เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2018 รัฐบาลอินเดียได้ประกาศ สั่งระงับปฏิบัติการกู้ศพชายชาวอเมริกัน ที่ถูกชนเผ่าโบราณบนเกาะต้องห้ามฆ่าตายด้วยธนูและหอก โดยการตัดสินใจดังกล่าว มีขึ้นหลังการประชุมใหญ่ ซึ่งได้ไตร่ตรองพร้อมกับ จนท.รัฐบาลระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยา หน่วยงานด้านสวัสดิภาพชนพื้นเมือง

 

 

โดยให้เหตุผลว่า – “เนื่องจากภารกิจดังกล่าวอาจไปรบกวนชนเผ่าเซนทิเนลที่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาล และตัวภารกิจยังมีความเสี่ยงมากเกินไปสำหรับเจ้าหน้าที่ เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน ได้มีความพยายามในการค้นหาศพหลายครั้ง ซึ่งตอนนี้รู้ทิศทางคร่าว ๆ แล้วว่าศพถูกนำไปที่ใด แต่ยังไม่รู้จุดที่แน่นอน”

 

 

และนี่คือคำให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าทีมค้นหา ผบ.ประวีน เการ์ ที่เคยกู้ศพชาวประมง 2 คน ที่ถูกชนเผ่าแห่งนี้ฆ่าตาย เมื่อ 12 ปีก่อน

“ตอนที่เรานำ ฮ. ลง เราถูกชนเผ่าเซนทิเนลบุกโจมตีทันที มีทั้งธนูและหน้าไม้ระดมยิงเข้ามา ตอนนั้นน่าจะมีนักรบมากกว่า 50 คน พวกเขาสวมกระโปรงสีแดง เป็นผู้ชายล้วน เราจึงต้องใช้แผนสอง คือล่อให้คนในชนเผ่าหันไปสนใจทิศทางอื่น แล้วพวกเราจึงรีบนำ ฮ. ขึ้นแล้วหาจุดลงจอดใหม่”

 

 

“โชคดีที่ผมได้ให้นักประดาน้ำ และเจ้าหน้าที่บางส่วนประจำไว้ในจุดต่าง ๆ เพราะหากเราบุกไปโท่ง ๆ คงแย่เอาการณ์”

“เราลงจอดในจุดที่มั่นใจว่า นั่นคือเรือของชาวประมงที่หายตัวไป ซึ่งห่างจากจุดเดิมเพียง 1.5 กิโลเมตร เมื่อเราลงจอดอีกครั้งจึงเห็นร่างของพวกเขา ถูกเชือกรัดคอมัดติดกับเรือ ซึ่งในขณะนั้นนักรบชนเผ่าก็กำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ผมต้องตัดสินใจนำกลับมาเพียงศพเดียว เพราะหากช่วยทั้งสองศพ ก็คงจะไม่ทันการณ์ เพราะพวกเขาคงไม่ยอมพลาดซ้ำสองแน่ สถานการณ์ตึงเครียดมาก จนภารกิจล้มเหลวเพราะเรานำกลับมาได้เพียงศพเดียว”

ซึ่งหลังจากภารกิจในวันนั้นจบลง ผบ.ประวีน เการ์ ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติจากรัฐบาล ให้แด่ความกล้าหาญในการปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายครั้งนั้นด้วย

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน