว่า “ฮอนดูรัสไม่ให้ความสำคัญที่จะยับยั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมันแทบไม่ต่างกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเอลซัลวาดอร์ และฮอนดูรัสก็ดูเหมือนจะไม่ชดเชยกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชาวเอลซัลวาดอร์เลยซักนิด”

ถึงเวลาเอาคืน

ในวันที่ 14 กรกฎาคม ปีเดียวกัน กองทัพเอลซัลวาดอร์ก็ได้เปิดศึกโจมตีทางอากาศใส่ฮอนดูรัส และเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามระหว่าง เอลซัลวาดอร์และฮอนดูรัส เลยหล่ะ สงครามดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 ทั้งสองชาติก็ได้ยุติการรบลง โดยมีผลอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 20 กรกฎาคม กองทัพเอลซัลวาดอร์ถอนกำลังออกไปในต้นเดือนสิงหาคม

เนื่องจากองค์การนานารัฐอเมริกันเข้ามาแทรกแซงสงคราม เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งของวงการฟุตบอลครั้งแรกที่เหตุการณ์ความขัดแย้งไม่ได้จบแค่ในสนาม แต่สิ้นสุดที่สงครามระดับชาติเลยทีเดียว มีผู้เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้กว่า 3,000 คน (บางกระแสคาดว่าอาจพุ่งสูงถึง 6,000 คน)

source

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน