คณะนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเม็กซิโก ได้ค้นพบว่าใต้พีระมิด “คูคูลคาน” (Kukulkan) ในแหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยชาวมายา “ชีเชนอิตซา” (Chichen Itza) ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเม็กซิโก มีถ้ำขนาดใหญ่ใต้น้ำซ่อนอยู่ กว้าง 35 ยาว 25 ลึกประมาณ 20 เมตร

นักโบราณคดีเชื่อว่าชาวมายาน่าจะสร้างพีระมิดขึ้นเพื่อทับถ้ำแห่งนี้ เพราะจากความเชื่อทางศาสนาและสัญลักษณ์ต่างๆรอบพีระมิด ต่างชี้เป็นเหตุผลเดียวว่า พวกเขาใช้พื้นที่แห่งนี้เป็น “บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์” ที่มีชื่อว่า “ซีโนเต” (Cenote) ตามตำนานบอกว่า บ่อน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมกับธารน้ำใต้ดินแห่งนี้ ถูกใช้เป็นสถานที่ในการทำพิธีกรรมบูชายัญ ด้วยความลึกของหลุมบวกกับกระแสน้ำใต้ดิน ทำให้เมื่อโยนสิ่งใดลงไปสิ่งนั้นก็จะจมหายไปในพริบตา ทำให้ชาวมายาในสมัยนั้นเข้าใจว่าเทพเจ้าได้รับเอาร่างของเด็กน้อย ผู้เป็นเครื่องสังเวยไปเรียบร้อยแล้ว

และห่างจากตัวพีระมิดออกไปประมาณ 500 เมตร นักโบราณคดีก็ได้ขุดพบโครงกระดูกของมนุษย์อีกอย่างน้อย 127 คน ในบ่อน้ำที่โล่งแจ้งอีกแห่ง “ซีโนเตซากราโด” (Cenote Sagrado) ซึ่งสถานที่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่ใช้ในการประกอบพิธีบูชายัญเช่นเดียวกัน

 

 

ทั้งนี้ ชาวมายา (500 ปี ก่อนคริสตกาล จนถึง ค.ศ.1502) นับถือเทพเจ้ามาก และมีเทพเจ้ามากมาย ทั้ง สุริยเทพ วสันตเทพ และ มรณเทพ เทพเจ้าเหล่านี้ทรงโปรดปรานการเสวยเลือด ดังนั้น เหล่าเชลยศึกสงครามจะถูก ชาวมายา ฆ่าเพื่อเอาเลือดไปถวายเทพ แต่ที่นับถือมากที่สุดคือ เทพเจ้าที่มีชื่อว่า “ชาคมุล” (Chac Mool) เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเทพแห่งการบูชายัญมนุษย์ เมื่อเกิดเหตุร้าย ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ พืชผลเสียหาย อากาศแปรปรวน พวกเขาจะคัดเลือกทาสมาใช้บูชายัญเพื่อทำให้เทพพึงพอใจและขอในสิ่งที่พวกเขาต้องการอยู่เสมอ

และแน่นอนเมื่อแก้ปัญหาผิดๆแบบนี้ ทำให้าอาณาจักรมายัน ต้องล่มสลายในที่สุด ในงานวิจัยล่าสุดระบุว่า ช็อกโกแลต ถูกใช้เป็น เงิน ในยุคสมัยหนึ่งของชาวมายา แต่เมื่อผลผลิตของต้นคาเคาที่เมล็ดของมันใช้ทำเป็นช็อกโกแลตตกต่ำมีจำนวนลดลงมาก ส่งผลทำให้เศรษฐกิจทรุดหนัก จนทำให้อารยธรรมมายาล่มสลาย

เรื่องเกี่ยวข้องคิดว่าคุณน่าจะชอบ – เหยื่อจาก “พิธีบูชายัญ” เกิดขึ้นจริงเมื่อ 550 ปีก่อน (ถูกควักหัวใจ ทาหน้าแดง คัดแต่คนแข็งแรง)

source

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน