Monday, June 17, 2019

แนะนำ

เฉลี่ยแล้วคนเรากลืนพลาสติกลงท้อง ขนาดเทียบเท่าบัตรเครดิต 1 ใบ ทุก ๆ สัปดาห์

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลหรือ WWF เปิดเผยในรายงานว่า เฉลี่ยแล้วคนเราบริโภคพลาสติกประมาณ 5 กรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นปริมาณที่เทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบ เลยทีเดียว นักวิจัยพบว่าคนเราบริโภคพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตร จำนวน 102,000 ชิ้นต่อปี หรือ 250 กรัมต่อปี และเกือบ 90% มาจากน้ำจากขวดน้ำและก๊อกน้ำ รวมไปถึงอาหารที่มีพลาสติกสูงที่สุดอย่าง หอย เบียร์...

“จัสติน บีเบอร์” ประกาศผ่านทวิต ขอท้าต่อย “ทอม ครูซ” บนสังเวียน UFC

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2019 หรือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จู่ ๆ ก็เกิดเรื่องสุดงุนงงขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อ จัสติน บีเบอร์ ได้โพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์บัญชีส่วนตัวของตัวเองว่า "ผมอยากท้าสู้กับ ทอม ครูซ ในเวทีกรงจัง ทอม ถ้านายไม่กล้ารับคำท้านี้แปลว่านายกลัวและไม่กล้า นายจะไม่มีวันลืมเรื่องนั้นไปได้ ใครอยากจัดไฟท์นี้บ้าง ? สนไหม @danawhite" (@danawhite ดาน่า...

เซ็กซี่เป็นเหตุ “นอค ตรินห์” นางแบบโชว์หวิวที่คานส์ ถูกเวียดนามสั่งลงโทษ ฐานอนาจาร

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2019 สำนักข่าวต่างประเทศ ได้รายงานข่าวของ "นอค ตรินห์" (Ngoc Trinh) ดาราและนางแบบสาวสวย ที่ตอนนี้เธอกำลังถูกกระทรวงวัฒนธรรมของเวียดนามสอบสวนก่อนที่จะทำการลงโทษ หลังจากที่เธอได้สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลกจากการปรากฏโฉมบนพรมแดงเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 72) กับชุดเดรสซีทรูสุดวาบหวิวมองเห็นเนื้อหนังได้ด้านใน เผยเรือนร่างชัดเจนจนผู้พบเห็นต้องตะลึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดังกล่าว เผยว่า "ชุดของเธอไม่เหมาะสม ยั่วเย้าจนเกินไป ทำให้สาธารณชนไม่พอใจ เราจึงสั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการและประกาศดำเนินการสืบสวนสอบสวนประเด็นเรื่องชุดออกงานของเธอ" "ชุดเดรสซีทรูของ นอค ตรินห์...

ล่าสุด

จะเกิดอะไรขึ้น ? ถ้าจู่ ๆ ดวงจันทร์ทะลึ่งหยุดสร้างแรงดึงดูด ต่อน้ำทะเลทั่วโลก

เป็นที่ทราบกันดีว่าดวงจันทร์มีบทบาทสำคัญต่อระดับน้ำทะเลบนโลก ปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง ล้วนมีปัจจัยมาจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์เป็นหลัก แต่เคยมีใครลองจินตนาการบ้างหรือไม่ว่า ระดับน้ำทะเลบนโลกจะเป็นอย่างไรเมื่อปราศจากแรงดึงดูดจากดวงจันทร์ ? ปัจจุบันได้มีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่ออกมาอธิบายเรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อดวงจันทร์โคจรรอบโลก แรงดึงดูดจะดึงน้ำทะเลในมหาสมุทรเข้าหาดวงจันทร์ เวลาดวงจันทร์ลอยไปที่ใดน้ำทะเลก็จะไปรวมตัวกันที่นั่น และยิ่งโลกของเราโคจรเข้าใกล้ดวงจันทร์มากเท่าไร ระดับน้ำทะเลก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย แล้วถ้าแรงดึงดูดจากดวงจันทร์หายไป จะเกิดอะไรขึ้นกับน้ำทะเล ? นักวิชาการกล่าวว่า ต่อให้โลกของเราไม่มีแรงดึงดูดจากดวงจันทร์ แต่กระแสน้ำในมหาสมุทรก็จะยังคงมีอยู่ เนื่องจากโลกของเรายังมีแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงส่วนน้อยที่มีบทบาทต่อระดับน้ำทะเลก็ตาม แต่ทว่าหากแรงดึงดูดจากดวงจันทร์หายไป ระดับน้ำทะเลบนโลกจะลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 จากระดับน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน และกระแสน้ำทะเลในมหาสมุทรจะสงบลงอย่างน่าตกใจ พื้นผิวในมหาสมุทรจะราบเรียบ เนื่องจากกระแสน้ำไม่ได้เคลื่อนไปรวมตัวกันที่ใดที่หนึ่งอีกต่อไป แต่มันกลับกระจายกันอย่างสม่ำเสมอจนขนานกับผิวโลก แล้วระดับน้ำทะเลอีก 2 ใน 3 จากที่เคยมีอยู่หายไปไหน ? คำตอบนี้อาจฟังดูน่าตกใจเล็กน้อย แต่ระดับน้ำที่เหลือไม่ได้หายไปไหนเลย มันกลับไปรวมตัวกันที่ขั้วโลก (อาจเป็นขั้วโลกเหนือหรือขั้วโลกใต้) แต่ถ้าระดับน้ำทะเลที่ขั้วโลกสูงขึ้นถึงระดับนั้นจริง ๆ จะเกิดผลกระทบอะไรค่อโลกของเราหรือไม่ ก็ต้องรอคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญในส่วนอื่น ๆ ออกมาอธิบายกันต่อไป Fact – ในช่วงปรากฏการณ์ Super Full Moon และ Super New Moon...

จำนวนตัวละครทั้งหมดที่ Game of Thrones สังหารไป มีทั้งสิ้น 6,887 ตัว

Game of Thrones ซีรีย์ที่เพิ่งจบไปของช่อง HBO ได้เผยถึงจำนวนตัวละครทั้งหมดที่ตายไปในซีรีย์เรื่องนี้ ซึ่งเป็นการตายของทุก ๆ ตัวละคร ไม่ใช่เพียงแค่ตัวละครหลัก แต่ยังรวมถึงตัวประกอบ สัตว์เลี้ยง ม้า หมาป่า เรียกว่าเป็นการสังหารที่เยอะมากทีเดียว เว็บไซต์ Washington Post ได้เผยรายละเอียดว่า ซีรีย์เรื่องนี้มีตัวละครตายไปทั้งสิ้นกว่า 6,887 ตัว เราลองมาดูกันดีครับว่าแต่ละซีซั่น มีตัวละครใน Game of Thrones ตายไปทั้งหมดกี่ตัว Season 1 (59 ตัว) Season 2 (130 ตัว) Season 3 (87 ตัว) Season 4 (181 ตัว) Season 5 (246 ตัว) Season 6 (540 ตัว) ...

นาซ่าเผยต้นแบบ “บ้านบนดาวอังคาร” ที่จะใช้ในการตั้งอาณานิคมชุดแรก ภายในปี 2030

ตั้งแต่ปี 2015 องค์การนาซ่าได้จัดการแข่งขันที่มีชื่อว่า NASA Centennial Challenges เพื่อค้นหาแบบบ้านที่จะใช้ในการตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร ซึ่งมีกติกาอยู่ 3 ข้อด้วยกัน นั่นคือ 1.วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างจะต้องสามารถพบได้บนดาวเคราะห์ 2.วัสดุเหล่านั้นสามารถนำกลับมารีไซเคิลใช้ซ้ำได้ 3.เทคโนโลยีในการสร้างจะต้องใช้เป็นวิธี 3D Print (พิมพ์ 3 มิติ) เท่านั้น จนกระทั่งล่าสุด 2019 นาซ่าก็ได้ผลงานที่ถูกใจและได้ผู้ชนะในที่สุด นั่นก็คือ AI SpaceFactory ทีมเอเจนซี่ย์ด้านสถาปัตยกรรมและดีไซน์จากนิวยอร์ก ที่ได้ส่งผลงานบ้านที่มีรูปร่างคล้ายกับรังไหม โดยตั้งชื่อผลงานว่า "MARSHA" (มาร์ชา) ผู้ออกแบบระบุว่ามันสามารถสร้างขึ้นได้จากการพิมพ์โดยมีวัสดุคอนกรีตคอมโพสิตผสมหินบะซอลที่สามารถย่อยสลายและรีไซเคิลได้ ซึ่งวัสดุที่นำมาสร้างนั้นก็สามารหาได้บนดาวอังคารเช่นกัน และสาเหตุที่บ้านหลังนี้ต้องถูกออกแบบมาให้เป็นทรงสูง เพรียว ก็เพราะ เพื่อลดความจำเป็นในการใช้ยานโรเวอร์เคลื่อนที่หลายคัน สาเหตุจากในการก่อสร้างที่จะเกิดขึ้น เราต้องอยู่บนภูมิประเทศที่ไม่คุ้นเคย และการออกแบบให้สูงเพรียวเช่นนี้สามารถสร้างได้โดยใช้แขนกลที่ถูกติดตั้งไว้บนรถเพียงแขนเดียว สำหรับ AI SpaceFactory ผู้ชนะในการออกแบบนี้ได้รับเงินรางวัลกว่า 5 แสนดอลลาร์ (ราว 15.8 ล้านบาท) พร้อมกับนาซ่าจะนำแบบของที่พักอาศัยดังกล่าวไปใช้ในภารกิจตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารดวงจันทร์ และบนโลก และต้นแบบดังกล่าวถูกนำไปทดสอบโดยมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียแล้วว่า สามารถใช้ได้จริง ทดสอบการรั่วไหล...

จีนสั่งทำลาย พระพุทธรูป เทวรูป ขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ตอนนี้หายไปแล้ว 1,200 องค์

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Flagfrog เคยนำเสนอบทความที่รัฐบาลของประเทศจีน ได้ทำการไล่ทุบศาลเจ้ากว่า 6,000 แห่ง ณ มณฑลเจียงซู ภาคตะวันออกของจีน โดยทางการให้เหตุผลว่า ต้องการยกระดับชีวิตผู้คนในท้องที่ และคืนที่ดินให้แก่เจ้าของที่แท้จริง เนื่องจากมีกลุ่มคนรุกล้ำตั้งศาลเจ้าพร้อมอ้างตัวครอบครองที่ดินอย่างผิดกฎหมาย และดูเหมือนว่า ทางการจีนจะไม่ได้หยุดเพียงแค่ที่ศาลเท่านั้น.. (ภาพน้อยนะครับบทความนี้ เพราะเค้าไม่เผยภาพออกมาจริง ๆ) เพราะล่าสุด SCMP สื่อใหญ่ของจีน ได้รายงานว่า ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้สั่งทำลายพระพุทธรูปขนาดใหญ่หลายองค์ด้วยเช่นกัน เช่น ในเดือนมีนาคม 2018 มีการสั่งให้ทำลายพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ภูเขาเซียงหยวน ซึ่งสร้างมานานถึง 10 ปี และมีงบประมาณถึง 380 ล้านหยวน โดยให้เหตุผลว่ารูปเคารพบูชานี้มีขนาดใหญ่เกินไป นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งทำลายรูปพระอรหันต์ 800 องค์ ที่สร้างขึ้นใหม่ในวัดชิงเหยียน มณฑลจี๋หลิน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ที่ตั้งอยู่เรียงรายตามไหล่เขา จนได้รับฉายาว่า "ภูเขาอรหันต์อันดับหนึ่งของจีน" อันนี้ทางการก็สั่งทุบเช่นกัน หรืออีกหนึ่งตัวอย่าง พระพุทธไสยาสน์ที่มีความยาวกว่า 24 เมตร ก็ถูกรื้อถอนออกจากวัด เนื่องจากทางการไม่ต้องการเห็นพระพุทธรูปนอนตากแดดตากฝน...

Emilia Clarke เผยสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้เธอปฏิเสธเล่นหนัง Fifty Shades (2015)

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2019 เว็บไซต์ Hollywoodreporter ได้เผยถึงเรื่องราว หลังการสัมภาษณ์ Emilia Clarke (เอมิเลีย คลาร์ก) ในคำถามที่ว่า จริงหรือไม่ที่คุณปฏิเสธเล่นภาพยนตร์เรื่อง Fifty Shades of Grey ? และหากเป็นเรื่องจริงคุณพอจะบอกเหตุผลให้เราทราบได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด ? แน่นอนว่า เอมิเลีย ตอบคำถามได้อย่างชัดเจนและแสดงจุดยืนของเธอได้หนักแน่นมาก ๆ "ก่อนหน้านี้ฉันเคยบอกพวกคุณไปเมื่อปี 2015 แล้วใช่มั้ย ว่าฉันรู้สึกเป็นกังวลอย่างมากหากจะต้องเปลือยหน้าอกอีกครั้งในงานแสดง แต่ครั้งนี้ฉันจะขอพูดให้เคลียร์ไปเลยนะ" "ฉันชื่นชอบและชื่นชม แซม เทย์เลอร์-จอห์นสัน (ผู้อำนวยการสร้าง Fifty Shades of Grey) มากเลยนะ แต่ครั้งสุดท้ายที่ฉันเปลือยหน้าอกในซีรีย์ GOT มันก็นานมากแล้ว และหากย้อนไปในช่วงเวลานั้น ฉันรู้สึกเบื่อหน่ายมากที่ต้องคอยตอบคำถามของคนที่มักจะถามว่า 'ทำไมเธอถึงต้องเปลือยหน้าอกบ่อย ๆ ด้วยหล่ะ ?' เมื่อเจอคำถามแบบนี้ ฉันก็ต้องตอบไปเหมือนทุกที ก็เพราะบทของฉันเป็นแบบนั้นไง...

Death Pod “ซาร์โก” ถูกจัดแสดงอีกครั้งที่อิตาลี หลังได้รับการพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาหลัก ผมขอเล่าถึงความเป็นมาของเจ้าเครื่องนี้ก่อนว่า มันคืออะไร ? และใครเป็นผู้คิดค้น ? เมื่อปี 2017 ดร.ฟิลลิป นิชกี้ ฉายา Dr.Death ผู้เชี่ยวชาญในการทำการุณยฆาต และวิศวกรชาวดัตช์ อเล็กแซนเดอร์ แบนนิค ทั้งคู่ได้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยให้คนสามารถฆ่าตัวตายได้แบบไม่เจ็บปวดหรือทรมาน โดยตั้งชื่อว่า "Sarco" (ซาร์โก) การทำงานของมันก็คือ เมื่อเครื่องเริ่มทำงาน แพทย์จะค่อย ๆ ปล่อยก๊าซไนโตรเจนเข้ามาในแคปซูล ภายในเวลา 1 นาทีครึ่ง ผู้ที่อยู่ภายในเครื่องจะเริ่มรู้สึกมึนและอยู่ในภวังค์ จากนั้นประมาณ 2-3 นาที จะเริ่มหมดสติ และเสียชีวิตภายในเวลา 5 นาที และหากคนไข้เปลี่ยนใจกระทันหันก็สามารถกดปุ่มหยุดได้ ก๊าสไนโตรเจนจะถูกดูดเก็บเข้าที่เดิมและแทนที่ด้วยการส่งอ็อกซิเจนเข้าไปในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งหลังจากที่มีการเปิดตัวไปเมื่อปี 2017 เจ้าเครื่องนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกต่อต้านเป็นอย่างมาก ทำให้แผนเดิมที่จะส่ง Sarco ไปยังคลีนิคต่าง ๆ ที่รองรับการการุณยฆาตช่วงปลายปี 2018 ก็ต้องเลื่อนไปก่อน จนกระทั่งได้มาเปิดตัวอีกครั้ง ที่เวนิช อิตาลี...

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...