เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 รายการทุบโต๊ะข่าว ทางช่อง Amarin TV รายงานบทสัมภาษณ์ นายแพทย์สิทธา ลิขิตนุกูล แพทย์สังคมสื่อสารเพื่อคุณธรรม ซึ่งเปิดเผยถึงเรื่องของการทำโทษด้วยท่าหัวปักพื้น มีผลทำให้เลือดที่มาเลี้ยงสมองมีแรงกดดันมากขึ้น อาจทำให้หลอดเลือดในสมองฉีกขาด ซึ่งผลข้างเคียงก็คือ ปวดหัว ตาแข็ง-มัว-เบลอ-เห็นภาพซ้อน ชักเกร็งและอ่อนแรง และบริเวณกระดูกคอที่รับน้ำหนักมากผิดปกติจากแรงกด มีผลต่อเส้นประสาทคอที่เชื่อมกับกระบังลม ความดันในสมอง ทำให้เกิดภาวะการหายใจล้มเหลวได้

 

 

นายแพทย์สิทธา กล่าวว่า การทำท่าโค้งอยู่ในลักษณะนี้เป็นเวลานาน จะทำให้เลือดไหลเข้าไปเลี้ยงตับ ไต ม้าม หัวใจ ในปริมาณที่น้อย ซึ่งจะทำให้อวัยวะเสื่อมได้ และยิ่งมีการยกขาสลับขึ้น-ลง ยิ่งอันตรายใหญ่ รวมถึงหากตะแกรงที่ศีรษะปักลงไปนั้นไม่สะอาด ก็อาจทำให้มีการติดเชื้อได้อีก และยิ่งผู้กระทำมีน้ำหนักมากหรือมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นไปอีก

 

 

ทั้งนี้ จากการให้นักเรียนกวดวิชาเตรียมทหาร อายุ 15 ปี ลองทำท่าหัวปักพื้น พบว่าเจ้าตัวสามารถทำได้เพียง 40 วินาที และหลังจากทำเสร็จก็มีอาการมึน ปวดหัว ปวดตรงบริเวณกลางหัว และเมื่อยขา

ขณะที่ พล.ท. คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เผยว่า การลงโทษด้วยการวิดพื้น ลุก-นั่งนั้นมีจริง แต่ในกรณีหัวปักพื้นนั้น ในสมัยตนไม่มี ตนเชื่อว่าอะไรก็ตามที่อันตราย ผู้บังคับบัญชาก็คงไม่กระทำ ซึ่งปกติแล้วนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ต้องมีการเรียนรู้ในฐานะเป็นผู้ถูกสั่ง เพื่อจะได้รู้ขีดจำกัดของร่างกายว่าสามารถรองรับไหวได้แค่ไหน

 

โดยส่วนตัวผมมองว่า คนที่สั่งทำโทษในกรณีของน้องเมย น่าจะเป็นรุ่นพี่ที่มีอายุห่างกันเพียง 1-2 ปี อาจทำให้ไม่มีวุฒิภาวะมากพอในการยั้งคิดว่า การเข้าไปเรียนเป็นทหารนั้นต้องฝึกความอดทนทั้งทางกายและจิตใจก็จริง แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องตายเลย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศเราควรหันมาสนใจเรื่องการปรับปรุงระบบนี้อย่างจริงจัง เพราะข่าวแนวนี้เกิดขึ้นให้เห็นอยู่ทุกปี…

ที่มา – kapook

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน