องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯหรือนาซา ประกาศแผนเดินหน้าพัฒนาฝูงหุ่นยนต์ผึ้ง “มาร์สบีส์” (Marsbees) เพื่อใช้บินสำรวจดาวอังคารในอนาคต โดยให้ทีมวิศวกรจากมหาวิทยาลัยแอละแบมาในสหรัฐฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พัฒนาโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์นี้ ในขณะที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นจะเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างของหุ่นยนต์และทำการทดสอบ

 

 

ฝูงหุ่นยนต์ผึ้งนี้จะถูกนำมาใช้งานแทนที่หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจภาคพื้นดิน เนื่องจากหุ่นยนต์รุ่นเดิมเคลื่อนที่ได้ช้า มีขนาดใหญ่เทอะทะ ทั้งมีราคาแพงในการผลิตและบำรุงรักษา – ผิวของดาวอังคารนั้นเป็นอุปสรรคกับการใช้ล้อเป็นอย่างมาก มันมีก้อนหินมีหลุมเป็นอุปสรรคอยู่ทั่วไปหมด ยานโรเวอร์สำรวจผิวดาวอย่างเช่นยานคิวริออซิตี้ (Curiosity) ที่นาซาใช้งานอยู่บนดาวอังคารในปัจจุบัน จึงมีพื้นที่สำรวจน้อยมาก ตั้งแต่สิงหาคม 2012 ถึง กุมภาพันธ์ 2018 ยานโรเวอร์ลำนี้เดินทางสำรวจไปได้เพียงระยะทาง 18.13 กิโลเมตร เท่านั้น

Marsbees เป็นหุ่นยนต์ขนาดเล็กหรือไมโครบ็อตที่บินเคลื่อนที่ได้คล่องตัว มีการติดตั้งเซนเซอร์ต่าง ๆ เพื่อเก็บและส่งข้อมูลการสำรวจ โดยจะสามารถทำแผนที่ภูมิประเทศและเก็บตัวอย่างอากาศบนดาวอังคารได้อย่างรวดเร็ว ทั้งบินสำรวจพื้นที่ได้ครอบคลุมกว้างขวางกว่าในเวลาที่จำกัด

 

 

หุ่นยนต์ผึ้งรุ่นนี้น่าจะมีขนาดใกล้เคียงกับผึ้งบัมเบิลบี ไม่ใช่ในทรานฟอร์เมอร์นะ แต่เป็นผึ้งสายพันธ์หนึ่ง ซึ่งเป็นผึ้งตัวใหญ่ที่มีความยาวตั้งแต่ 1-4 เซนติเมตร มีปีกบินขนาดใหญ่เท่ากับจักจั่น ซึ่งหมายความว่าอาจมีปีกยาวได้ราว 3-6 เซนติเมตร แถมยังเลียนแบบการกระพือปีกขึ้นลงอย่างรวดเร็วของผึ้งอีกด้วย โดยแรงโน้มถ่วงบนดาวอังคารที่มีอยู่เพียง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับบนโลก ทำให้การเคลื่อนที่ทางอากาศแบบนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นาซาหวังว่าฝูงหุ่นยนต์ผึ้งจะช่วยในการตรวจหาร่องรอยของก๊าซมีเทนในบรรยากาศดาวอังคาร ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เนื่องจากก๊าซมีเทนนั้นเกิดจากของเสียของสิ่งมีชีวิตหรือสารชีวภาพเป็นส่วนใหญ่ – ฝูงผึ้งจะสามารถทำแผนที่ภูมิประเทศและเก็บตัวอย่างโมเลกุลของอากาศบนดาวอังคารได้อย่างรวดเร็ว แถมยังสามารถสำรวจพื้นที่ขนาดใหญ่ได้โดยใช้เวลาไม่มากเนื่องจากใช้ปีกแทนล้อ

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน