“ยากูซ่า” กำลังหันมาจับธุรกิจ “ขายชานมไข่มุก” ขณะนี้ เปิดหลายสาขาแล้วในญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2019 เว็บไซต์ Asia Time ได้เผยรายงานถึงเรื่องราวการแตกไลน์ธุรกิจของแก๊ง “ยากูซ่า” ที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ตอนนี้พวกเขาได้หันไปจับธุรกิจสุดฮอตอย่าง “ชานมไข่มุก” แล้วเช่นกัน แต่เรื่องนี้มันน่าสนใจกว่านั้น ก็ตรงที่พวกเขาเข้ามาเป็นผู้เล่นรายใหญ่ได้อย่างไร ? และสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเข้าร่วมในธุรกิจขาวสะอาดเสียที ?

ต้องบอกก่อนว่า ชานมไข่มุก (Bubble Milk Tea) คือเครื่องดื่มที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศไต้หวันนะครับ แต่ราคาของเครื่องดื่มชนิดนี้ในญี่ปุ่นปัจจุบันแพงกกว่าไต้หวันถึง 2 เท่า ตามรายงานระบุว่า ที่ญี่ปุ่นมีราคาเฉลี่ยแก้วละ 500 เยน (จากต้นทุนเพียงแก้วละ 100 เยน แต่หากใช้ชาและมุกที่เป็นของดีก็จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมาเป็นเพียง 130-140 เยน เท่านั้น) การเปิดร้านชานมในแต่ละสาขาใช้เงินลงทุนราว 6 แสนบาท ซึ่งถ้าอยู่ในสาขาการดูแลของแก๊งอาจได้ทุนคืนในไม่กี่สัปดาห์

ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมกลุ่มแก๊งชายโหดอย่าง “ยากูซ่า” ถึงกระโดดเข้ามาร่วมกินส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจนี้ แต่พวกเขาได้เปรียบมากกว่าพวกเราเยอะ นั่นก็เพราะ กลุ่มยากูซ่าอาจใช้อิทธิพลเพื่อช่วยเหลือร้านชานมไข่มุกของตัวเอง เช่น ข่มขู่ร้านคู่แข่ง บังคับใช้แรงงานผิดกฎหมาย ปล่อยเงินกู้เพื่อเปิดร้าน หรือใช้เครือข่ายธุรกิจสีเทาของตัวเอง เพื่อทำให้ร้านของตนเองมีความได้เปรียบร้านอื่นด้วยวิธีต่าง ๆ

(ทุกวันนี้ กลุ่มยากูซ่าในญี่ปุ่นไม่ได้ยกพวกตีกันบ่อย ๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ก็ยังมีการข้องเกี่ยวกับธุรกิจผิดกฎหมายต่าง ๆ อยู่ เช่น ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหด เรียกเก็บค่าคุ้มครองร้านในพื้นที่ ฟอกเงินโดยการซื้อของราคาแพง)

แต่หัวหน้าลำดับที่สามของกลุ่มแก็งค์ยากูช่าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น (ขอไม่ระบุชื่อ) ได้ออกมาตอบคำถามถึงประเด็นดังกล่าวแล้วว่า ทุกวันนี้สมาชิกเกือบทุกคน “มีงานทำถูกต้องตามกฏหมาย” และขณะนี้เราได้ขยายสาขา “ร้านชานมไข่มุก” ไปแล้วอย่างน้อย 23 สาขา

Fact – ตัวเลขเม็ดเงินธุรกิจจากเมื่อปี 2016 ระบุว่า ธุรกิจชานมไข่มุกทั่วโลก มีมูลค่าอยู่ที่ราว 60,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตขึ้นถึง 90,000 ล้านบาท ภายในปี 2023