เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2018 นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศชั้นนำของโลก (IPCC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ สหประชาชาติ (UN) ได้ออกรายงานพิเศษ หลังได้ศึกษาวิจัยมานาน 3 ปี โดยระบุว่าทั่วโลกมีเวลาเหลือเพียง 12 ปี หรือจนถึงปี 2030 ในการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงกว่าเดิมเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มิเช่นนั้น มนุษย์บนโลกจะต้องเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติทั้งจากภาวะแห้งแล้ง ไฟไหม้ป่า น้ำท่วม ขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง

“หลังจากที่พวกเราทำการประเมิน จนได้พบว่านี่คือสิ่งที่สามารถทำได้จริง และไม่ได้ใช้งบประมาณมหาศาลอย่างที่ทุกคนคิด นี่เป็นเส้นตายสำหรับมนุษย์ เป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ที่ทุกคนต้องร่วมมือแก้ปัญหานี้กันอย่างจริงจัง รายงานฉบับนี้เป็นดั่งระฆังเตือนภัยที่ใหญ่ที่สุดจากวงการวิทยาศาสตร์ ฉันหวังว่ามันจะช่วยทำลายความหลงพึงพอใจแบบผิด ๆ ได้” – เดบรา โรเบิร์ต ประธาน IPCC กล่าว

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลทั่วโลกจึงต้องทำการเปลี่ยนแปลงในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน อุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง ไปจนถึงการก่อสร้าง และการกินอาหารในชีวิตประจำวัน ที่ควรจะบริโภคเนื้อให้น้อยลง และหันมาบริโภคแหล่งโปรตีนจากแมลง เพราะใช้ทรัพยากรในการผลิตน้อยกว่า

หากปล่อยให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

  • ยอดผู้เสียชีวิตจากอากาศร้อนจะเพิ่มมากขึ้น
  • จำนวนคนจนจะเพิ่มมากขึ้น เพราะทำการเพาะปลูกไม่ได้ ผลผลิตการเกษตรต่อหัวอาจลดลงถึง 1 ใน 3 ส่งผลให้เศรษฐกิจเสียหาย
  • ไฟป่าจะเพิ่มมากขึ้น 62% ทั่วโลก
  • ปะการังในมหาสมุทรจะตายหมด
  • แหล่งอาหารในอนาคตของเรา อย่างเช่น แมลง พืช และสัตว์น้ำ จะหายไปมากกว่า 18% รวมถึงแมลงที่ช่วยผสมเกสรก็จะหายไปด้วย
  • สภาพน้ำทะเลจะเป็นกรดมากขึ้น โลกจะขาดแคลนน้ำจืดที่ใช้ทำกิจกรรมไปกว่า 50%

ปัจจัยและปัญหาที่ส่งผลทำให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นมากที่สุดคือ การใช้พลังงานจากถ่านหิน และ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งหากทำให้ปัญหาทั้งสองนี้ลดลงเหลือศูนย์ อุณหภูมิโลกก็จะไม่สูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส อย่างยั่งยืนแน่นอน

อ่านต่อ – อุตุโลกเผยระดับ “ก๊าซเรือนกระจก” จากทั่วโลก สูงสุดในรอบ 8 แสนปี

Source

เด็กชายที่น่าสงสารที่สุดในโลก – ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน