มังกรสร้างไฟในตัว แล้วพ่นออกมาได้อย่างไร ? ร่วมไขความลับในแบบวิทยาศาสตร์

มังกร (Dragon) คือสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏอยู่ในเทพนิยายในหลาย ๆ ประเทศ สัตว์ชนิดดังกล่าวเป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นตัวเป็น ๆ แต่หลายคนเชื่อว่ามันมีอยู่จริงเพราะไม่ว่าประเทศใดก็ตามมักมีการบันทึกถึงเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่บินได้และพ่นไฟได้ โดยมังกรจะมีรูปร่างและข้อมูลพื้นฐานแตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละพื้นที่

แต่หากอ้างอิงตามหนังสือ Dracopedia ของ William O’Connor (2009) มังกรจัดอยู่ในชั้น Dragonia อันดับ Draconia วงศ์ Dracorexidae (แม้จะมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ทางชีววิทยาแล้ว แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดพบมันตัวเป็น ๆ มาก่อน)

แล้วมังกรสามารถพ่นไฟได้จริงหรือ ?

มีทฤษฎีมากมายที่สนับสนุนการ (เคย) มีอยู่ของมังกร และพยายามพิสูจน์ว่ามีสัตว์อย่างน้อยหนึ่งชนิดบนโลกที่สามารถพ่นไฟได้จริง โดยทฤษฎีส่วนใหญ่มักอ้างถึง ปฏิกิริยาทางเคมี” คล้ายกับเวลาที่ แมลงตด (Bombardier beetles) สามารถพ่นของเหลวอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ออกมาเพื่อป้องกันตัว และคล้ายกับเวลาที่ปลาไหลสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าแรงสูงขณะที่อยู่ใต้น้ำได้ ความสามารถเหนือธรรมชาติทุกอย่างของสัตว์ที่กล่าวมาล้วนเป็นปฏิกิริยาทางเคมีทั้งสิ้น ซึ่งก็ไม่น่าจะใช่เรื่องแปลกหากสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งจะสามารถพ่นไฟออกมาจากจมูกหรือทางปากได้

ซึ่งเนื้อหาต่อไปนี้จะอธิบายในเรื่องของ “มังกรพ่นไฟได้อย่างไร ?” โดยมีการตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่า “มังกรมีอยู่จริง” และมันสามารถ “พ่นไฟได้”

 

1.ก๊าซบางชนิดอาจลุกไหม้หรือติดไฟได้ด้วยตัวเอง และอาจถูกปล่อยออกมาพร้อมกับลมหายใจ

ก๊าซที่สามารถลุกไหม้หรือติดไฟได้ด้วยตัวเอง อาจจะถูกปล่อยออกมาพร้อมกับลมหายใจ ก่อนที่จะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนและเปลี่ยนเป็นลูกไฟในที่สุด ซึ่งเราเรียกปฏิกิริยานี้ว่า “ไพโรโฟริก (pyrophoric)” และสัตว์เลื้อยคลานชนิดดังกล่าวอาจมีแผ่นพังผืดกันไฟติดอยู่ที่บริเวณลำคอ จึงทำให้ก๊าสที่ว่านี้ไม่รั่วไหลออกไปโดยไม่ตั้งใจ

 

2.เรอเป็นก๊าซมีเทน และใช้อวัยวะบางอย่างในการจุดประกายไฟเพื่อให้เกิดการระเบิด

สัตว์กินพืชชนิดต่าง ๆ มักสามารถปล่อยก๊าซที่ติดไฟได้ง่ายผ่านกระบวนการเรอ นั่นคือก๊าซมีเทนนั่นเอง (วัวหรือแกะก็ทำได้) แม้แต่มนุษย์เองก็สามารถเรอแล้วติดไฟได้เช่นกัน ดังนั้นสัตว์เลื้อยคลานอย่างมังกรก็อาจจะมีต่อมพิเศษที่สามารถจุดประกายไฟเพื่อให้ก๊าซมีเทนระเบิดออกมาเป็นลูกไฟได้เช่นกัน (พูดง่าย ๆ ก็คือการเรอออกมาเป็นไฟนั่นเอง)

แล้วมังกรใช้อวัยวะอะไรในการจุดระเบิดมีเทนเพื่อสร้างลูกไฟ ?

  • คล้ายกับ “ปลาไหลไฟฟ้า” ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้ากำลังสูงขณะที่อยู่ใต้น้ำได้ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าสัตว์เลื้อยคลานบางชนิดอาจสามารถเหนี่ยวนำไฟฟ้าแรงสูงจนทำให้เกิดกระบวนการเผาไหม้ของก๊าซมีเทนได้เช่นกัน และนี่อาจเป็นกระบวนการทางเคมีที่ช่วยให้มังกรสามารถจุดให้ก๊าซมีเทนระเบิดเป็นลูกไฟออกมาได้ และกระบวนการเหนี่ยวนำไฟฟ้านี้อาจเกิดขึ้นในขณะที่มังกรกำลังเรอนั่นเอง

ทว่าอากาศและก๊าซมีเทนจัดเป็นสสารที่สามารถนำไฟฟ้าได้ในระดับต่ำมาก การที่มังกรจะสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงผ่านอากาศและก๊าซมีเทนจนทำให้เกิดประกายไฟจึงมีโอกาสเป็นไปได้ยาก เพราะอากาศและก๊าซมีเทนจัดเป็นสสารที่แทบจะไม่นำไฟฟ้าเลย ทฤษฎีดังกล่าวจึงอาจฟังดูไม่มีน้ำหนักมากพอ

 

3.อาศัยแรงเสียดทาน (friction)

อีกหนึ่งทฤษฎีกล่าวว่ามังกรอาจอาศัยแรงเสียดทาน (friction) ในการจุดประกายไฟ เพื่อใช้สร้างระเบิดมีเทน มังกรอาจมีอวัยวะพิเศษในช่องปาก ลำคอ หรืออวัยวะสักแห่งในร่างกาย ที่ช่วยสร้างประกายไฟด้วยการสั่นหรือเสียดสีกันแรงๆ จนเกิดการเผาไหม้ขึ้นในนั้น

อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของก๊าซมีเทนมักกระจายไปทุกทิศและมักไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ ไฟที่เกิดจากการเรอของมังกรจึงไม่สามารถพ่นไปตรงตามเป้าหมายที่ต้องการได้ แถมอาจวนกลับมาเผาไหม้ส่วนหัวของตัวเองอีกด้วย ทฤษฎีตรงนี้จึงยังคงมีช่องโหว่ที่ใหญ่หลวง หากคิดจะยืนยันว่าเคยมีสัตว์ที่สามารถพ่นไฟได้จริงบนโลก

 

4.ร่างกายสร้างสารเคมี 2 ชนิด เพื่อใช้ในการจุดระเบิดเชื้อเพลิงแบบไฮเปอร์กอลิค (hypergolic)

ทฤษฎีดังกล่าวเชื่อว่ามังกรสามารถผลิตและพ่นสารเคมี 2 ชนิดออกมาได้พร้อมกัน เพื่อจุดระเบิดเหมือนกับเวลาส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศ โดยสารเคมีทั้งสองชนิดจะทำให้เกิดการจุดระเบิดกลางอากาศเมื่อถูกฉีดเข้าด้วยกัน และด้วยทฤษฎีนี้ มังกรจะสามารถสร้างเปลวไฟที่มีความร้อนสูง และสามารถบังคับทิศทางได้

ทว่าการปล่อยสารเคมีคู่แบบไฮเปอร์กอลิคนั้น ต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์จรวดที่ละเอียดอ่อน มังกรจึงอาจจะต้องมีความสามารถในการคำนวณสูงมาก ถึงจะสามารถพ่นสารเคมีทั้ง 2 ชนิดในองศาที่บรรจบกันพอดี (ไม่อย่างนั้นเปลวไฟจะกระจายไปทุกทิศทาง รวมถึงวนกลับมาในทิศทางที่มังกรยืนอยู่ด้วย) หรือไม่มังกรก็อาจจะต้องมีอวัยวะที่มีองศาพอดิบพอดีในการฉีดพ่นสารเคมีคู่ดังกล่าว ทฤษฎีนี้ถึงจะเป็นจริงได้

ยิ่งไปกว่านั้น สารเคมีเชื้อเพลิง” และ สารเคมีที่ทำให้เกิดออกซิไดซ์” ซึ่งเป็นสารเคมีคู่ที่ใช้จุดจรวดแบบไฮเปอร์กอลิคนั้น เป็นสารที่มนุษย์สร้างขึ้น จึงไม่สามารถพบได้ตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นทฤษฏีนี้จึงต้องตกไป

 

ความหวังของผู้ที่เชื่อถือในการมีอยู่ของมังกรยังไม่สิ้นสุดลงเสียทีเดียว เพราะสิ่งมีชีวิตบางชนิดเช่นแมลงตด ก็สามารถผลิต ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (สารที่ทำให้เกิดออกซิไดซ์) และ (สารเคมีเชื้อเพลิง)ได้ เพียงแต่สารเคมีคู่ดังกล่าวเป็นสารที่ค่อนข้างเป็นพิษสูงเท่านั้น แต่ถ้าพวกมังกรทนได้ ไม่แน่พวกมันอาจจะมีอยู่จริงก็ได้นะ

สรุป – ทั้ง 4 วิธีนี้เป็นเพียงสมมุติฐานที่ตั้งอยู่บนจินตนาการที่ว่า “หากมังกรมีอยู่จริง ? มันจะใช้วิธีไหนในการสร้างไฟในร่างกายแล้วพ่นออก” ซึ่งวิธีที่มีความเป็นไปได้ที่สุดก็คือ วิธีที่ 2 เพราะได้มีการเปรียบกับปลาไหลไฟฟ้าที่สามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้ภายในตัวมันเอง

Fact – นอกจากปลาไหลไฟฟ้า และปลากระเบนไฟฟ้าแปซิฟิก ที่สามารถสร้างกระแสไฟฟ้าแรงสูงใต้น้ำได้แล้วนั้น ภายในร่างกายของปลาอีกหลายสายพันธุ์ก็มีอวัยวะที่ก่อให้เกิดประจุไฟฟ้าได้เช่นกัน โดยประจุไฟฟ้าดังกล่าวจะถูกก่อผ่านเซลล์กล้ามเนื้อที่เรียกว่าอิเล็คโทรไลท์ (electrocytes)

แต่กระแสไฟฟ้าที่ถูกผลิตออกมานั้น จะอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงมากและไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกันตัวจากศัตรูแต่อย่างใด ซึ่งมีไว้เป็นกลไกทางเคมีเพื่อช่วยหาทิศทางและส่งสัญญาณสื่อสารกับสัตว์ตัวอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงเท่านั้นเอง

อ่านต่อ – แท้จริงแล้ว “ภาษาเอลฟ์” เป็นภาษาที่ใช้งานได้จริง และมีเปิดสอนในมหาวิทยาลัย