สนามแม่เหล็ก คือสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันห่อหุ้มโลกเราอยู่โดยรอบ ซึ่งนอกจากจะทำให้เข็มทิศใช้การได้แล้ว มันยังทำหน้าที่ปกป้องสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนพื้นโลกจากรังสีอันตรายในอวกาศมาโดยตลอด ซึ่งสนามแม่เหล็กของโลกเราเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่านับตั้งแต่โลกถือกำเนิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน

ตลอดประวัติศาสตร์โลก เกิดการกลับขั้วไปมาเช่นนี้ขึ้นมาแล้วหลายร้อยครั้ง ครั้งหลังสุดที่เคยเกิดการกลับขั้วก็คือเมื่อประมาณ 780,000 ปีก่อน และตอนนี้นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีสัญญาณส่อให้เห็นว่าสนามแม่เหล็กโลกกำลังกลับขั้วอยู่เช่นกัน (แต่การกลับขั้วดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่จะเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลาในการกลับขั้วแต่ละครั้งประมาณ 1,000-10,000 ปี)

คำถามคือการกลับขั้วครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และมันจะส่งผลอะไรกับสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์เราหรือไม่? เรามาหาคำตอบนี้ได้ในบทความนี้กัน!

วิทยาศาสตร์สามารถคาดการณ์ว่า การกลับขั้วครั้งต่อไปอาจเกิดขึ้นภายใน 2,000 ปีข้างหน้า เพราะสนามแม่เหล็กโลกกำลังลดความเข้มข้นลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม นี่ก็ยังไม่ใช่ตัวเลขที่แม่นยำเป๊ะที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนเห็นตรงกัน

และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากการกลับขั้วเสร็จสมบูรณ์ แต่เกิดขึ้นในช่วงก่อนที่จะเกิดการกลับขั้วสมบูรณ์ ซึ่งสนามแม่เหล็กโลกจะอ่อนจางมากที่สุด ทำให้พลังที่เป็นเหมือนเกราะคุ้มกันโลกจากอนุภาคที่มีประจุซึ่งพุ่งทะลุทะลวงผ่านห้วงอวกาศอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่สามารถทะลวงสู่พื้นผิวโลกได้เพราะสนามแม่เหล็กโลกก็จะหมดสิ้นไป ภาวะดังกล่าวจะก่อให้เกิด “รูรั่ว” ในชั้นบรรยากาศในส่วนที่ไม่มี หรือมีสนามพลังแม่เหล็กคุ้มครองอยู่น้อย

 

 

อนุภาคของรังสีที่ส่งผลกระทบมาถึงพื้นโลกจะ “รบกวน” การทำงานของระบบนำร่องดาวเทียมและเครื่องบิน ผลลัพธ์ในปี ค.ศ. 2003 คือเครือข่ายการจ่ายไฟฟ้าในสวีเดนหยุดการทำงาน แต่ก็แค่นั้นเอง ไม่ได้เกิดหายนะระดับวันสิ้นสุดของอารยธรรมมนุษย์แต่อย่างใด

ดังนั้นถึงแม้การกลับขั้วของสนามแม่เหล็กโลกจะเกิดขึ้นในอีก 2,000 ปีข้างหน้าจริง ป่านนั้นมนุษย์เราก็น่าจะหาทางป้องกันได้แล้ว หากเราไม่หยุดการพัฒนาวิทยาศาสตร์

source

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน