กลาดิเอเตอร์ (Gladiator) คือกลุ่มคนที่ถูกจับหรือถูกขายเป็นทาสในยุคโรมัน เพื่อให้พวกเขามาต่อสู้ในสนามประลองที่มีชื่อว่า โคลอสเซียม (Colosseum) ซึ่งนอกจากมีนักรบผู้ชายแล้ว ก็จะมีนักรบผู้หญิงเช่นกัน โดยจะถูกเรียกว่า “กลาดิเอทริกซ์” อีกด้วย การจะเป็นนักรบในโคลอสเซียม นั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การเอาชีวิตรอดนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่าหลายเท่า เพราะพวกเขาไม่ใช้แค่จะต่อสู้กับคนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องต่อสู้กับสัตว์นักล่า อย่างเช่น เสือ สิงโต อีกด้วย

เรื่องของนักสู้ กลาดิเอเตอร์ ถูกเล่าขานต่อกันมาว่า ในงานศพของคนชั้นสูงในจักรวรรดิโรมัน เจ้าภาพจะจัดให้มีการแสดงชุดเล็กๆ เพื่อเป็นการเคารพต่อผู้ตาย โดยจะนำทาสหรือนักโทษมาต่อสู้กันโดยเชื่อว่าเลือดที่ปรากฏจะเป็นการทำให้วิญญาณของผู้ตายมีความบริสุทธิ์ ต่อมาการแสดงขยายวงกว้างออกไป ในสมัย จูเลียส ซีซาร์ มีการนำนักสู้นับร้อยมาต่อสู้กันในงานศพของบิดาและลูกสาวของตน ประชาชนทั้งหลายชื่นชอบและกลายมาเป็นความบันเทิงที่จัดให้มีอย่างต่อเนื่องที่เป็นธุรกิจ

 

 

ความจริงแล้วนักสู้ กลาดิเอเตอร์ ก็มีการจำแนกทาสนักสู้ออกเป็นประเภทต่างๆ เหมือนแบ่งประเภทนักมวยตามน้ำหนักเหมือนในปัจจุบัน นักสู้เหล่านี้มิได้เป็นทาสไปเสียทุกคน บางคนเป็นประชาชนที่ก่ออาชญากรรมมาก่อน บางคนก็เป็นนักเผชิญโชคเดนตายอิสระที่หิวเงินรางวัล บางคนมีภูมิหลังเป็นนักรบ อดีตทหาร นักสู้ บางคนก็มีอันจะกิน หรือเป็นบุคคลชั้นสูงที่ต้องการพิสูจน์ความกล้าหาญให้ผู้คนนับถือ

กลาดิเอเตอร์ แบ่งออกเป็น 10 ประเภท
1.อันดาบาต้า (Andabata) : นักสู้ที่ถูกจับใส่หมวกปิดมิดชิด
2.อาร์เบเรส (Arbelas) : นักสู้ที่ใส่เกราะที่แขนข้างใดข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างจะถือดาบ
3.เบสทิอาริอุส (Bestiarius) : มีหน้าที่ต่อสู้กับสัตว์ โดยสัตว์ที่นำมาใช้ต่อสู้จะถูกทำให้อดอาหาร เพื่อทำให้มันดุร้ายและต้องการล่าเหยื่อ
4.บุสทูอาริอุส (Bustuarius): ใช้อาวุธเบา
5.เซสตุส (Cestus) : ใช้มือเปล่าแต่จะสวมสนับเหล็กไว้ที่มือเพื่อเอาไว้ใช้ในการต่อสู้
6.ครูเพลลาริอิ (Crupellarii) : ใช้โล่และดาบ
7.ดิมาเชรุส (Dimachaerus) : ใช้ดาบคู่
8.อีไควติส (Equites) : นักรบบนหลังม้า
9.เอสเซดาริอุส (Essedarius ) : สู้กันบนรถม้า เหมือนในเรื่องเบนเฮอร์
10.ฮอบโลคุส (Hoplomachus) : นักรบที่สวมหมวกเหล็กใบใหญ่ ใช้หอกเป็นอาวุธ

โดยผู้จัดการแข่งขันจะเป็นคนสอบถามนักสู้ และเลือกประเภทของอาวุธที่ใช้ให้ หากถามว่าทำไมต้องแบ่งและมีชื่อเรียกแบบนี้ เพราะในสมัยนั้นไม่มีกล้องส่องทางไกล คนดูบางคนอยู่ไกลอาจเห็นลางๆจึงต้องแต่งกายให้ชัดเจน เพื่อจะได้ดูรู้ว่าใครเป็นใคร และเป็นพิธีกรรมทางความเชื่อ โดยเหล่าทาสที่เข้าร่วมพิธีการจะแต่งตัวเป็นเทพเจ้าแห่งความตายของเขา นั่นคือ เคลอน (Charon) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในการคล่าชีวิตนักรบกลาดิเอเตอร์

กติกาการแข่งขันก็ง่ายๆ นักสู้ทั้งสองคนจะต้องสู้กันกว่าจะปลิดชีพของอีกคนหนึ่งให้ได้ โดยจะมีกองเชียร์นับหมื่นคอยส่งเสียงเชียร์อยู่บนอัศจรรย์ หลายเกมที่จบลง ฝ่ายที่พ่ายแพ้จะถูกคู่ต่อสู้สังหารทิ้ง จากนั้นฝ่ายผู้ชนะก็จะต้องไปต่อสู้กับกลาดิเอเตอร์คนต่อไป สู้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าไม่เหลือคู่ต่อสู้อีก จึงจะได้ชื่อว่านักสู้ยอดฝีมือเพียงคนเดียว รางวัลที่ได้อาจจะเป็นอิสรภาพจากนายทาส รางวัลอาจจะเป็นชีวิตที่ดีขึ้น ได้เป็นหัวหน้าทาส ไปจนถึงการได้รับอิสระ

 

 

หากจะเปรียบเทียบ กลาดิเอเตอร์ ในสมัยโรมัน คงเปรียบได้กับนักกีฬาชื่อดังในยุคสมัยนี้ เพราะไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ไหน ก็จะกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนในเมือง จนกลายเป็นเซเลปไปโดยปริยาย จากบันทึกพบว่าสาวๆหลายๆคนยอมจ่ายเงินให้กับนายทาส เพื่อที่จะได้เสพสู้กับเหล่า กลาดิเตอร์ และด้วยความฮอตนี้ทำให้มีการสร้างโรงเรียน ฝึกฝน “นักรบกลาดิเอเตอร์” เพื่อให้บุคคลทั่วไปมีโอกาสเข้ารับการคัดเลือกเป็นนักรบกลาดิเอเตอร์ กันเลยทีเดียว

โดยนักสู้ กลาดิเอเตอร์ ที่โด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ มีชื่อว่า สปาร์ตาคัส (Spartacus) ชายที่เป็นผู้นำการลุกฮือของทาสในเมืองคาร์ปัวน์ เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาส เมื่อประมาณ 73 ปีก่อนคริสตกาล เขาคือคนที่ลุกขึ้นสู้และได้รวบรวมทาสชนชาติต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทำการก่อการกบฏ แต่สุดท้ายก็แพ้ไปเพราะกำลังพลที่น้อยกว่า จักรวรรดิโรมัน แต่ก็ถือได้ว่าชายผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยหล่ะ

ความโหดร้าย

 

ที่เหล่า กลาดิเอเตอร์ ต้องพบเจอ (ข้อมูลของกลาดิเอเตอร์ที่ต่อสู้ใน โคลอสเซียม ไม่ใช่นักสู้ประจำสนามอื่น) กลาดิเอเตอร์เป็นทาสที่มีราคาค่าสูง ทำให้สวัสดิการและการดูแลกลาดิเอเตอร์นั้นก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน ทางโรงฝึกแต่ละแห่งจะต้องมีหมอสนามคอยดูแลสุขภาพของนักสู้อย่างใกล้ชิด และการประลองนั้น จะมีกรรมการคอยถือไม้คุมการต่อสู้เอาไว้อย่างใกล้ชิด มิได้ปล่อยปละให้ฟันแทงกันเลือดสาดได้ง่ายๆอย่างที่เราเข้าใจกัน ก็คงเปรียบเทียบได้กับ นักสู้กลาดิเอเตอร์จึงมีค่าเสมอนักกีฬาอาชีพในทุกวันนี้ ซึ่งอาจจะเปรียบได้กับนักมวยปล้ำ WWE หรือนักต่อสู้ UFC ดีๆนี่ล่ะครับ เพราะหากปล่อยให้ตายง่ายๆเหล่านายทาสก็คงขาดทุน

Fact – กลาดิเอเตอร์จะสู้กันโดยมีกฎกติกาชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องต่อสู้จนตายเสมอไป มีบ่อยครั้งที่การต่อสู้ไม่ดุเดือดเลือดพล่านพอ คนดูเบื่อหน่ายโห่ไล่ กรรมการก็จะไล่นักสู้ออกจากสนามไป หรือ ถ้าคู่ไหนสู้กันมันส์จริงๆ กรรมการอาจยุติการต่อสู้ ชูมือกลาดิเอเตอร์ทั้งสองให้ได้รับการยกย่องจากคนดู และเก็บทั้งคู่ไว้สู้กันในแมตส์ต่อไป

Fact2 – การชูนิ้วโป้งลง แปลว่า ปักดาบลงพื้น / ส่วนการชูนิ้วโป้งขึ้น แปลว่า อนุมัติ ทั้งนี้อาจหมายถึงอนุมัติให้ฆ่า หรืออนุมัติให้ไว้ชีวิตก็ได้

Fact3 – มีสนามกีฬาสำหรับกลาดิเอเตอร์ในยุคจักรวรรดิโรมัน 186 สนาม คาดว่ามีกลาดิเอเตอร์เสียชีวิตในการแสดงเพื่อความบันเทิงในยุคนั้นราว 5 หมื่นคน

Fact 4 – ช่วงเวลาที่ใช้สนามในการประลองกว่า 500 ปี มีสัตว์ที่ถูกส่งเข้าโคลอสเซี่ยมจำนวนไม่ต่ำกว่าล้านตัวเลยทีเดียว (พิธีเปิดโคลอสเซียม 1 วันมีสัตว์ที่ถูกนำมาต่อสู้ถูกฆ่าไปกว่า 900 ตัว)

source , source2 , source3

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Post comment