โอตา เบงกา หนึ่งในคนผิวสี ที่ถูกกระทำอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

ย้อนไปเมื่อช่วงต้นปี 1900 มีชายผิวสีคนหนึ่งชื่อว่า โอตา เบงกา (Ota Benga) ตัดสินใจฆ่าตัวตายจากความเครียดที่สะสมมาตลอดชีวิต โดยเรื่องทั้งหมดเริ่มจากการที่เขาต้องถูกพรากจ้างบ้านเกิด เพื่อมาอยู่ในสวนสัตว์มนุษย์ ภายในกรงเล็ก ๆ กับลิง เพื่อแสดงความบันเทิงให้กับมนุษย์ด้วยกันเอง นั่นก็เพราะเขามีผิวสีดำ จึงทำให้เขาถูกมองเป็นตัวประหลาด และสร้างกระแสความสนใจจากคนผิวขาวได้เป็นจำนวนมาก

โอตา เบงกา เป็นคนในชนเผ่าคองโกพื้นเมืองแต่กำเนิด เขาสูญเสียครอบครัวทั้งหมดในช่วงที่เบลเยี่ยมเข้ามาล่าอาณานิคมที่ประเทศคองโก หมู่บ้านของเขาถูกทำลายทั้งหมด รวมถึงคนในหมู่บ้านถูกสังหารตายเกลี้ยง แต่โชคดีที่ ณ เวลานั้น เขาได้ออกไปล่าสัตว์ ทำให้เขาไม่ถูกสังหารหมู่ แต่กลับต้องถูกจับไปทาส รวมถึงอีกหลายคนที่รอดชีวิตมาได้ด้วยเช่นกัน

หลังจากถูกกองทัพเบลเยี่ยมจับมาเป็นทาส ในปี 1904 ซามูเอล ฟิลลิปส์ เวอร์เนอร์ ชายชาวอเมริกัน ได้ใช้เสื้อผ้าจำนวนหนึ่งและเกลือ เพื่อเป็นค่าตัวของ โอตา เบงกา เพื่อพาเขากลับไปเป็นทาสที่อเมริกา เมื่อมาถึงเขาถูกนำตัวไปเป็นหนึ่งในผลงานแสดงในงานลุยเซียน่าเอ็กซ์โป โดยใช้ชื่อผลงานว่า “มนุษย์แอฟริกากินคน เพียงหนึ่งเดียวในอเมริกา” โดยสถานที่จัดแสดงของ โอตา เบงกา ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก จากความที่เขาผิดคล้ำไม่เหมือนคนอเมริกัน และฟันที่แหลมคม ทำให้ผู้คนที่ได้พบเห็นพากันตื่นเต้น (สาเหตุที่ฟันของโอตา เบงกาแหลมคมนั้น มาจากพิธีกรรมสำหรับเด็กชายเผ่า ที่ต้องตะไบฟัน)

หลังจากการโชว์ตัวครั้งแรกผ่านไปสองปี ซามูเอลได้พาโอตาไปที่สวนสัตว์บรองซ์ ที่นิวยอร์ก และส่งเขาไปใช้ชีวิตในกรงร่วมกับลิง เพื่อให้คนได้เห็นวิวัฒนาการของมนุษย์ชนเผ่านั้นว่าพวกผิวดำมีการพัฒนามาจากลิง

การใช้ชีวิตของเขาถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงที่แสดงให้เห็นถึง “มนุษย์” หลังจากวิวัฒนาการมาจากลิงช่วงแรก ๆ และโอตาต้องพบกับการถูกเหยียดหยามอย่างหนักหนาสาหัส ผู้คนหลายร้อยคนที่พากันมาชม ต่างจับจ้องเขาด้วยสายตาที่ทั้งตื่นเต้น และตลก ราวกับเขาไม่ใช่คนแต่เป็นเพียงสัตว์ตัวหนึ่งเท่านั้น

และเมื่อเรื่องนี้ได้มีสำนักพิมพ์เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับโอตาที่ต้องอยู่ในสวนสัตว์และต้องอาศัยอยู่ร่วมกับลิง ทำให้ผู้คนในนิวยอร์กต่างเรียกร้องให้นายกเทศมนตรีปล่อยตัวเขาออกมา

หลังจากการถูกปล่อยออกมาจากสวนสัตว์ เขาได้รับการดูแลจากบาทหลวง เจมส์ กอร์ดอน และพาตัวโอตาไปอยู่ที่รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเขาได้รับการดูแลอย่างดีเหมือนคนปกติทั่วไป ทั้งพาไปซื้อเสื้อผ้าใส่ ทำฟันให้ใหม่ และให้เขาแต่งตัวเหมือนคนอเมริกันทั่วไป เพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากคนทั่วไป นอกจากนี้ยังได้สอนภาษาอังกฤษและให้งานทำกับเขา

ดูเหมือนเส้นทางชีวิตของ โอตา เบงกา จะได้พบกับเส้นทางที่มีความสุขเสียที และเขาเริ่มมีความหวังที่จะได้กลับบ้าน แต่ทุกอย่างก็จบลงทันที เมื่อมีเหตุการณ์จลาจลในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ประชาชนทั่วไป ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองของอเมริกาในเวลานั้น บวกกับปัญหาชีวิตและสิ่งที่เขาต้องเจอมาตลอดตั้งแต่ออกจากคองโก ทำให้เขาเครียดอย่างหนักและสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองลงในปี 1916 ด้วยวัยเพียง 32 ปี …

แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่หน้าเศร้าที่สุดเรื่องหนึ่งในเรื่องราวการเหยียดผิว แต่ปัจจุบันเราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่ายังมีอีกหลาย ๆ ที่ ที่ยังคงเหยียดหยามกันในรูปแบบต่าง ๆ อยู่เช่นเดิม แต่เพียงไม่ถูกเผยแพร่เท่านั้น ผมหวังว่าเรื่องของการเหยียดผิวจะหายไปโดยเร็ว เพราะหากเรามองเพื่อนร่วมโลกทุกคนให้มีค่าเท่าเทียมกันและให้เกียรติกัน โลกเราจะน่าอยู่มากขึ้นอีกหลายเท่า ผมเชื่ออย่างนั้นครับ

Fact – ช่วงที่ สวนสัตว์มนุษย์ ได้รับความนิยมสุดขีดคือช่วงปลายศตวรรษ 1800 โดยการนำคนผิวสี ชาวแอฟริกัน ชาวอินเดียแดง รวมถึงคนเอเชีย ไปขังไว้ในกรง และปล่อยให้ใช้ชีวิตอยู่ในนั้น

อ่านเรื่อง – “สวนสัตว์มนุษย์” (Human Zoo)