ในอดีตเขาใช้ “นกพิราบสื่อสาร” กันยังไง ? มีอยู่จริงมั้ย ? แล้วเลิกนิยมไปตอนไหนล่ะ ?

ทุกคนเคยสงสัยกันหรือไม่ว่าในตำนานจีน หรือตำนานในสมัยก่อน จะมีสิ่งมีชีวิตอย่าง “นกพิราบ” ที่ถูกเลี้ยงไว้คอยทำหน้าที่รับส่งจดหมาย จึงทำให้ผมรู้สึกสงสัยจนเกิดคำถามขึ้นว่า แล้วมันรู้ได้ยังไงว่าคนรับคือใคร ? และรู้ได้ยังไงว่าคนที่รับอยู่ที่ไหน ? ในเมื่อพวกมันไม่รู้จักทั้ง ตู้ ปณ. หรือจะดูบ้านเลขที่ก็ไม่รู้เรื่อง แล้วมันส่งไปได้ยังไงกัน ? เอ้อแปลกดี

นกพิราบสื่อสาร (Homing pigeon) เป็นนกพิราบเลี้ยงที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Columba livia เป็นนกอีกชนิดหนึ่งที่แยกออกจากนกพิราบทั่วไป เนื่องจากเป็นนกที่สามารถจดจำทิศทางในการบินกลับรังที่แม่นยำเป็นอย่างมาก และยังสามารถจำแหล่งหากินได้ดีด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถบินได้ในระยะทางที่ไกลโดยไม่ต้องพักเหนื่อย

จนทำให้คนในอดีตเกิดการสังเกตและให้ความสนใจกับนกสายพันธุ์นี้ ต่อมาจึงได้นำนกพิราบมาศึกษาและปรับพฤติกรรมเพื่อใช้ในการส่งข่าวสาร แต่กว่าจะรับส่งทำงานได้ ก็ต้องฝึกฝนกันนานพอสมควร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดกลุ่มผู้เลี้ยงนกพิราบต่าง ๆ รวมไปถึงสมาคมนกพิราบสื่อสารที่มีการจัดการแข่งขันชิงรางวัลกันอยู่บ่อย ๆ

ตามประวัติศาสตร์ ระบุไว้ว่า การเริ่มใช้นกพิราบสื่อสารทางไกลเป็นพวกแรก ๆ คือชาวอียิปต์โบราณ ซึ่งต่อมาได้เป็นที่นิยมในกรีกและโรมัน จนกระทั่งมันแพร่หลายไปถึงฝั่งตะวันออกกลาง ต่อมาการฝึกนกพิราบได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดธุรกิจนกพิราบไปรษณีย์ขึ้นในยุโรป รวมทั้งมีการฝึกสำหรับทางทหารอีกด้วย

จนกระทั่งในช่วงปี 1870-1871 ในขณะนั้นรัฐบาลฝรั่งเศสมีการส่งเอกสารทางราชการกันไปมามหาศาลกว่า 150,000 ฉบับซึ่งจำนวนนี้มากกว่าครึ่งเป็นเอกสารลับ ทำให้พวกเขาต้องคิดวิธีส่งเอกสารที่มีคุณภาพมากกว่านี้ จึงก่อเกิดเป็นธุรกิจไปรษณีย์ และได้ทำการว่าจ้างตำแหน่งบุรุษไปรษณีย์มากมายหลายอัตราเป็นครั้งแรกของโลก เหล่านกพิราบก็ตกงานไปโดยปริยาย

และนกพิราบก็ได้กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (1939-1945) เพราะในขณะนั้นเมื่อทหารเข้าไปในบ้างพื้นที่พวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องใช้สัตว์ที่บินได้ในการสื่อสารทางไกลแทนเทคโนโลยีจริง ๆ โดยการนำนกพิราบติดตัวไปด้วยในสถานที่ต่าง ๆ แล้วใช้นำข่าวสาวหรือขอสัญญาณความช่วยเหลือมายังหน่วยบริเวณที่ต้องการความช่วยเหลือได้

และเมื่อสงครามจบลง นกพิราบจึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความสันติภาพ โดยสังเกตดูนะครับ ทุกครั้งในการเปิดพิธีการแข่งขันกีฬาครั้งสำคัญทุกประเทศ มักมีการปล่อยนกพิราบร่วมด้วยทุกครั้ง

ขอเข้าเรื่องสงครามอีกสักนิดละกัน อย่างที่เราทราบกันดีว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นานาประเทศต่างแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อหวังจะเป็นผู้ชนะและใช้ในการทำลายศัตรู ซึ่งนกพิราบเองก็ได้ถูกอัพเกรดขึ้นเช่นกัน นกพิราบสื่อสารจำนวนมากถูกฝึกหนักขึ้น ได้รับการเลี้ยงดูดีขึ้น และมีการวิจัยต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับมัน

ทำให้นอกจากทักษะของพวกมันจะเพิ่มขึ้นแล้ว รูปร่างสีสันของพวกมันก็เปลี่ยนไปตามการทดลองด้วย และได้แบ่งเป็นประเภทตามการใช้งานต่าง ๆ เช่น ถ้าต้องการส่งไปที่ไกล ๆ ก็ต้องใช้ตัวนี้ หรือถ้าต้องการความเร็วก็ต้องใช้ตัวนี้ เป็นต้น ทำให้นักเพาะเลี้ยงได้กำไรจากตรงนี้อีกมากด้วยเช่นกัน

และแม้ว่าในปัจจุบัน “นกพิราบสื่อสาร” จะหมดความนิยมไปแล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้นิยมเลี้ยงนกพิราบแข่งขันระดับชาติทั้งไทยและต่างประเทศ จึงจัดตั้งเป็นสมาคมและสหพันธ์กีฬาแข่งนกพิราบอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งจัดให้มีการแข่งขันกันอยู่เสมอ นับเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้มีการอนุรักษ์นกพิราบสายพันธุ์นี้ ซึ่งอาจมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์จากมันอีกครั้งในอนาคตก็เป็นได้ #สงครามโลกครั้งที่สาม (แต่ก็ขอให้มันไม่เป็นจริงละกันนะ อิอิ)

Fact – เมื่อปี 2015 ตำรวจอินเดียเคยตามจับ “นกพิราบ” กลุ่มหนึ่ง หลังพวกเขาสังเกตเห็นเจ้านกพวกนั้นถูกติดตั้งกล้องขนาดเล็กอยู่ที่ลำตัวของมัน สืบไปสืบมาจนพบว่าปากีสถานส่งมาสอดแนมจริง ๆ