การแต่งตั้งฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรีของเยอรมนีเมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1933 นั้น นับเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เนื่องจากการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ ทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เยอรมนีมีมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้สิ้นสุดลง โดยฮิตเลอร์และพรรคนาซี ได้ใช้วิธีการต่างๆในการขยายอำนาจตนเองและกำจัดฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง

เราเคยได้ยินแต่คำว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” แต่ที่แผ่นดินเยอรมนีเมื่อ 80 ปีก่อน สถานการณ์กลับสร้างเผด็จการตัวร้ายขึ้นมาแทน

ฮิตเลอร์ได้เข้าร่วมกองกำลังทหารของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 1 ปี 1918 เยอรมันก็ได้พ่ายแพ้ลงทำให้ความรักชาติและเหยียดชาติอื่นของฮิตเลอร์และชาวเยอรมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงความโหดร้ายของสนธิสัญญาแวร์ซาย เดือนกันยายนปีเดียวกันของการพ่ายแพ้ของเยอรมัน ฮิตเลอร์ก็ได้เข้าร่วมพรรคเพื่อชาติพรรคหนึ่งซึ่งจะพัฒนาเป็น พรรคนาซี ในอนาคต เขาได้พูดถึงความโหดร้ายของสนธิสัญญาแวร์ซายและความน่าเกลียดของชาวยิวให้ทุกคนในโรงเบียร์ได้ฟังทุกๆวันเพื่อที่จะให้ทุกคนเชื่อในพรรคของเขา

 

ปี 1923 ฮิตเลอร์ได้ออกมาประท้วงรัฐบาลที่ทำงานไม่ได้เรื่อง แต่เขากับพรรคพวกก็ถูกพวกตำรวจปราบปรามจนทำให้เขาและพรรคพวกต้องไปติดคุกหัวโตถึง 9 เดือน ในระหว่างจำคุกนี้ เขาได้เขียนหนังสือที่มีชื่อว่า “การต่อสู้ของข้าพเจ้า” (Mein Kampf) ไมน์คัมพฟ์ ได้รับการตีพิมพ์สองครั้ง ขายได้ประมาณ 228,000 เล่ม

รัฐบาลล้มเหลวอย่างหนักในปลายยุค 1920s ส่วนหนึ่งก็เพราะวิกฤตเศรษฐกิจของอเมริกา ทำให้ประชาชนมองเห็นฮิตเลอร์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ฮิตเลอร์และพรรคพวกจึงถูกปล่อยตัวออกก่อนกำหนดในปี 1924 แล้วปราศรัยบอกว่ารัฐบาลเป็นตัวทำให้เศรษฐกิจของเยอรมันตกต่ำ ชาวยิวก็ด้วย ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในฮิตเลอร์มากขึ้น เขาใช้โฆษณาชวนเชื่อเพื่อดึงดูดใจคน

เขารู้ว่าผู้คนต่างเกลียดชาวยิวและคอมมิวนิสถ์เขาจึงปราศรัยและพูดว่านาซีจะทำลายพวกยิวและคอมมิวนิสถ์ ในต้นยุค 1930 ฮิตเลอร์ได้บอกให้พรรคพวกเผาสภาไรซ์สแตค แล้วบอกกับประธานาธิบดีตอนนั้นว่าเป็นฝีมือของพวกคอมมิวนิสถ์ ประธานาธิบดีจึงยกย่องเขา

หลังจากที่ประธานาธิบดีพอล ฟอน ฮินเดนเบิร์ค เสียชีวิตในปี 1933 ฮิตเลอร์ก็ถูกเลือกเป็นผู้นำคนต่อไปของเยอรมันนี เขากดดันให้พรรครัฐบาลผสมลาออก และพรรคนาซีของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้รับการประกาศให้เป็นพรรคการเมืองชอบด้วยกฎหมายพรรคเดียวในเยอรมนี เขาเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อให้เยอรมันกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยการใช้โฆษณาชวนเชื่อและกวาดล้างชาวยิว ชาวยิปซี ออกจากเยอรมันนี

ในที่สุดฮิตเลอร์ก็ได้อำนาจมาออกกฎหมายกำกับปรับปั้นแต่งสังคมและแผ่นดินเยอรมนีอย่างขนานใหญ่ จนกลายเป็นประเทศเป็นรัฐใต้เผด็จการสมบูรณ์แบบ ฮิตเลอร์จัดให้มีการลงประชามติ รวบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเข้ากับตำแหน่งประมุขของรัฐกลายเป็นท่านผู้นำสูงสุด หรือที่เรียกกับว่า ฟือเรอร์ (Fuhrer หรือผู้นำและนายกรัฐมนตรี)

 

 

ทำไมฮิตเลอร์จึงเกลียดชาวยิวเข้าไส้ขนาดนี้

ฮิตเลอร์มองพวกยิว เป็นพวกกาฝาก พวกนี้มาแย่งอาชีพคนเยอรมัน โดยเฉพาะตอนที่มีสงครามคนเยอรมันต้องไปรบ พวกนี้เลยได้งานแทน พอมีงานมีเงินก็มาปล่อยกู้ดอกแพงๆ ถือว่าเป็นอะไรที่ไม่ควรทำงานและน่ากำจัดทิ้ง และมีความรู้สึกว่าชนเผ่ายิวที่มีอยู่มากมายในเยอรมันประเทศของตน จะมาผสมพันธุ์กับเลือด เยอรมัน ทําให้ชาวเยอรมันมีเลือดไม่บริสุทธิ์ จึงสั่งจับยิวและ ยิปซีส่งไปยังค่ายกักกันเพื่อสังหารให้หมดสิ้น ในค่ายกักกันที่ใหญ่ที่สุด และมีชื่อเสียงว่าสังหารโหดชาวยิวมากที่สุด อยู่ในโปแลนด์ ซึ่งก็คือค่ายเอาชวิตซ์ (Auschwitz) นั่นเอง

ผลงานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของฮิตเลอร์

เหยื่อที่เสียชีวิตในการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุมีทั้งหมด 11 ล้านคน โดยเป็นชาวยิวถึง 6 ล้านคน คิดเป็น 2 ใน 3 ของชาวยิวทั้งหมดที่อยู่ในยุโรปในขณะนั้น (ในจำนวณนี้มีเด็กกว่า 1 ล้านคนที่เสียชีวิต) เฉพาะในค่ายเอาชวิตซ์ (Auschwitz) มีชาวยิวถูกสังหารไปมากกว่า 1.6 ล้านคน ทั้งการรมแก๊สพิษและเผาในเตาเผา ปล่อยให้อดตาย ป่วยตาย หรือยิงทิ้ง

source

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน