หลังจากที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้อนุมัติเงิน 247 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการ X-59 QueSST หรือที่มีชื่อเล่นว่า Concorde II ไปเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2018 เพื่อผลักดันเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ที่เดินทางได้เร็วกว่าเสียง โดยมีองค์การนาซ่าเป็นผู้ดูแลโครงการ และมีบริษัทล็อกฮีดมาร์ตินเป็นผู้พัฒนา

 

 

ซึ่งล่าสุด NASA ได้เตรียมเปิดตัว เครื่องบินต้นแบบรุ่นแรกชื่อ X-Plane ซึ่งคาดว่าจะทำการทดสอบอย่างเร็วที่สุดภายในปี 2019 โดยคาดว่าจะบินได้ถึงระดับ 55,000 ฟุต , ความเร็ว 1,153 กม./ชม. , ส่งเสียงไม่เกิน 75 เดซิเบล (เทียบเท่าเสียงปิดประตูรถ) และคาดว่าจะนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริงในปี 2021

แต่ความท้าทายจริง ๆ อยู่ที่ เครื่องบินรุ่นนี้ต้องบินในระดับความเร็วเหนือเสียงได้โดยไม่ก่อปรากฏการณ์ Sonic Boom ที่จะกระทบต่ออาคารบ้านเรือนในระดับภาคพื้นดิน ซึ่งหากทำได้จะปฏิวัติวงการขนส่งไปเลย

 

 

โดยเมื่อปีที่แล้ว นาซาเริ่มทดสอบเครื่องบิน X-plane ในขั้นต้น ภายในอุโมงค์ลมที่ศูนย์วิจัยเกลนน์ของนาซาในเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ผลการทดสอบออกมาดี จนนำไปสู่การสร้างเครื่องบินต้นแบบ ขนาด 1 เครื่องยนต์ ดังกล่าว

และไม่ได้มีเพียง นาซาและล็อกฮีดเจ้าเดียวเท่านั้นที่กำลังพัฒนา “เครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียง” เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเวอร์จิ้นที่ตอนนี้จับมือกับบูม เทคโนโลยี ก็กำลังสร้างเครื่องบินเจ็ทที่สามารถเดินทางได้ด้วยความเร็วกว่าเสียงถึง 2 เท่า (2,335 กม./ชม.) เช่นกัน

 

 

Fact – ก่อนหน้านี้ (1976 – 2003) มีการใช้เครื่องบินคองคอร์ด (ความเร็วเหนือเสียง) ในเชิงพาณิชย์มาแล้ว ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 20 ลำ แต่หลังจากเหตุการณ์ 9/11 อุตสาหกรรมการบินตกต่ำเป็นอย่างหนัก แอร์ฟรานซ์และบริติชแอร์เวย์ จึงตัดสินใจยกเลิก เนื่องจากมีผู้ใช้บริการน้อยและมีต้นทุนสูงเกินไป

Fact 2 – เครื่องบินคองคอร์ด มีสถิติเกิดอุบัติเหตุตกเพียงครั้งเดียว เที่ยวบิน 4590 ของแอร์ฟรานซ์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 หลังทะยานขึ้นจากท่าอากาศยานใกล้กรุงปารีส มีผู้เสียชีวิต 113 คน

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน