Saturday, May 25, 2019

แนะนำ

แก๊งแฮกเกอร์ยุโรป ถูกรวบ หลังปล่อยมัลแวร์ 3 ปี ฉกเงินเหยื่อไปได้ 3,000 ล้านบาท

สำนักงานกฏหมายของสหรัฐฯและองค์การยุโรป ได้ร่วมกันแถลงถึงความสำเร็จ ในการจับกุมขบวนการแฮกเกอร์จากยุโรปตะวันออก ที่ปล่อยมัลแวร์ในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อกว่า 41,000 รายทั่วโลก และขโมยเงินไปได้ราว 3,200 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2019 ที่ผ่านมา อัยการ ระบุว่า ทางการตัดสินให้ขบวนการแฮกเกอร์นี้ มีความผิดทางอาญา ฐานลักลอบติดตั้งมัลแวร์ GozNym ซึ่งใช้ขโมยข้อมูลออนไลน์เพื่อเข้าถึงบัญชีธนาคารของผู้โชคร้าย และโอนเงินออกจากบัญชีของเหยื่อโดยที่เจ้าของบัญชีไม่รู้ตัว ซึ่งการกระทำนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้ เป็นการทำภารกิจอย่างยาวนานกว่า...

นักวิจัยรัสเซีย จำใจต้องทิ้งฐานทดลองที่ขั้วโลกเหนือ เพื่อหนีเอาชีวิตจากน้ำแข็งละลาย

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2019 นักวิจัยจากสถาบัน Roshydromet ของรัสเซีย ที่มีฐานวิจัยตั้งอยู่ในแถบอาร์กติก หรือ ขั้วโลกเหนือ ต้องทำการอพยพคนออกจากสถานีวิจัยโดยด่วน เนื่องจากพบว่า พื้นผิวน้ำแข็งในบริเวณนั้นเริ่มแตกออกจากกัน ซึ่งการอพยพในครั้งนี้ต้องใช้เวลารวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้ ทีมนักวิจัยดังกล่าวได้ตั้งสถานีวิจัย ณ บริเวณนั้นเป็นเวลาร่วม 1 เดือน เพื่อทำการศึกษาค่ามลพิษที่เพิ่มสูงขึ้นในขั้วโลกเหนือ แต่โชคยังดีที่ได้แบ่งหน้าที่กันคอยสังเกตร่องรอยการแตกของพื้นน้ำแข็ง โดยการแจ้งเตือนเกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะอพยพเพียง...

นาซ่าหัวร้อน หลังแจ้งเตือนเรื่อง “ดาวตกพุ่งชนโลก” ไปกี่ครั้ง คนก็มองเป็นเรื่องตลก

เห็นดาวตก (meteor) พุ่งชนโลกเป็นเรื่องเล่น ๆ กันเหรอ !? จิม ไบรเดนสไตน์ (Jim Bridenstine) ผู้บริหารองค์การนาซ่า ได้ออกมาพูดถึงประเด็นที่ชาวโลก ต่างตอบสนองต่อภัยคุกคามในเหตุการณ์ “ดาวตกพุ่งชกโลก” เหมือนเป็นเพียงแค่เรื่องตลกและเรื่องล้อเล่น โดยกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลกเลยสักนิด ! ภัยคุกคามจากดาวตกที่กำลังจะพุ่งชนโลกมันยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด โดยเขาได้พูดถึงเรื่องนี้ ในวันงานประชุม International Academy of Astronautics 'Planetary Defense...

ล่าสุด

เปิดใจหนุ่มขายบริการ! รายได้เป็นยังไง? ถูกลูกค้าขออะไรแปลกๆบ้าง? (คืนละหมื่นสอง)

ไรอัน เจมส์ หนุ่มขายบริการ (Male escort) ได้เปิดใจเล่าประสบการณ์ทั้งหมดตลอดระยะเวลา 3 ปีที่อยู่ในวงการนี้ โดยเขาให้บริการลูกค้ามาแล้วทั้งหมด 300 ราย ตลอดช่วงอายุงานที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่จะเริ่มทำอาชีพนี้ ไรอัน เป็นเพียงหนุ่มนายธนาคารธรรมดา แต่เมื่อเขาได้เลิกรากับแฟนสาวที่ทำอาชีพรับกินข้าวกับคนรวย จึงทำให้เขาสนใจที่อยากจะลองบ้าง เขาได้เริ่มต้นอาชีพโดยการโพสภาพและประวัติของตัวเองลงบนอินเตอร์เน็ต และได้รับการว่าจ้างจากลูกค้ารายแรกหลังจากผ่านไปสองสัปดาห์ "ผมมีลูกค้าทั้งหมด 300 ราย และได้มีเพศสัมพันธ์กับลูกค้า 100 คนจากทั้งหมด" รายได้ขั้นต่ำต่อเดือนของเขาอยู่ที่ 4,000 ปอนด์ (ประมาณ 168,000 บาท) แต่ถ้าเดือนไหนที่รายได้ดี ก็จะอยู่ที่ประมาณ 10,000 ปอนด์ (ประมาณ 420,000 บาท) เขาได้เล่าถึงประสบการณ์การถูกว่าจ้างแปลก ๆ จากลูกค้านักธุรกิจหญิง โดยให้เขาแต่งตัวเป็นเทรนเนอร์ บุกเข้าไปหาเธอในออฟฟิศ ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจเหมือนในหนังเรื่อง Fifty Shades of Grey เขายังเล่าอีกว่า เขาสนุกกับงานครั้งนั้นมาก จนเผลอใช้เวลาในบรรเลงลวดลายลีลาอยู่กับลูกค้าในออฟฟิศราว 3-4...

จีนสร้าง “โซลาร์เซลล์” ลอยน้ำ ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เท่าสนามฟุตบอล 121 สนาม

ล่าสุดสำนักข่าว ซินหัว สื่อใหญ่ของประเทศจีน ได้รายงานข่าวการสร้าง "โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ" ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีขนาดเทียบเท่าสนามฟุตบอล 121 สนาม ที่มณฑลอันฮุย โดยมีแผงโซลาร์ถูกติดตั้งทั้งหมด 165,000 แผง ครอบคลุมพื้นที่ผิวทะเลสาบกว่า 537 ไร่ !!! การสร้างฟาร์มโซลาร์เซลล์แห่งนี้ ช่วยประหยัดทรัพยากรและช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนฝุ่นมลภาวะที่จีนกำลังประสบอยู่ได้เป็นอย่างดี โดยในแต่ละปีสามารถลดปริมาณถ่านหินได้มากถึง 16,400 ตัน ลดปริมาณการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 1,230 ตัน และยังลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อีกกว่า 49,000 ตัน (เมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าด้วยการใช้ถ่านหิน) โดยระหว่างปี 2016-2020 จีนได้ลงทุนเม็ดเงินจำนวนกว่า 10 ล้านล้านบาท ในโครงการด้านพลังงานทดแทน ส่งผลให้เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 13 ล้านตำแหน่ง และภายในปี 2030 จีนได้ตั้งเป้าหมายจะลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ได้ 60-65% จากระดับที่ตรวจวัดได้เมื่อ 15 ปีก่อน ปัจจุบันที่นี่ถือเป็นฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่มันจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 4 เท่าเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ผู้จัดการโครงการระบุว่า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์แห่งนี้สามารถผลิตไฟฟ้าให้บ้านเรือน 15,000 หลัง Fact...

จีนเดินเครื่อง “หอคอยฟอกอากาศ” เพื่อแก้ปัญหามลพิษในพื้นที่กว่า 6,250 ไร่

ยังมีอีกหลายประเทศที่ประสบปัญหา PM2.5 หรือปัญหามลพิษทางอากาศอื่น ๆ ซึ่งประเทศจีนเองก็จัดเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบปัญหานี้ไม่แพ้ประเทศใด ๆ โดยสาเหตุหลักมาจากการที่ประเทศจีนใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงาน รวมถึงการที่โรงงานอุตสาหกรรมและรถยนต์ปล่อยมลพิษออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว เครื่องฟอกอากาศสูงราว 100 เมตร จึงถูกติดตั้งกลาง ณ ซีอาน ประเทศจีน ประดุจเป็นประภาคารกลางเมือง ด้วยเป้าหมายที่จะเร่งแก้ปัญหามลพิษในรัศมี 10 ตารางกิโลเมตรรอบหอคอย (รวมแล้วประมาณ 6,250 ไร่) นายเกา จุนจิ หัวหน้าองค์กร Institute of Earth Environment (เปรียบได้กับสถาบันสิ่งแวดล้อมของเมืองซีอาน) จาก Chinese Academy of Sciences (เปรียบได้กับสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีน) ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการหอคอยฟอกอากาศได้กล่าวว่า หอคอยขนาดยักษ์นี้สามารถช่วยฟอกอากาศจนกลายเป็นอากาศบริสุทธิ์ได้ถึง 10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยทางองค์กรได้มีการทดสอบใช้มาเป็นเวลา 2-3 เดือนแล้ว หอคอยฟอกอากาศตัวนี้จะช่วยลดมลพิษในฤดูหนาว ที่ผู้คนต่างพากันเผาถ่านเพื่อให้อากาศภายในบ้านความอบอุ่น นายเกาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในวันที่มีมลพิษรุนแรงถึงขั้นวิกฤตจริง ๆ เจ้าหอคอยฟอกอากาศนี้จะสามารถช่วยลดมลภาวะได้ถึงระดับปานกลางเลยทีเดียว หอคอยฟอกอากาศนี้สามารถจัดการกับฝุ่นละอองได้ โดยพึ่งพาเรือนกระจกที่ครอบคลุมพื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล รอบ ๆ...

“เทอรี่ โจ” เด็กหญิง 11 ขวบสุดแกร่ง ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่บนเรือบลูเบล

เมื่อปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าคนไทยหลาย ๆ คนคงจำข่าวของ "หมู่ป่าติดถ้ำหลวง" ได้ เพราะในตอนนั้นคนไทยทุกคนแทบจะรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว คอยติดตามข่าวสาร ส่งกำลังใจกันอย่างล้นหลามจนเด็ก ๆ ออกมาได้อย่างปลอดภัย ถึงแม้ว่าเราจะต้องสูญเสียวีระบุรุษอย่างจ่าแซมไปก็ตาม ... ซึ่งผมก็ขอแสดงความอาลัยและรู้สึกถึงเกียรติในความเสียสละไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ จากเรื่องนี้เองที่ทำให้ผมย้อนกลับไปอ่านผลงานมาสเตอร์พีชชิ้นนึงของ "ยานน์ มาร์แตล" เรื่อง Life of Pi  ซึ่งว่าด้วยเรื่องของเด็กชายที่สูญเสียครอบครัวจากเหตุการณ์เรืออับปาง ทำให้ต้องลอยเคว้งเอาชีวิตรอดอยู่กลางทะเลโดยไร้ซึ่งน้ำหรืออาหาร โดยผลงานนิยายชิ้นนี้มีการสอดแทรกนัยยะเกี่ยวกับความหวังและความศรัทธาเอาไว้ได้อย่างแยบยล รวมทั้งยังตีแผ่ความป่าเถื่อนโหดร้ายของมนุษย์ออกมาได้อย่างน่าสนใจ เป็นหนังสือเล่มนึงที่ผมยกขึ้นหิ่งเลยหล่ะครับ แต่โชคร้ายที่เรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในหน้ากระดาษ เพราะครั้งหนึ่งเมื่อ 64 ปีก่อน เรื่องราวคล้าย ๆ กันนี้เคยเกิดขึ้นกับ เทอรี่ โจ (Terry Jo) เด็กสาวอายุ 11 ขวบ ที่ต้องเผชิญชะตากรรมไม่ต่างจากเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นในนิยาย เชื่อเถอะครับว่าสิ่งที่ผมจะเล่าต่อไปนี้อาจจะน่าสลดยิ่งกว่าเสียอีก เรื่องราวของเธอเริ่มต้นขึ้นในเดือน พฤศจิกายน ค.ศ.1961 ครอบครัว ดูเพอรอลต์  ซึ่งมีกัน 5 คน...

มหันตภัยเมืองร้าง “เชอร์โนบิล” กำลังจะถูกสร้างเป็น ซีรีย์ บอกเล่าความจริงโดย HBO

หากพูดถึง 'เชอร์โนบิล' หลายคนคงเคยเห็นหรือเคยได้ยินเหตุการณ์นี้มาแล้วบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งเป็นมหันตภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่งผลให้เหมืองทั้งเมืองปนเปื้อนไปด้วยสารกัมมันตภาพรังสี จนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 31 คน ต้องอพยพคนออกจากพื้นที่กว่า 300,000 คน และคนที่ตายจากมะเร็งจากกัมมันตภาพรังสีอีกกว่า 4,000 คน วันนี้ HBO ได้หยิบเหตุการณ์เชอโนบิลมาสร้างเป็น Miniseries (ซีรีย์สั้นๆ) ซึ่งจะมีทั้งหมด 5 ตอน โดยได้เปรยหัวเรื่องในแต่ละตอนออกมาตามประโยคข้างต้นนี้ครับ "ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ 'เชอร์โนบิล' ในประวัติศาสตร์ และจะกล่าวถึงความกล้าหาญของบุรุษ และ สตรีที่ยอมสละตนเองเพื่อช่วยยุโรปจากหายนะที่ไม่สามารถบรรยายได้ มินิซีรีย์ เรื่องนี้จะโฟกัสที่เหตุการณ์ระเบิดของ โรงงานไฟฟ้าเชอร์โนบิล ที่เกิดขึ้นในยูเครนปี 1986 คุณจะได้รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง และทำไมมันถึงเกิดขึ้น และจะพูดถึงเรื่องราวที่น่าจดจำของผู้คนที่พยายามสู้กับมัน และล้มเหลว" มินิซีรีย์ Chernobyl ได้ผู้กำกับ Johan Renck ซึ่งเคยกำกับซีรีย์มาหลายเรื่อง เช่น Breaking Bad, Bloodline และ Vikingsมาควบคุมการสร้าง ซึ่งจะเป็นการร่วมกันสร้างระหว่าง...

นางแบบสาว ทำเงินได้ปีละ 5 ล้านบาท จากการขายรูปนู้ด โดยมีแม่ของเธอเป็นคนถ่ายให้

การประกอบธุรกิจเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งหากคุณต้องการความร่ำรวย และเมื่อขึ้นชื่อว่าธุรกิจก็ต้องมีการกระจายงานให้ตำแหน่งต่าง ๆ ช่วยกันพัฒนา ซึ่งหากธุรกิจไหนที่กำลังเริ่มต้นก็คงเป็นเรื่องยากที่จะหาเงินทุนมาจ้างคน แต่ปัญหานี้ก็มีวิธีแก้ที่สุดแสนจะง่ายดายนั่นคือ ก็ขอความช่วยเหลือจากคนในครอบครัวสิ ทั้งฟรีและไม่ต้องเกรงใจกันมากอีกด้วย เบธ สไปบี้ (Beth Spiby) นางแบบสาวชาวอังกฤษวัย 23 ปี ที่ตอนนี้เธอกำลังทำธุรกิจขายภาพอยู่ที่บ้านกับครอบครัว โดยภาพที่ขายนั้นเป็นภาพนู้ดของเธอเอง และเชื่อหรือไม่ว่า ในแต่ละปีเธอสามารถทำเงินจากมันได้มากกว่า 5 ล้านบาท โดยที่เธอแทบไม่ต้องเสียค่าต้นทุนอะไรเลย เพราะตำแหน่งที่สำคัญที่สุดอย่างตากล้อง เธอก็ขอให้คุณแม่ของเธอมาช่วยถ่ายรูปให้ (ประหยัดไปได้อีกหลายบาท) โดยก่อนหน้านี้ในสมัยวัยรุ่นเธอเคยทำงานเป็นพนักงาน KFC แต่ด้วยรูปร่างที่ดีและผิวสีน้ำผึ้งที่ถูกใจหนุ่ม ๆ ทำให้เธอได้รับการชักชวนไปถ่ายแบบลงปกของนิตยสาร และนี่จึงเป็นที่มาของการเดินทางเข้าสู่วงการขายรูปนู้ดของเธอนั่นเอง "ฉันมีแม่เป็นตากล้อง และฉันก็จ้างคนคอยดูแลโซเชียลมีเดียของฉัน โดยเขามีหน้าที่พูดคุยกับคนที่ติดต่อเข้ามาขอซื้อรูปหรือคลิปวีดีโอ ทำให้หน้าที่ของฉันจริง ๆ ก็มีเพียงดูแลตัวเอง ถ่ายรูป และคอยถอนเงินมาใช้" "ลูกค้าของฉันสามารถให้ทิปเพิ่มได้หรือถ้าต้องการให้ฉันทำคลิปอะไร พวกเขาก็ต้องจ่ายเงินในราคาที่เหมาะสม จะเป็นคลิปตอนที่ฉันอาบน้ำ รีวิวเซ็กส์ทอย ช่วยตัวเอง ฉันก็จัดให้ได้หมด" "และแน่นอนว่าในตอนเริ่มแรกนั้น แม่เป็นคนที่ถ่ายรูปให้ฉันทุกวันซึ่งรวมถึงรูปนู๊ดเหล่านั้นด้วย แม่เป็นตากล้องที่เก่ง แม่จะคอยแนะนำท่าโพสท์ในมุมต่าง ๆ และไม่ว่าฉันจะต้องการรูปมากเท่าไหร่ แม่ก็ยินดีหยิบกล้องออกมาเสมอ" หลังจากที่ผมเข้าไปสำรวจความฮอตของเธอ ต้องขอบอกเลยว่าไม่แปลกใจเลยที่เธอจะสามารถทำเงินได้มากขนาดนี้ เพราะเธอจัดเต็มทุกคลิปจริง...

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...