Wednesday, September 18, 2019

แนะนำ

ภูเขาขยะในอินเดีย กำลังจะสูงกว่า สิ่งมหัศจรรย์ของโลก “ทัชมาฮาล”

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิ.ย. 2019 นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ได้นำเสนอ "ปัญหาภูเขาขยะที่อินเดีย" ซึ่งกำลังเพิ่มความสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยคาดว่า ภายในปี 2020 ภูเขาขยะลูกนี้จะมีความสูงมากกว่า หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก "ทัชมาฮาล" เลยล่ะครับ มีขยะถูกนำมาทิ้งทุกวัน สูงขึ้น 10 เมตรต่อปี เป็นต้นตอของมลพิษร้ายแรงทั้งในอากาศ น้ำบาดาล จนทำให้หลายคนถึงขั้นพิการเลยทีเดียว ภูเขาขยะลูกนี้มีชื่อว่า บ่อขยะกาซิปูร์ (Ghazipur)...

กล้องดูเด็กตัวใหม่ของ Google อาจรู้ว่า “ลูกของคุณกำลังจะร้องไห้” ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง !

ดูเหมือนว่า กล้องดูเด็กตัวใหม่ (Baby Monitor) ที่ Google กำลังพัฒนาอยู่ อาจเจ๋งถึงขั้นสามารถเตือนพ่อแม่ได้ว่า "ลูกของพวกเขากำลังจะร้องไห้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริงได้ครับ" วันที่ 6 กันยายน 2019 สำนักข่าว Digital Trends รายงานว่า ในรายละเอียดสิทธิบัตรของ Google ที่ถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ เผยให้เราทราบว่า Baby Monitor ตัวใหม่นี้...

ค้นพบ “ไครโอดรากอน” สัตว์บินได้ที่ใหญ่ที่สุด ที่เคยค้นพบบนโลก

เมื่อวันที่ 11 กันยายน มหาวิทยาลัยควีนแมรี่ ในลอนดอน (Queen Mary) ได้ประกาศถึงการค้นพบ "สัตว์ดึกดำบรรพ์สายพันธุ์ใหม่" โดยการตรวจสอบฟอซซิลกระดูกคอของสัตว์เลื้อยคลานมีปีกที่สามารถบินได้และมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ เทอโรซอร์ (Pterosaur) โดยสายพันธุ์ที่พบนี้มีชื่อว่า ไครโอดรากอน บอเรียส Cryodrakon boreas แต่การค้นพบฟอสซิลของมันครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว แต่ทำไมเพิ่งได้รับการเผยแพร่และประกาศว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ล่ะ ? เรื่องนี้มีคำตอบครับ ไครโอดรากอน (ชื่อย่อทางวิทยาศาสตร์คือ...

ล่าสุด

กล้าดื่มกันมั้ย ? พบกับ Reuse Brew “รียูส-บรูว์” เบียร์ที่ทำมาจาก “น้ำเน่าเสีย”

เทคโนโลยีของคนเราช่างมหัศจรรย์จริง ๆ ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2019 สำนักข่าว Moby Geek รายงานว่า Xylem บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเบอร์ลินได้คิดค้นเบียร์ ที่มีส่วนผสมหลักมาจาก "น้ำเน่าเสีย" แถมรสชาติที่ออกมาก็ดีมากเสียด้วย เบียร์ดังกล่าวมีชื่อว่า Reuse Brew (คำว่า Brew ในที่นี้ แปลว่า "การหมัก" นะครับ) เป็นความพยายามที่เกิดจากการร่วมมือกันของโรงบำบัดน้ำเสียแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมัน และ Xylem บริษัทเทคโนโลยีที่ชำนาญด้านน้ำโดยเฉพาะ เทคโนโลยีของ Xylem สามารถทำให้น้ำเน่าเสีย (สิ่งปฏิกูล) กลายเป็นน้ำบริสุทธิ์ดื่มได้หายห่วง โดยการใช้เครื่องทำโอโซนที่สามารถทำลายของเสียได้ในระดับโมเลกุล และคาร์บอนไฟเบอร์ชนิดพิเศษ ที่สามารถกำจัดสารเคมีและมลพิษได้ 99.999% ซึ่งเป็นกระบวนการขั้นสูงที่สามารถทำให้น้ำบริสุทธิ์ไปจนถึงจุดที่ปลอดภัยสำหรับการดื่มได้ (นำน้ำเสียมาทำให้สะอาด -> จากนั้นจึงนำมาทำเบียร์)  Xylem บอกว่า พวกเขาต้องนำเบียร์ไปทำการทดสอบมากมาย เพื่อให้ Reuse Brew สามารถออกวางจำหน่ายได้  จนสุดท้ายเบียร์ของพวกเขาก็ได้รับการอนุมัติ รวมถึงผ่านมาตรฐานของ Reinheitsgebot (ไรน์-ไฮท์-สเกอ-บอท)...

IKEA ประกาศจริงจัง “ขอให้ลูกค้าเลิกเล่นซ่อนหาในร้าน” หลัง 3 พันคน นัดรวมตัวเล่น !

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2019 ร้านอิเกีย ในเมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ได้ขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้มาช่วยควบคุมและป้องกันพื้นที่บริเวณทั้งในและนอกห้าง หลังพนักงานคนหนึ่งได้รับรายงานว่า "จะมีการจัดอีเวนต์เล่นซ่อนแอบในห้าง" (Hide and Seek Event) ซึ่งตัวเลขของผู้ร่วมอีเวนต์มีมากกว่า 3,000 คน จนทางร้านต้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจ คำเชิญชวนเข้าร่วมอีเวนต์ ที่ระบุไว้ในเฟสบุ๊ก (ตอนนี้ถูกลบไปแล้ว) - "เชิญร่วมเล่นซ่อนหากันในพื้นที่กว่า 65,000 ตารางเมตร ของอิเกียสาขากลาสโกว์ ในวันที่ 14 ก.ย. ที่จะถึงนี้ เริ่มได้ตั้งแต่ห้างเปิดจนถึงสองทุ่ม หวังว่าทุกคนจะมาร่วมสนุกกันนะ" ด้านโฆษกประจำสาขาแห่งนั้น เผยว่า - "เราเห็นการจัดอีเวนต์เล่นซ่อนหาในร้านของเราทางเฟซบุ๊ก โชคดีที่เราได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ในการป้องกันเหตุดังกล่าว ทางเราไม่อนุญาตให้ใครก็ตามทำกิจกรรมแบบนี้ในห้างของเรา เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย และขัดขวางการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้าท่านอื่น, เราถือว่าความปลอดภัยของลูกค้า และพนักงานคือสิ่งสำคัญที่สุด" แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ ที่มีคนคิดทะลึ่งคิดเกมเล่นสนุกจากพื้นที่กว้างขวางภายในห้างอิเกียแบบนี้ เพราะเมื่อปี 2014 บล็อกเกอร์สาวชาวเบลเยียม Elise De Rijck ได้จัดอีเวนต์ฉลองวันเกิดของตัวเอง...

ค้นพบ “ไครโอดรากอน” สัตว์บินได้ที่ใหญ่ที่สุด ที่เคยค้นพบบนโลก

เมื่อวันที่ 11 กันยายน มหาวิทยาลัยควีนแมรี่ ในลอนดอน (Queen Mary) ได้ประกาศถึงการค้นพบ "สัตว์ดึกดำบรรพ์สายพันธุ์ใหม่" โดยการตรวจสอบฟอซซิลกระดูกคอของสัตว์เลื้อยคลานมีปีกที่สามารถบินได้และมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ เทอโรซอร์ (Pterosaur) โดยสายพันธุ์ที่พบนี้มีชื่อว่า ไครโอดรากอน บอเรียส Cryodrakon boreas แต่การค้นพบฟอสซิลของมันครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว แต่ทำไมเพิ่งได้รับการเผยแพร่และประกาศว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ล่ะ ? เรื่องนี้มีคำตอบครับ ไครโอดรากอน (ชื่อย่อทางวิทยาศาสตร์คือ C. boreas) มีปีกกว้าง 4-10 เมตร หนัก 250 กิโลกรัม (คาดว่ามีขนาดเทียบเท่าเครื่องบิน F-16 และสูงเท่ายีราฟ) จึงเป็นสัตว์เลื้อยคลานมีปีกที่ใหญ่ที่สุดตลอดกาล เท่าที่เคยมีการค้นพบ อาศัยอยู่ในยุคครีเทเชียสและตายอย่างสมบูรณ์เมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน พวกมันชอบกินกิ้งก่า กินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก แต่สิ่งที่พวกมันโปรดที่สุดคือลูกไดโนเสาร์ และทำไมถึงต้องรอกว่า 30 ปี ถึงจะเผยแพร่ล่ะ นั่นก็เพราะ ตามข้อมูลเดิมระบุว่า เทอโรซอร์...

เมื่อวานนี้ IG ของ “โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์” ที่มีผู้ติดตาม 43.2 ล้านคน ถูกแฮก !

การแฮกในครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2019 และสามารถกู้คืนกลับมาได้ในช่วงเช้าเวลา 3.00 น. ของวันที่ 7 ส.ค. แม้การแฮกจะเกิดขึ้นเพียง 10 ชั่วโมง แต่ก็น่าสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้แฟน ๆ หลายคนถึงกับสติแตกกันไปเลย "ผมเสียใจที่ต้องบอกว่าตอนนี้ไอจีของผมถูกแฮก ฉะนั้นผมจึงขอให้ทุกคนช่วยเลี่ยงมันไปก่อนจนกว่าที่ผมจะจัดการมันได้ ขอบคุณทุกคน ผมรักพวกคุณ 3000" นี่คือคำประกาศผ่านทางทวิตเตอร์ของ @robertdowneyjr ที่ออกมาคลายความสงสัยของแฟน ๆ หลังจากที่ผู้ติดตามหลายคน ได้ทวีตไปหา RDJ ว่า "ไอจีของป๋าถูกแฮกรึเปล่า ? เพราะตอนนี้บนหน้าไอจีกำลังประกาศแจกไอโฟนอยู่นะ" และคำประกาศนี้ก็ยืนยันว่า ไอจีของป๋าถูกแฮกจริง ๆ @robertdowneyjr คือชื่อของ IG และ Twitter ของป๋า ที่เพียงแค่ไอจีก็มีผู้ติดตามมากถึง 43.2 ล้านคน และหากเมื่อวานคุณทันเข้าไปดูที่หน้าโปรไฟล์ คุณจะเห็นว่าทั้ง Story IG, คำอธิบายตัวตน...

นี่คือใบหน้าของสัตว์ชนิดใด ? และทำไมมันถึงดูแปลกได้มากขนาดนี้ !?

เฉลยเลยละกัน สัตว์ที่เป็นเจ้าของใบหน้าสุดฮาที่เราเห็นกันอยู่นี้คือ ปลาฉนาก (Sawfish) แต่ก่อนที่เราจะมาดูว่า ทำไมหน้าตาของมันจึงทั้งแปลกและฮาได้ขนาดนี้ ? เรามาทำความรู้จักกับมันแบบเบื้องต้นกันก่อนดีกว่าครับ พวกมันคือปลาขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายฉลาม แต่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับปลากระเบน เชื่อว่ามันอาศัยอยู่บนโลกของเรามานานกว่า 100 ล้านปีแล้ว พบมากใน แอฟริกา ปาปัวนิวกินี เอเชีย และออสเตรเลีย แต่ปัจจุบันพบได้ยากมาก เนื่องจากใกล้สูญพันธุ์ และจุดเด่นที่ทำให้มันเป็นที่จดจำไปทั่วโลกก็คือ "จะงอยปาก" ของมันนั่นเอง ยาวประมาณ 1 ใน 3 ของความยาวลำตัว (ราว 14 แถว) ซึ่งจะมีฟันขึ้นล้อมรอบทำหน้าที่คล้ายใบพัดของเลื่อย (แต่ละซี่อาจยาวได้ถึง 2 นิ้ว) มีประโยชน์ทั้งในการป้องกันศัตรู หาอาหาร และบางครั้งเมื่อพวกมันหลงทาง ก็จะใช้ประสาทสัมผัสบริเวณจะงอยในการหาทิศทางที่ต้องการได้อีกด้วย สาเหตุหลักของการสูญพันธุ์ เกิดจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจของมนุษย์ เนื่องจาก 1.ลักษณะเด่นของพวกมันทำให้มนุษย์นิยมล่าปลาชนิดนี้เพื่อตัดเอาจะงอยและปล่อยให้มันเสียเลือดตายทั้งเป็น 2.จะงอยปากที่ทั้งยาวและมีตะขอเกี่ยวทำให้บ่อยครั้งพวกมันมักติดขึ้นมากับตาข่ายของเรืออวนโดยที่ชาวประมงไม่ได้ตั้งใจ โอเคครับ มาถึงเรื่องใบหน้าสุดแปลกของมัน อันที่จริงแล้วไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เพราะใบหน้าที่แท้จริงของมันอยู่ด้านบนต่างหาก (ด้านที่มีสีทึบ) ว่าแต่ทำไมพอเราดูส่วนใต้ลำตัวหรือส่วนท้องจึงเห็นเป็น ตา จมูก และปากล่ะ ? นั่นก็เพราะ...

รู้จักกับ “เมอร์ซี่ บริวเวอร์” นางแบบชุดชั้นในวัย 60 ปี ที่อายุทำอะไรเธอไม่ได้เลย

เมอร์ซี่ บริวเวอร์ นางแบบชาวสก็อตแลนด์ ที่ขณะนี้อายุ 60 ปี (ผมสีเทาดำ ส่วนสูง 177 ซม.) เส้นทางในวงการนางแบบของเธอเริ่มขึ้นในช่วง 1980 ซึ่งขณะนั้นเธออาศัยอยู่ที่ลอนดอน เคยร่วมงานกับนางแบบชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เคท มอส หรือ นาโอมิ แคมป์เบล แต่ผลงานแจ้งเกิดจริง ๆ คือเซทภาพชุดชั้นในของแบรนด์ Lonely ซึ่งในขณะนั้นเธออายุ 56 ปี และอัลบั้มนี้ก็กลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก ปัจจุบัน เธอและสามีได้ย้ายมาอยู่ที่นิวซีแลนด์ และยังคงรับงานเดินแบบอยู่บ้าง โดยเธอได้เผยความในใจถึงการเลือกรับงานมากขึ้น แม้ว่าจะมีหลายแบรนด์โทรมาจองตัวเธออยู่เป็นประจำก็ตาม "ในตอนนั้นฉันรู้สึกปลื้มใจเป็นอย่างมาก และผลการตอบรับที่ยอดเยี่ยมนี้ก็ทำให้ฉันได้รับโอกาสมากมาย แต่ฉันก็เคยมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนักในงานรันเวย์ ครั้งหนึ่งฉันต้องร่วมเดินกับนางแบบวัยรุ่นหลายคน และหลังจากจบงาน ดูเหมือนว่าวัยรุ่นเหล่านั้นจะเมาอยู่นิดหน่อย ซึ่งวัยรุ่นกลุ่มนั้นแอบนินทาฉัน แต่บังเอิญฉันได้ยิน พวกเขากระซิบกันเบา ๆ ด้วยคำว่า 'คุณยาย' และ 'น่ารังเกียจ' ฉันทำอะไรไม่ถูกและเลือกรับงานมากขึ้นนับแต่นั้น" ซึ่งหลังจากบทสัมภาษณ์นี้ถูกเผยแพร่ออกไป ในงานแฟชั่นโชว์ครั้งล่าสุดที่เธอไปร่วมงาน ซึ่งก็คือ New Zealand...

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...