Monday, June 17, 2019

แนะนำ

เฉลี่ยแล้วคนเรากลืนพลาสติกลงท้อง ขนาดเทียบเท่าบัตรเครดิต 1 ใบ ทุก ๆ สัปดาห์

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลหรือ WWF เปิดเผยในรายงานว่า เฉลี่ยแล้วคนเราบริโภคพลาสติกประมาณ 5 กรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นปริมาณที่เทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบ เลยทีเดียว นักวิจัยพบว่าคนเราบริโภคพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตร จำนวน 102,000 ชิ้นต่อปี หรือ 250 กรัมต่อปี และเกือบ 90% มาจากน้ำจากขวดน้ำและก๊อกน้ำ รวมไปถึงอาหารที่มีพลาสติกสูงที่สุดอย่าง หอย เบียร์...

“จัสติน บีเบอร์” ประกาศผ่านทวิต ขอท้าต่อย “ทอม ครูซ” บนสังเวียน UFC

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2019 หรือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จู่ ๆ ก็เกิดเรื่องสุดงุนงงขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อ จัสติน บีเบอร์ ได้โพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์บัญชีส่วนตัวของตัวเองว่า "ผมอยากท้าสู้กับ ทอม ครูซ ในเวทีกรงจัง ทอม ถ้านายไม่กล้ารับคำท้านี้แปลว่านายกลัวและไม่กล้า นายจะไม่มีวันลืมเรื่องนั้นไปได้ ใครอยากจัดไฟท์นี้บ้าง ? สนไหม @danawhite" (@danawhite ดาน่า...

เซ็กซี่เป็นเหตุ “นอค ตรินห์” นางแบบโชว์หวิวที่คานส์ ถูกเวียดนามสั่งลงโทษ ฐานอนาจาร

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2019 สำนักข่าวต่างประเทศ ได้รายงานข่าวของ "นอค ตรินห์" (Ngoc Trinh) ดาราและนางแบบสาวสวย ที่ตอนนี้เธอกำลังถูกกระทรวงวัฒนธรรมของเวียดนามสอบสวนก่อนที่จะทำการลงโทษ หลังจากที่เธอได้สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลกจากการปรากฏโฉมบนพรมแดงเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 72) กับชุดเดรสซีทรูสุดวาบหวิวมองเห็นเนื้อหนังได้ด้านใน เผยเรือนร่างชัดเจนจนผู้พบเห็นต้องตะลึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดังกล่าว เผยว่า "ชุดของเธอไม่เหมาะสม ยั่วเย้าจนเกินไป ทำให้สาธารณชนไม่พอใจ เราจึงสั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการและประกาศดำเนินการสืบสวนสอบสวนประเด็นเรื่องชุดออกงานของเธอ" "ชุดเดรสซีทรูของ นอค ตรินห์...

ล่าสุด

นิทานก่อนนอน “ฮันเซล และ เกรเทล” เวอร์ชั่นพี่น้องกริมม์ โศกนาฏกรรมที่บ้านขนม

  "Hansel and Gretel หรือ ฮันเซล และ เกรเทล" เป็นนิทานพื้นบ้านของทางทวีบยุโรปเชื่อว่าถูกแต่งขึ้นที่ประเทศเยอรมัน และได้รับการบันทึกโดยสองพี่น้องตระกูลกริมม์ (Grimm) ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1812 ก่อนที่จะถูกนำไปดัดแปลงเป็นนิทานก่อนนอนสำหรับเด็ก (เนื้อหาซอฟท์ขึ้น แทบไม่มีความรุนแรง) นิทานเรื่องนี้เล่าถึงฮันเซลและเกรเทลสองพี่น้องที่เกิดมาในครอบครัวสุดแสนยากจน จึงถูกครอบครัวนำไปทิ้งในป่าเพราะไม่มีกำลังเลี้ยง แม้ว่าเด็กทั้งสองจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อกลับบ้านแต่ยิ่งกลับทางเดิมก็ยิ่งหลง สุดท้ายก็หลงป่าจนได้มาเจอกับบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ทำมาจากขนม ทุกๆส่วนของบ้านสามารถกินได้ แต่เด็กทั้งสองก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อเจ้าของบ้านเปิดประตูออกมาต้อนรับ เพราะเจ้าของบ้านคือแม่มดตาบอดและเป็นมนุษย์กินคน เด็กทั้งสองคนถูกจับ แม่มดบังคับให้เกรเทล(ผู้หญิง) ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านคอยเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านเยี่ยงทาส ส่วนฮันเซล(ผู้ชาย) ถูกแม่มดจับขังและบังคับให้กินขนมและอาหารต่างๆ เพื่อที่จะขุนให้ฮันเซลอ้วนพีเพื่อที่จะกินได้อย่างสำราญ และวันเชือดก็มาถึงแม่มด เตรียมเครื่องปรุง จุดไฟกองใหญ่ ต้มน้ำให้เดือด ซึ่งเกรเทลก็อาศัยจังหว่ะที่แม่มดเผลอนี้ ผลักแม่มดเข้าไปในกองไฟ ผลคือแม่มดถูกไฟคลอกตายคาที่ เกรเทลรีบวิ่งไปช่วยฮันเซล ทั้งคู่ปลอดภัยหนีพ้นจากบ้านขนมได้ในที่สุด     ตอนจบเวอร์ชั่นฝรั่งเศส - ในขณะที่แม่มดเผลอ เด็กสองคนได้จับแม่มดเชือดคอหอยจนเธอเลือดท่วม ทรมานอย่างรุนแรง และหลบหนีไป แต่ถ้าเป็นเวอร์ชั่นนิทานก่อนนอนที่เด็กๆสามารถอ่านได้ - จะมีตัวละครเพิ่มขึ้นมาคือ พ่อที่เป็นช่างไม้ แม่เลี้ยงใจร้าย เศษขนมปัง แจกันที่เต็มไปด้วยสมบัติ และเรือหงส์...

นักวิจัยพบ “หัวใจหยุดเต้น” อาจไม่ได้แปลว่าตายแล้ว! (ความพิศวงของร่างกายมนุษย์)

  งานวิจัยชิ้นใหม่ ซึ่งถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Annals of Neurology เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2561 ระบุว่า ทีมนักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัย Charité–Universitätsmedizin Berlin ประเทศเยอรมนี พยายามหาคำตอบเกี่ยวกับกลไกลรวมถึงช่วงเวลาของสิ่งที่เกิดขึ้นขณะหมดลมหายใจด้วยการฝังขั้วไฟฟ้าลงไปในสมองผู้ป่วยใกล้ตาย 9 คน ซึ่งต่างอยู่ในภาวะสมองตายและไม่สามารถรักษาได้ แล้วก็พบว่าแม้หัวใจจะหยุดเต้นไปแล้วแต่สมองยังทำงานอยู่เพราะสามารถตรวจจับคลื่นสัญญาณไฟฟ้าจากสมองของคนทั้ง 9 ได้หลังหัวใจหยุดเต้นหลายนาที นานที่สุดถึง 5 นาที โดยปกติแล้วเมื่อหัวใจหยุดเต้น เลือดก็จะหยุดไหลเวียน ทำให้เซลล์ในร่างกายขาดออกซิเจน เมื่อไม่มีออกซิเจนเซลล์ในร่างกายก็จะตาย แต่การศึกษานี้พบว่าเซลล์สมองมีพลังงานสำรองช่วยให้สามารถทำงานต่อไปได้หลังจากที่หัวใจหยุดเต้นแล้ว     การค้นพบนี้อาจทำให้คำว่า "หัวใจหยุดเต้น เท่ากับ เสียชีวิต" เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือลมหายใจอาจไม่ใช่จุดตัดสินการเสียชีวิตเหมือนอย่างที่คิดและทำกันทั่วโลก หรืออาจกล่าวได้ว่าแม้จะตรวจไม่พบสัญญาณชีพก็อาจไม่ได้หมายความว่าคน ๆ นั้นเสียชีวิตแล้วจริง ๆ ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างหนักหน่วงว่า การผ่าตัดนำอวัยวะออกจากร่างของผู้บริจาคอวัยวะภายใน 5 นาทีหลังหัวใจหยุดเต้น ถือเป็นเรื่องที่สมควรทำหรือไม่? เพราะผู้บริจาครายนั้นอาจจะยังไม่ตายจริงก็ได้ เพราะสมองจะยังคงทำงานอยู่ตามผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้ ศาสตราจารย์ เจ็ด ฮาร์ตติง จากโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยดังกล่าวบอกว่า หากทำให้เลือดกลับมาไหลเวียนภายใน 5 นาที ก็มีความเป็นไปได้...

สุสานใต้ดินกาปูชิน เก็บมัมมี่กว่า 8,000 ศพ หนึ่งในพื้นที่สุดสยองและสำคัญที่สุดในโลก

  สุสานใต้ดินกาปูชิน แห่ง พาเลอร์โม (Catacombs of the Capuchins) สถานที่เก็บศพมัมมี่ ที่อยู่ใต้เมืองปาแลร์โม บนเกาะซิซิลี ทางเหนือประเทศอิตาลี ปัจจุบันเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเที่ยวแนวสยองขวัญจากทั่วทุกมุมโลก และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก สุสานใต้ดินแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1599 โดยการขุดอุโมงค์ให้เป็นห้องโถงยาว ในช่วงแรกต้องการเป็นที่เก็บศพของเหล่าพระคาปูชิน (ไฟรเออร์ - Friar) เท่านั้น แต่พอเวลาผ่านไปหลายร้อยปี (1871)  สุสานแห่งนี้จึงเริ่มรับศพของคนทั่วไปบ้าง โดยมีการแบ่งขอบเขตของศพอย่างชัดเจน ดังนี้ มี 4 ห้อง 1.ห้องผู้ชาย 2.ห้องผู้หญิง 3.ห้องแพทย์ทนายความ 4.ห้องนักบวช     ศพที่พบในสุสานใต้ดินกาปูชินจะมีลักษณะแตกต่างกันไป ถ้าเป็นนักบวชจะแต่งกายเต็มยศ ถ้าเป็นคนธรรมดาและแต่งตัวตามสมัย แต่ถ้าเป็นคนที่มีฐานะจะมีการเขียนพินัยกรรมว่า ให้รักษาร่างกายและเสื้อผ้าเอาไว้ จะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าศพเป็นระยะๆ ซึ่งสุสานแห่งนี้ก็จะเก็บค่าดูแลรักษาศพ โดยญาติของผู้ตายจะต้องจ่ายค่าดูแลรักษาศพ ถ้าญาติพี่น้องของผู้ตายยังบริจาคเงินอยู่ ศพก็จะตั้งอยู่แบบนั้น แต่ถ้าเลิกบริจาค ร่างก็จะถูกเก็บไว้บนชั้น และจะไร้การดูแลจนกว่าญาติจะกลับมาบริจาคอีกครั้ง - สุสานใต้ดินแห่งนี้ประกอบไปด้วยศพมัมมี่ทั้งหมดกว่า 8,000 ศพ สาเหตุที่สุสานใต้ดินกาปูชิน...

เพราะเหตุใด “ขี้ค้าวคาวในถ้ำ” จึงมีค่าเทียบเท่าทอง! (1,000 ตัน = 100 ล้านบาท)

  ในอดีตสมัยอยุธยา มูลค้างคาวเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการทำดินประสิว เพราะมูลมูลค้างคาวประกอบไปด้วย ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปรแตสเซียม ในปริมาณที่สูงกว่ามูลของสัตว์ชนิดอื่น จึงเป็นที่นิยมนำมาเป็นส่วนผสมในดิน ที่ใช้ในการปลูกพืชเกษตร จนเวลาล่วงเลยผ่านมานับร้อยปี ความนิยมในการใช้มูลค้างคาวก็ลดลงไปเพราะการจะไปเก็บมูลค้างคาวในถ้ำนั้น ทั้งอันตราย และยังถูกฝูงค้างคาวรุมทำร้ายอีกด้วย จนเมื่อปี พ.ศ.2552 ทีมนักวิจัยเข้ามาสำรวจพบว่าใน "ถ้ำพระราม หรือ ถ้ำเจ้าราม" แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย จนพบว่าภายในถ้ำมีค้างคาวอาศัยอยู่เกือบ 2 ล้านตัว ถ่ายมูลวันละ 200 กิโลกรัม หรือปีละ 73 ตัน ซึ่งคาดว่าน่าจะมีมูลค้างคาวสะสมอยู่ในถ้ำประมาณ 1,000 ตัน ตีเป็นมูลค่าได้ 100 ล้านบาท ข้อเสียของ มูลค้างคาว และหากทิ้งมูลค้าวคาวไว้โดยไม่จัดการอะไร นอกจากจะเป็นการทิ้งไปโดยสูญเปล่าแล้ว ยังทำให้เกิดไฟไหม้ และเป็นอันตรายต่อผู้ที่เข้าไปท่องเที่ยวภายในถ้ำอีกด้วย เพราะมูลค้างคาวมีคุณสมบัติที่ติดไฟได้ง่าย มูลค้างคาวยังส่งผลต่อสภาวะอากาศภายในถ้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดก๊าซแอมโมเนียที่สูงมาก เป็นอันตรายต่อผู้ที่ได้สูดดมเข้าไป มีรายงานว่าที่ถ้ำ Bracken ในมลรัฐ Texas...

จำ “โอมัวมัว” วัตถุลึกลับจากระบบสุริยะอื่น ได้หรือไม่? ตอนนี้เปลี่ยนทิศทางได้เองสะงั้น!

  สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักเจ้า Oumuamua (อ่านว่า โอ-มู-อา-มู-อา) แต่ผมเรียกว่า "โอมัวมัว" ตามสื่อหลักทางฝั่งอเมริกา (อารมณ์แบบชื่อเล่น) ซึ่งมาจากภาษาฮาวายที่แปลว่า "ผู้ส่งสารจากแดนไกลที่มาเยือนเป็นคนแรก" ให้คลิ๊กเข้าไปอ่านเรื่องนี้ก่อนนะครับ - ทำความรู้จัก “โอมัวมัว” ดาวเคราะห์น้อยรูปร่างประหลาด ที่เดินทางมาจากระบบสุริยะอื่น โดยปกติแล้ว ดาวแต่ละดวงจะมีวิถีการเคลื่อนที่ที่แน่นอน ซึ่งหากไม่มี "ปัจจัยภายนอก" อื่นๆ มากระทบ เช่น ชนกับดาวอื่น มีแรงโน้มถ่วงของดาวอื่นมากระทำ วัตถุนั้นก็จะไม่เปลี่ยนทิศทาง แต่เจ้า "โอมัวมัว" กลับเปลี่ยนเส้นทางโดยไม่มีปัจจัยภายนอกอื่น ที่สำคัญคือมันเร่งความเร็วมากยิ่งขึ้น     ปล.ตอนแรกนักวิทยาศาสตร์คำนวณว่ามันจะเดินทางออกไปจากระบบสุริยะของเราภายในเวลา 5 ปี นับตั้งแต่การค้นพบเมื่อปี 2017 แต่เมื่อมันเปลี่ยนเส้นทางและเพิ่มความเร็ว จึงทำให้การคำนวณก่อนหน้านี้ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป (เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 70,000 ไมล์/ชั่วโมง และกำลังเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ) จากข้อมูลข้างต้น นั่นหมายความว่าอะไร... หมายความว่า "โอมัวมัว" จะต้องเร่งความเร็วจาก "ปัจจัยภายใน" นั่นเอง แล้วโอมัวมัวทำได้ยังไงหล่ะ? นักวิทยาศาสตร์คาดเดาว่า มีการผลิตก๊าซบางอย่างจากพื้นผิวของดาวลึกลับนี้แล้วปล่อยออกมา สร้างเป็นแรงปฏิกริยา...

มนุษย์ทนหนาวได้มากเท่าใด และความหนาวแต่ละระดับ ทำอะไรกับร่างกายเราบ้าง?

  เมื่ออุณหภูมิร่างกายลดลงต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิร่างกายปกติของคนเราคือ 37 องศาเซลเซียส) ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติ และหากร่างกายยังสูญเสียความอบอุ่นต่อไป อาการก็จะยิ่งทรุดหนักลงเรื่อยๆ ซึ่งเราจะเรียกอาการหนาวสั่นนี้ว่า "ไฮโปเธอร์เมีย" (Hypothermia) เกิดได้จาก 2 ปัจจัย คือ เกิดจากการสัมผัสกับความหนาวเย็น เช่น อากาศหนาวเกินไป อยู่ในที่ชื้น ร่างกายเปียกเป็นเวลานาน เกิดจากการที่ร่างกายสูญเสียกลไกการปรับอุณหภูมิ ทำให้ไม่สามารถสร้างและเก็บความร้อนในร่างกายได้ อาการที่จะปรากฏตามอุณหภูมิร่างกาย ที่ลดลงไปเรื่อยๆ 32-35 องศาเซลเซียส (ขั้นแรก) อาการ: กล้ามเนื้อสั่นนิดๆเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ขึ้น ผิวหนังซีดเผือด 28-32 องศาเซลเซียส (ขั้นปานกลาง) อาการ: กล้ามเนื้อสั่นอย่างรุนแรง การเคลื่อนไหวช้าลงไม่เป็นดั่งใจคิด สับสนมึนงง หู นิ้วมือ นิ้วเท้า ริมฝีปาก: เริ่มกลายเป็นสีเขียว เนื่องจากเลือดไม่ได้ไปเลี้ยง 20-28 องศาเซลเซียส (ขั้นรุนแรง) อาการ:...

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...