เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2018 หรือเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา FBI ได้ประกาศเตือนธนาคารและสถาบันทางการเงินทั่วโลก ให้ตรวจสอบและปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยของตู้เอทีเอ็ม ที่อยู่ในความดูแลของธนาคารต่างๆอย่างเข้มงวดอีกครั้ง เพื่อเตรียมรับมือกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่วางแผนก่อเหตุโจมตีระบบธนาคารและกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม หรือที่เรียกว่า ปฏิบัติการ ATM Cash-Out

การแจ้งเตือนนี้ ระบุว่า ผู้ออกบัตรรายหนึ่งถูกโจมตีด้วยมัลแวร์ทำให้แฮกเกอร์สามารถขโมยข้อมูลบัตรออกไปได้ โดยเครือข่ายอาชญากรเหล่านี้ร่วมมือกันก่อเหตุในหลายประเทศ และคาดว่ากลุ่มแฮกเกอร์จะนัดแนะกันนำบัตรไปถอนเงินตามตู้เอทีเอ็มเร็วๆนี้ นั่นเท่ากับว่า ตู้เอทีเอ็มทั่วโลกกำลังตกเป็นเป้าโจมตี

ทั้งนี้ เมื่อปี 2016 เคยมีการก่อเหตุเช่นนี้มาแล้วในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงสหรัฐฯ ทำให้เงินสดถูกขโมยไปกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 33 ล้านบาท) ซึ่งเหตุการณ์ครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ที่เมืองแบล็กเบิร์กส์ สหรัฐฯ ธนาคารสูญเงินรวมกว่า 2.4 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 79.2 ล้านบาท)

และเคยเกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน เมื่อเดือน สิงหาคม 2016 จากข่าวที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคารออมสิน ถูกกลุ่มแฮกเกอร์ชาวต่างชาติใช้วิธีปล่อยโปรแกรมมัลแวร์เข้าตู้เอทีเอ็ม เพื่อตัดวงจรระบบรักษาความปลอดภัย ทำให้เกิดความเสียหายกว่า 12 ล้านบาท ขณะนี้ก็ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้

ปัจจุบันทั่วโลกมีการโจมตีทางไซเบอร์มากถึง 300 ครั้งต่อนาที จนถูกนับให้เป็น 1 ใน 10 ภัยอันตรายของโลก และการโจมตีระบบของธนาคารแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งระบบของธนาคารมีเยอะมาก ทำให้ช่องโหว่ที่ได้รับแจ้ง จะไม่ได้รับการแก้ไขทันที เพราะทีมโุแลด้านความปลอดภัยไซเบอร์ จะต้องมาเรียงลำดับความสำคัญก่อนว่า อันไหนสำคัญที่สุดก็แก้อันนั้นก่อน และในส่วนที่ความเสี่ยงต่ำหน่อยก็แก้ไขทีหลัง ทำให้ความปลอดภัยยังไม่ได้รับการแก้ไขสมบูรณ์แบบเท่าที่ควร

Fact – โจรกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นกับ เว็บไซต์เทรดเงินดิจิตอลออนไลน์สัญชาติญี่ปุ่น Coincheck เมื่อเดือน มกราคม 2018 ซึ่งแฮกเกอร์ขโมยได้เงินจากการขโมยครั้งนี้ไปถึง 530 ล้านดอลลาร์ (ราว 17,000 ล้านบาท)

เรื่องที่คุณอาจสนใจ – สงสัยดูหนังเยอะเกิน! แฮกเกอร์หนุ่มพลาดท่า โดนจับหลังแฮกเรือนจำ ช่วยเพื่อนพ้นคุก

source

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน