เมื่อช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มูลค่าหุ้นของบริษัทเฟซบุ๊กในตลาดหุ้นสหรัฐ ลดลงไปมากถึง 120,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 4 ล้านล้านบาท นับเป็นมูลค่าตลาดที่ลดลงไปมากที่สุดใน 1 วัน ของประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

และแน่นอนว่าต้องส่งผลถึงมูลค่าทรัพย์สินของ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เองด้วย  โดยดิ่งลงถึง 24% สูญเงินไปถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.7 แสนล้านบาท) ตกมาอยู่ที่ลำดับที่ 6 ของอันดับมหาเศรษฐีของโลกจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บ (จากเดิมอยู่อันดับที่ 3) และนี่คือสาเหตุครับ

ข่าวข้อมูลที่หลุดไป

กรณี Cambridge Analytica ทำให้ความน่าเชื่อถือของเฟสบุ๊คทั้งในเรื่องของการจัดการข่าวปลอม hatespeech ลดลงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์และพฤติกรรมของผู้ใช้โดยตรง ทำให้ผู้ใช้หันไปใช้โซเชียลมีเดียอื่นๆมากขึ้น เพราะพวกเขารู้สึกว่า การใช้เฟสบุ๊คทำให้ชีวิตสูญเสียความเป็นส่วนตัวมากเกินไป

ผู้ใช้เปลี่ยนใจ

สถานะของ Facebook นับวันจะมีแต่ตกต่ำลง หลังไต่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้ว แม้จะมีตัวเลขระบุว่าแต่ละเดือนมีผู้ใช้งานราว 2,230 ล้านคน แต่โอกาสที่จำนวนเหล่านี้ จะเพิ่มขึ้นอีกคงเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในตลาดใหญ่สุดอย่างอเมริกาเหนือ (สหรัฐและแคนาดา) ที่มียอดผู้ใช้เฟสบุ๊คลดลงเป็นครั้งแรกจาก 185 ล้านคน กลายเป็น 184 ล้านคน เช่นเดียวกับ ยอดผู้ใช้รายวันในยุโรปลดจาก จาก 282 ล้านคน เหลือ 279 ล้านคน

การคาดหวังของนักลงทุน

หลังจากที่ เดวิด เวห์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของเฟสบุ๊ค ได้เผยว่าการเติบโตของรายได้จะลดลงไปอีกหลายปีข้างหน้า ทำให้บรรดานักลงทุนเตรียมเทขายหุ้นล็อตใหญ่ หลังจากผิดหวังว่าเฟสบุ๊คน่าจะทำกำไรได้มากกว่านี้อย่างเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี – รายได้ของ Facebook มาจากโฆษณาบนแพลตฟอร์มมือถือที่ทำรายได้กว่า 89% ของรายได้ทั้งหมด และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2017 Facebook ก็ทำกำไรได้ถึง $4,260 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 133,500 ล้านบาท ทีนี้ก็ต้องมาดูกันครับว่าพี่มาร์คของเราจะแก้เกมอย่างไร

สรุป – เฟสบุ๊คมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะ ข่าวปลอม พฤติกรรมผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลง จุดอิ่มตัวของบริษัท มูลค่าบริษัทลดลง 4 ล้านล้าน เงินในกระเป๋าพี่มาร์คลดลง 5 แสนล้าน ทุกอย่างถูกเก็บไว้นานแต่แสดงผลภายในวันเดียว น่ากลัวจริงๆ

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน