Saturday, May 25, 2019

แนะนำ

แก๊งแฮกเกอร์ยุโรป ถูกรวบ หลังปล่อยมัลแวร์ 3 ปี ฉกเงินเหยื่อไปได้ 3,000 ล้านบาท

สำนักงานกฏหมายของสหรัฐฯและองค์การยุโรป ได้ร่วมกันแถลงถึงความสำเร็จ ในการจับกุมขบวนการแฮกเกอร์จากยุโรปตะวันออก ที่ปล่อยมัลแวร์ในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อกว่า 41,000 รายทั่วโลก และขโมยเงินไปได้ราว 3,200 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2019 ที่ผ่านมา อัยการ ระบุว่า ทางการตัดสินให้ขบวนการแฮกเกอร์นี้ มีความผิดทางอาญา ฐานลักลอบติดตั้งมัลแวร์ GozNym ซึ่งใช้ขโมยข้อมูลออนไลน์เพื่อเข้าถึงบัญชีธนาคารของผู้โชคร้าย และโอนเงินออกจากบัญชีของเหยื่อโดยที่เจ้าของบัญชีไม่รู้ตัว ซึ่งการกระทำนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้ เป็นการทำภารกิจอย่างยาวนานกว่า...

นักวิจัยรัสเซีย จำใจต้องทิ้งฐานทดลองที่ขั้วโลกเหนือ เพื่อหนีเอาชีวิตจากน้ำแข็งละลาย

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2019 นักวิจัยจากสถาบัน Roshydromet ของรัสเซีย ที่มีฐานวิจัยตั้งอยู่ในแถบอาร์กติก หรือ ขั้วโลกเหนือ ต้องทำการอพยพคนออกจากสถานีวิจัยโดยด่วน เนื่องจากพบว่า พื้นผิวน้ำแข็งในบริเวณนั้นเริ่มแตกออกจากกัน ซึ่งการอพยพในครั้งนี้ต้องใช้เวลารวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้ ทีมนักวิจัยดังกล่าวได้ตั้งสถานีวิจัย ณ บริเวณนั้นเป็นเวลาร่วม 1 เดือน เพื่อทำการศึกษาค่ามลพิษที่เพิ่มสูงขึ้นในขั้วโลกเหนือ แต่โชคยังดีที่ได้แบ่งหน้าที่กันคอยสังเกตร่องรอยการแตกของพื้นน้ำแข็ง โดยการแจ้งเตือนเกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะอพยพเพียง...

นาซ่าหัวร้อน หลังแจ้งเตือนเรื่อง “ดาวตกพุ่งชนโลก” ไปกี่ครั้ง คนก็มองเป็นเรื่องตลก

เห็นดาวตก (meteor) พุ่งชนโลกเป็นเรื่องเล่น ๆ กันเหรอ !? จิม ไบรเดนสไตน์ (Jim Bridenstine) ผู้บริหารองค์การนาซ่า ได้ออกมาพูดถึงประเด็นที่ชาวโลก ต่างตอบสนองต่อภัยคุกคามในเหตุการณ์ “ดาวตกพุ่งชกโลก” เหมือนเป็นเพียงแค่เรื่องตลกและเรื่องล้อเล่น โดยกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลกเลยสักนิด ! ภัยคุกคามจากดาวตกที่กำลังจะพุ่งชนโลกมันยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด โดยเขาได้พูดถึงเรื่องนี้ ในวันงานประชุม International Academy of Astronautics 'Planetary Defense...

ล่าสุด

โลกร้อนเป็นเหตุ ! เพนกวินฝูงใหญ่อันดับ 2 โลก จมน้ำตาย หลังพื้นที่ผสมพันธุ์ถูกทำลาย

ฝูงเพนกวินจักรพรรดิที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก สูญเสียลูกของพวกมันเกือบทุกตัวเป็นเวลา 3 ปี ในภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับน้ำแข็งละลาย โดยปกติในแต่ละปีอ่าว Halley Bay ของทวีปแอนตาร์กติกาจะมีเพนกวินเข้ามาผสมพันธุ์ราว 14,000 - 25,000 คู่ หรือ 9% ของประชากรเพนกวินจักรพรรดิทั้งหมดของโลก แต่การศึกษาจากภาพถ่ายดาวเทียมของ British Antarctic Survey พบว่า นับตั้งแต่ปี 2016 ลูกเพนกวินเกือบทุกตัวที่กำเนิดออกมา จะตายก่อนที่จะโตเต็มวัยเนื่องจากน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น ในการผสมพันธ์ุแต่ละครั้ง เพนกวินจักรพรรดิต้องพึ่งพาชั้นน้ำแข็งที่มั่นคงในช่วงปลายเดือนเมษายนเพื่อ วางไข่ และเลี้ยงลูกของมัน พอถึงเดือนธันวาคม เพนกวินและลูกเพนกวินก็จะย้ายไปสู่ทะเลเปิด แต่ในปี 2016 แผ่นน้ำแข็งกลับแตกออกในเดือนตุลาคม หลายเดือนก่อนที่ลูกเพนกวินจะพร้อมย้ายออกไป หลังจากนั้นก็ไม่มีการผสมพันธุ์ใด ๆ อีกเลยที่ Halley Bay และมีเพียงเล็กน้อยในปี 2018 การค้นพบนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจเพราะสภาพน้ำแข็งของ Halley Bay นั้นคงที่มาอย่างน้อย 60 ปีแล้ว จากเหตุการณ์ดังกล่าว เพนกวินบางส่วนเลยย้ายไปผสมพันธุ์กันในพื้นที่ใกล้เคียงอย่าง...

Lilith (ลิลิธ) ราชินีรัตติกาล ต้นกำเนิดแวมไพร์ขนานแท้ (ปกรณัมยิว)

ตามตำนานในเทพปกรณัมยิว ได้กล่าวไว้ว่า ราว 3,500 ปีก่อนคริสตกาล พระยะโฮวาห์ได้สร้าง Lilith (ลิลิธ) ขึ้นมาเพื่อให้เป็นเมียคนแรกของอดัม แต่วิญญาณของนางกลับมีมลทิลติดมาตั้งแต่ตอนสร้าง ดังนั้นทายาทของลิลิธที่ได้ร่วมรักกับอดัม จึงมีแต่พวกอสุรกายมารร้ายที่น่าเกลียดน่ากลัว ท้ายที่สุดหลังจากปฐมบาปของมนุษย์เกิดขึ้น (การกินผลไม้ต้องห้าม) ลิลิธจึงกลายเป็นทั้งคนสนิทและชายาของซาตาน พระยะโฮวาห์จึงสร้างมนุษย์คนใหม่ขึ้นมาแทนที่ของเธอ นั่นคือ Eve ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาจากซี่โครงของอดัมนั่นเอง ลิลิธเป็นหญิงที่มีความงดงามเป็นอย่างมาก ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเธออายุเท่าไหร่ เนื่องจากกาลเวลาไม่สามารถสร้างรอยตำหนิแก่เธอได้ แต่เธอก็มีข้อด้อยเพียงข้อเดียวนั่นคือ ในบางเวลาท่อนขาอันเรียวงามของเธอจะเต็มไปด้วยขนอันหยุบยุ่ยจนมองไม่เห็นผิวเนื้อ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าอับอายทเป็นอย่างมาก เพราะหากชายใดพบความลับของเธอเข้าหล่ะก็ คงลืมภาพจำอันงดงามของเธอไปฉับพลัน เชื่อกันว่า "ลิลิธ" นี่แหละครับ คือ Mother of the Vampire ต้นตระกูลแห่งแวมไพร์ขนานแท้ ที่สืบทอดกันมานานหลายศตวรรษ โดยติดต่อกันทางสายเลือด เธอสามารถหายตัวผ่านสิ่งกีดขวางได้ทุกชนิด เพื่อที่จะดูดเลือดของเหยื่อ หรือไม่ก็เพื่อเข้าไปทำการสมสู่ล่อลวงผู้ชาย ซึ่งผู้ชายที่ได้สมสู่กับเธอในความฝัน เมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ราวกับว่าถูกผีดูดเลือดสูบเลือดออกไปจากตัว นอกจากพฤติกรรมชอบลักหลับผู้ชายแล้ว นิสัยของลิลิธที่คล้ายกับคนในปัจจุบันคือการถ้ำมอง เธอชอบหายตัวเข้าไปลอบดูสามีภรรยากุ๊กกิ๊กกัน และคอยขโมยน้ำเชื้อผู้ชายเพื่อนำไปสร้างเป็นอสุรกายตัวใหม่ ให้เป็นข้ารับใช้ของเธอ ลิลิธจะเกลียดเด็ก ๆ มาก เนื่องจากลูก...

การศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สุดเซอร์ไพรส์ “หนูจิงโจ้ VS งูกะปะ” ความไวเป็นเรื่องของปีศาจ

เรามักมีความเชื่อเรื่องห่วงโซ่อาหารที่บอกว่าสัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็กเสมอ แต่ดูเหมือนว่าหนูจิงโจ้ตัวนี้จะไม่ยอมเป็นอาหารสัตว์ใหญ่ง่าย ๆ จากคลิปวิดีโอใหม่นี้ทำให้เห็นว่า เหล่าหนูพวกนี้ไม่ยอมเป็นอาหารงูอีกต่อไป ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย San Diego State (มหาวิทยาลัยประจำรัฐแซนดิเอโก) ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมของ "หนูจิงโจ้ และ งูกะปะ" ซึ่งได้ใช้กล้องความเร็วสูงจับภาพการต่อสู้ของสัตว์สองตัวนี้ นักวิจัยพบว่างูกะปะสามารถโจมตีหนูในเวลา 100 มิลลิวินาที ซึ่งเร็วกว่าการกระพริบตาของมนุษย์ที่ใช้เวลาถึง 150 มิลลิวินาทีเสียอีก แต่เรื่องที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ หนูจิงโจ้มีการตอบโต้งูกะปะ และใช้เวลาในการตอบโต้เพียงแค่ 70 มิลลิวินาทีเท่านั้นเอง ! ด้วยความเร็วระดับนี้ ทำให้หนูจิงโจ้สามารถหนีรอดจากการอยู่ใต้ห่วงโซ่อาหารของงูกะปะไปได้ นายรูลอน คลาร์ก (Rulon Clark) ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยดังกล่าวได้ระบุว่า “การที่หนูจิงโจ้สามารถตอบสนองได้เร็วกว่างูกะปะ ทำให้งูกัดโดนแต่เม็ดฝุ่นในขณะที่หนูจิงโจ้กระโดดขึ้นไปบนอากาศ และถึงแม้จะมีบางครั้งที่กัดโดน ความเร็วของหนูจิงโจ้ก็เร็วเกินกว่าที่งูกะปะจะปล่อยพิษเข้าสู่ร่างกายของพวกมันได้ทัน พวกมันหนีรอดด้วยการกระโดดหลบและเตะสวนเจ้างูกะปะอย่างกับเป็นนินจา” คลิปวิดีโอประกอบ https://youtu.be/HTjX8YilcJg นอกจากการตอบสนองที่ว่องไวและความคล่องแคล่วในการต่อสู้แล้ว หนูจิงโจ้ยังมีประสาทสัมผัสที่ดีเยี่ยมในการได้ยินเสียงต่าง ๆ รอบตัวอีกด้วย ประสาทสัมผัสด้านการรับเสียงของพวกมันอยู่ในระดับที่สามารถได้ยินคลื่นความถี่ต่ำ ซึ่งช่วยให้ระวังภัยใกล้ตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ หนูสายพันธุ์เก่งกาจขนาดนี้ น่าจะเอามาเลี้ยงสักตัวเลยจริง ๆ ยิ่งถ้าเอามาเลี้ยงรวมกันหลาย ๆ ตัวและให้การฝึกฝนพวกมันเป็นอย่างดีแล้วล่ะก็ คุณคงได้กองทัพบอดี้การ์ดมือฉมังไว้ป้องกันตัวจากงูแถวบ้านอย่างแน่นอน Fact – งูกะปะ เป็นงูที่มีพิษรุนแรงมาก มีผลต่อระบบเลือด...

นักดาราศาสตร์ พบหลักฐานว่ามีดาวเคราะห์ใหม่ ที่ใหญ่กว่าดาวพฤหัส 13 เท่า

นักดาราศาสตร์ชาวบราซิลได้พบหลักฐานชิ้นแรกที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่นอกระบบสุริยะ ซึ่งผลงานวิจัยนี้มาจากโครงการวิจัยที่ได้รับทุนจาก ศูนย์วิจัยเซาเปาโล (FAPESP) ผลงานวิจัยนี้พึ่งได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารดาราศาสตร์ Astronomical Journal เลโอนาร์โด อานดาเดร์ เด อาวเมด้า ผู้เขียนบทความคนแรก ได้กล่าวว่า “เราประสบความสำเร็จในการเก็บหลักฐานการมีอยู่ของดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่นอกระบบสุริยะ ซึ่งมีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดีเกือบ 13 เท่า (ดาวพฤหัสบดีใหญ่กว่าโลก 11 เท่า) นี่เป็นการยืนยันดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่นอกระบบสุริยะครั้งแรก” แต่นายอาวเมด้ากลับมองว่า ข้อมูลที่ได้นั้นยังไม่เพียงพอ จึงจะทำการศึกษาต่อไป เพื่อให้ยืนยันได้แน่ชัดว่าดาวเคราะห์นี้มีอยู่จริง เขายืนยันที่จะหาข้อสรุปนี้ให้ได้ โดย FAPESP จะทำการระดมเงินจำนวน 40 ล้านเหรียญดอลลาร์ (เกือบ 1,300 ล้านบาทไทย) เพื่อลงทุนพัฒนากล้องโทรทรรศน์ให้มีระยะเวลาในการทำงานเพิ่มขึ้นไปอีก เพื่อให้นักวิจัยสามารถศึกษาได้มากขึ้น อาวเมด้ามองว่าการลงทุนในครั้งนี้จะทำให้เขาสามารถตรวจจับดาวเคราะห์ประเภทนี้ได้มากขึ้นและจะช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับการเกิดและการพัฒนาของสภาพแวดล้อมบนดาวเคราะห์ดวงนี้ และยังคาดหวังว่าดาวเคราะห์ดวงดังกล่าวอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้ source ภาพดาวโลกเมื่อเทียบกับดาวพฤหัสบดี แล้วดาวเคราะห์ที่ใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดีเกือบ 13 เท่าล่ะ... จะใหญ่กว่าดาวโลกขนาดไหน ? ผมเองก็จินตนาการภาพตามไม่ไหวเหมือนกันครับ เข้าสู่ช่วงคณิตศาสตร์ไม่ยากเลย: ถ้าดาวพฤหัสบดี 1 ดวง = ดาวโลก 11 ดวง (1x11) และดาวดวงใหม่...

Taxi ญี่ปุ่น เตรียมใช้ระบบจดจำใบหน้า เพื่อยิงโฆษณาให้ตรงใจผู้โดยสาร

การทำตลาดแบบยิงโฆษณาให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย กำลังขยายตัวไปสู่อุตสาหกรรมแท็กซี่ เพราะ Rosa Golijan วิศวกรของกูเกิลได้พบว่า แท็กซี่ที่อยู่ในเครือข่าย Premium Taxi Vision ในประเทศญี่ปุ่น ได้มีการใช้เทคโนโลยีจดจำไปใบหน้าเพื่อระบุลักษณะของผู้โดยสาร (อายุ เพศ) เพื่อนำเสนอโฆษณาที่เหมาะสมต่อผู้โดยสารคนนั้น ๆ ออกมาให้ชม ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายให้แบรนด์ที่ลงโฆษณามากขึ้น แม้ระบบนี้มันจะมีข้อดีตรงที่โฆษณาที่ฉายออกมาจะตรงใจผู้โดยสาร แต่ข้อเสียของมันคือ คุณจะถูกโฆษณาทั้งหลายจู่โจมอยู่ไม่ยั้งขณะนั่งโดยสารอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าวิธีนี้อาจทำให้บางคนไม่พอใจ เนื่องจากถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัวจากการถูกวิเคราะห์ใบหน้า เพื่อความชัดเจน จึงมีสื่อติดต่อไปถามรายละเอียดจาก Premium Taxi Vision โดยตรง และพวกเขาก็ตอบกลับมาว่ายังไม่ได้มีการเปิดใช้ระบบนี้อย่างเป็นทางการ "เราได้สร้างฟังก์ชั่นเพื่อกำหนดลักษณะเฉพาะบางอย่างจากภาพถ่ายของผู้โดยสารเพื่อแสดงโฆษณาที่มีศักยภาพในอนาคต แต่ในขณะนี้ฟังก์ชั่นดังกล่าวยังไม่เปิดใช้งานและเนื้อหาโฆษณาก็ยังเป็นแบบสุ่มอยู่" "เรายังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี หรือแผนการในอนาคตของเราได้มากนัก เราสามารถบอกได้ว่าเทคโนโลยีการจำแนกลักษณะผู้โดยสารนั้นมาจากบริษัทอื่น แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดได้มากกว่านี้" สุดท้าย Premium Taxi Vision เน้นย้ำว่าการจัดการข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริษัท พวกเขาจะปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดโดยกระทรวงการปกครองการสื่อสารภายในประเทศญี่ปุ่น และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า อุตสาหกรรมญี่ปุ่น และที่สำคัญคือผู้โดยสารสามารถปิดหน้าจอได้ระหว่างโดยสารอยู่ Fact - โดยทั่วไปแล้วประเทศญี่ปุ่นมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นมากกว่า 1,500 ครั้งในแต่ละปี โชคดีที่ส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรง แต่ถ้าหากมีก็จะสูงถึง 8...

หากคุณค้นหาคำว่า “Thanos” บน Google แล้วกดรูปถุงมือ ข้อมูลจะหายไปครึ่งนึง

เว็บไซต์ Google.com ได้เพิ่มลูกเล่นเอาใจแฟน ๆ Marvel เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยโปรโมตหนังใหญ่อย่าง Avengers: Endgame พวกเขาได้ใส่ลูกเล่นเมื่อคุณค้นหาคำว่า "Thanos" หรือคำว่า "Infinity Gauntlet" โดยคุณสามารถค้นหาคำนี้ได้ทั้งบน คอมพิวเตอร์ หรือ โทรศัพท์มือถือ ซึ่งหลังจากที่กดค้นหาคำว่า "thanos" คุณจะเห็นรูป Infinity Gauntlet หรือที่คนไทยมักเรียกกันว่า ถุงมือเกรียน คุณลองกดไปที่ถุงมือนั้น แล้วรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่างที่คุณเห็น ข้อมูลที่ Search มาเริ่มสลายกลายเป็นฝุ่นไปบางส่วน เหมือนกับในเรื่อง Avengers: Infinity War ที่ Thanos ลบสิ่งมีชิวิตทั้งหมดในจักรวาลไป 50% และแน่นอนครับ ผลลัพธ์ที่ Search ก็จะหายไปด้วย 50% เช่นกัน จากในตอนแรกที่ค้นหาคำว่า Thanos ในกูเกิ้ลแล้วได้ผลลัพธ์ทั้งสิ้น 89,400,000 พอกดที่รูปถุงมือไปจะเหลือผลลัพธ์เพียงแค่ 44,700,000 เท่านั้น ถือว่าหายไปครึ่งนึงเลยทีเดียว แต่ยังไม่ต้องตกใจไป เพราะคุณสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาได้เสมอด้วยการคลิ๊กรูป Infinity Gauntlet อีกรอบนึง ข้อมูลทั้งหมดที่...

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...