Tuesday, June 18, 2019

แนะนำ

The Flash วิ่งได้เร็วที่สุดแค่ไหน ? การคำนวณคณิตฯง่าย ๆ นี้ มีคำตอบให้ทุกคนครับ

The Flash ซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีความเร็วสูงที่สุดในจักรวาล ซึ่งเป็นซุปเปอร์ฮีโร่จากค่าย DC Comics และเขาได้รับพลังความเร็วจากการที่ "เขาถูกฟ้าผ่าใส่ในขณะที่อยู่ในห้องทดลอง ซึ่งมีสารเคมีหกใส่ทั่วร่างกาย" หลังจากนั้นเขาก็ใช้ชื่อ The Flash เพราะจะได้เข้ากับความเร็วของเขาที่มีความเร็วมากกว่า "ความเร็วแสง" ซึ่งมี The Flash หลายคนที่มีพลังความเร็ว และใช่ชื่อนี้ ถ้าตีค่าความความเร็วของ The Flash เป็นค่าทางคณิตศาสตร์จะได้ตัวเลขที่ค่อนข้างน่าเหลือเชื่อ เพราะความเร็วของเขามีมากพอจะ "วิ่งรอบโลกได้ 7...

เฉลี่ยแล้วคนเรากลืนพลาสติกลงท้อง ขนาดเทียบเท่าบัตรเครดิต 1 ใบ ทุก ๆ สัปดาห์

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลหรือ WWF เปิดเผยในรายงานว่า เฉลี่ยแล้วคนเราบริโภคพลาสติกประมาณ 5 กรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นปริมาณที่เทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบ เลยทีเดียว นักวิจัยพบว่าคนเราบริโภคพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตร จำนวน 102,000 ชิ้นต่อปี หรือ 250 กรัมต่อปี และเกือบ 90% มาจากน้ำจากขวดน้ำและก๊อกน้ำ รวมไปถึงอาหารที่มีพลาสติกสูงที่สุดอย่าง หอย เบียร์...

“จัสติน บีเบอร์” ประกาศผ่านทวิต ขอท้าต่อย “ทอม ครูซ” บนสังเวียน UFC

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2019 หรือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จู่ ๆ ก็เกิดเรื่องสุดงุนงงขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อ จัสติน บีเบอร์ ได้โพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์บัญชีส่วนตัวของตัวเองว่า "ผมอยากท้าสู้กับ ทอม ครูซ ในเวทีกรงจัง ทอม ถ้านายไม่กล้ารับคำท้านี้แปลว่านายกลัวและไม่กล้า นายจะไม่มีวันลืมเรื่องนั้นไปได้ ใครอยากจัดไฟท์นี้บ้าง ? สนไหม @danawhite" (@danawhite ดาน่า...

ล่าสุด

“K Syndrome” โรคระบาดปลอม ที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อช่วยชีวิตชาวยิว ในค่ายกักกันนาซี

เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ หนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในหน้าตำราสากลคงไม่พ้นเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งแน่นอนได้สร้างวีรชนและอาชญากรสงครามชื่อก้องเอาไว้มากมาย ถือเป็นหีบสมบัติแห่งการเรียนรู้และคลังปัญญาครั้งสำคัญของมนุษยชาติ ที่ช่วยพัฒนาเราขึ้นทั้งทางวิทยาการและศีลธรรม เป็นบทเรียนให้เราตระหนักถึงความโหดร้ายในสงคราม และหนึ่งในเหตุการอันเลวร้าย ต่ำตมที่สุดของประวัติศาสตร์สงครามโลก ก็คงไม่พ้นเรื่องราวการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของกองทัพนาซีเยอรมัน ซึ่งนำโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หรือเหตุการฮอโลคอสต์ (The Holocaust) ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1941 จนถึง 1945 แต่ในความโหดร้ายป่าเถื่อนที่สุดนั้น อีกด้านหนึ่งของเหรียญก็จะมีกลุ่มคนที่ทำให้เรายังรู้สึกศรัทธาในความเมตาของมนุษย์อยู่เสมอ และหนึ่งในจำนวนวีรชนที่ช่วยชีวิตชาวยิวเหล่านั้นก็คือหมอและพยาบาลภายในโรงพยาบาล Fatebenefratelli ในกรุงโรม อิตาลี่ เดือนตุลาคม ปี 1943 กองทัพเยอรมันบุกเข้ามายังเขตชุมชนชาวยิวใกล้กับแม่น้ำไทเบอร์ (Tiber) ในอิตาลี่ เพื่อจับตัวชาวยิวไปเป็นเชลยในค่าย แต่มีบางคนที่หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ในโรงพยาบาล Fatebenefratelli ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำไทเบอร์นั่นเอง ในตอนนั้นนายแพทย์ชาวอิตาลี ดอกเตอร์วิตโตริโอ ซาเชอร์ดอติ (Dr.Vittorio Sacerdoti) และดอกเตอร์จิโอวานนี่ เบอร์โรมีโอ (Giovanni Borromeo) วางแผนช่วยเหลือชาวยิวที่เข้ามาหลบภัยในโรงพยาบาล ด้วยการอุปโลกน์โรคใหม่ขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า เค-ซินโดรม (K Syndrome) แล้วบอกกับทหารเยอรมันที่เข้ามาตรวจสอบว่าชาวยิวเหล่านั้นเป็นโรคที่ว่านี้ แถมยังบอกอีกว่า K Syndrome เป็นโรคติดต่อร้ายแรงซึ่งต้องได้รับการกักกันเชื้อ...

นักฟิสิกส์สร้างแม่เหล็กเพื่อตามหา “สสารมืด” คล้ายผีที่มองไม่เห็น แต่เชื่อว่ามีอยู่จริง

หนึ่งในปริศนาที่ยิ่งใหญ่ของนักฟิสิกส์คือการตามหา "อนุภาคสสารมืด" (dark matter) สสารที่เป็นส่วนประกอบของเอกภพมากถึง 85% นักฟิสิกส์บางคนเชื่อว่าการค้นหาอนุภาคสมมุติที่พวกเขาเรียกว่า "axion" อาจนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจสสารมืดและวิธีตามหามัน ด้วยเหตุนี้ทีมนักฟิสิกส์ของอเมริกาจึงได้มีการออกแบบและทดสอบอุปกรณ์ที่มีรูปทรงคล้ายโดนัทที่สามารถค้นหาอนุภาคข้างต้นขึ้นมา สสารมืดคืออะไร ? ขออธิบายง่าย ๆ ว่ามันคือ สิ่งที่มองไม่เห็นแต่รู้ว่ามีอยู่แน่ ๆ เพราะอิทธิพลจากแรงดึงดูดของมันเพราะในหลาย ๆ ครั้งนักดาราศาสตร์ได้ทำการคำนวนการเคลื่อนที่ของดวงดาวไว้อย่างแม่นยำ แต่จู่ ๆ ก็เกิดการคลาดเคลื่อนอย่างน่าตกใจ พวกเขาจึงตั้งสมมุติฐานขึ้นมาว่าในจักรวาลจะต้องมีสิ่งที่มีแรงดึงดูดมหาศาลที่ตอนนี้วิทยาการของเรายังไม่สามารถมองเห็นหรือตรวจจับได้อยู่แน่ ๆ ทำให้พวกเขายังต้องค้นหาต่อไปเพื่อการคำนวนที่แม่นยำขึ้นในอนาคตครับ กลับมาที่เรื่องเนื้อหาหลัก : เป็นที่เชื่อกันว่า axion อาจตรวจพบได้โดยการดูดาวนิวตรอนที่รู้จักกันในชื่อ "magnetar" ซึ่งเป็นดาวขนาดเล็กที่กำลังระเบิดซึ่งสร้างสนามแม่เหล็กที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล และด้วยพลังงานแม่เหล็กอันมหาศาลนี้เอง axions จะถูกแปลงเป็นคลื่นวิทยุ และสามารถตรวจจับได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์บนโลก ปรากฎการณ์จักรวาลอันแปลกประหลาดนี้เป็นแรงบันดาลใจให้นักฟิสิกส์สร้างการทดลอง ABRACADABRA ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์รูปโดนัทที่ห้อยอยู่ในช่องแช่แข็งที่เหนือศูนย์สัมบูรณ์ (0 เคลวิน หรือ −273.15 องศาเซลเซียส) และปรับแต่งมันเพื่อสร้างสนามแม่เหล็กที่ลอกเลียนแบบปรากฎการณ์จักรวาลขึ้นมา หาก axion มีอยู่จริง สนามแม่เหล็กที่อยู่ตรงกลางของอุปกรณ์ก็จะแสดงมันออกมาให้พวกเขาเห็น การทดลอง ABRACADABRA เกิดขึ้นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2018...

นักวิทย์กำลังพัฒนา “Super Sponge” (ซูเปอร์ฟองน้ำ) เครื่องมือที่เปลี่ยนอากาศเป็นน้ำดื่มได้

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้บางส่วนของโลกจะมีทรัพยากรธรรมชาติใช้อย่างเพียงพอ แต่บางส่วนของโลกกลับขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนักจนแทบไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะทรัพยากรน้ำที่ทุกคนต้องดื่มกินทุก ๆ วัน แต่ถ้าเราสามารถใช้อากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนมาเป็นน้ำได้ล่ะ ? คงจะดีไม่น้อยต่อโลกที่กำลังขาดแคลนของเรา ล่าสุดทีมนักวิจัยจากวิทยาลัยเท็กซัส ในออสติน ได้ใช้แนวคิดนี้สร้างระบบกักเก็บน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะทำการดูดซับความชื้นในบรรยากาศจากสภาพแวดล้อม และเปลี่ยนความชื้นเหล่านั้นให้กลายเป็นน้ำที่สามารถนำมาบริโภคได้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะเปลี่ยนวิธีการจัดการกับภัยพิบัติต่าง ๆ หรือจัดการกับคนในประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่อาจเข้าถึงน้ำสะอาดได้โดยตรง นักวิจัยเรียกมันว่า "Super Sponge" (ซูเปอร์ฟองน้ำ) ซึ่งทำมาจากไฮโดรเจลที่กักเก็บน้ำในปริมาณมากได้ มันสามารถจับความชื้นจากอากาศได้ตลอดทั้งวันและสกัดออกมาได้ง่าย ๆ เพียงแค่ให้ความร้อนจากแสงแดดโดยตรง ซึ่งความร้อนเพียง 5 นาที ก็เพียงพอที่จะปล่อยน้ำออกมาได้แล้ว และที่สำคัญมันยังสามารถทำงานได้ทั้งในสภาพอากาศที่ชื้นและแห้งแล้ง เจ๋งสุด ๆ ไปเลย   และจากการทดสอบ ซูเปอร์ฟองน้ำตัวต้นแบบสามารถผลิตน้ำได้ 50 ลิตร ต่อไฮโดรเจล 1 กิโลกรัม และถ้าถูกพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะได้ปริมาณน้ำที่เพิ่มมากขึ้นตามนั่นเอง นี่อาจเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์มาที่สุดในยุคนี้เลยก็ว่าได้ เพราะคนเราไม่สามารถขาดน้ำได้เกิน 3 วัน ชั้นบรรยากาศของโลกมีน้ำอยู่ประมาณ 50,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร ซึ่งสักวันหนึ่งมันอาจถูกนำมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น Fact - เมื่อปี 2018 มีผู้คนราว 700 ล้านคนใน...

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนและคาดเดาไม่ได้ ?

มนุษย์เป็นผู้มีพลังวิเศษที่น่ากลัวนั่นคือพวกเราทุกคนมี “ความคิดในใจ” แต่ก็ยากมากที่เราจะรับถึงรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของคนอื่นและจะเชื่อว่าสิ่งที่เขาบอกเรานั้นมาจากความรู้สึกจริง ๆ ข้างใน แม้กระทั่งตอนนี้โลกเราจะไปไกลถึงเหยียบดวงจันทร์ มีรถไฟความเร็วสูง มีโลกโซเชี่ยวมีเดียร์ ที่ทำให้คนทั้งโลกเชื่อมถึงกัน หรือมีโทรศัพท์ที่โทรคุยพร้อมกับเปิดกล้องเห็นหน้ากันได้ แต่หาได้มีเทคโนโลยีไหนที่ทำให้เปิดใจแก่กันได้ นั้นทำให้ผมนึกถึงบทความนึง จากหนังสือ “หิมาลัยไม่มีจริง ของ นิ้วกลม” นักเขียนที่ผมติดตามหนังสือของเขาทุกเล่ม พูดภาษาชาวบ้านก็คือ “ไอดอล” ของผมเลยก็ว่าได้ ซึ่งได้กล่าวถึง ผู้แต่งหนังสือเรื่อง เจ้าชายน้อย และแผ่นดินของเรา แน่นอนทุกคนน่าจะเคยได้ยินหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อย เพราะเป็นหนังสือที่ดังอันดับต้น ๆ ของโลก โดยมีประโยคเด็ดว่า “ในแผ่นดินที่ชีวิตต่าง ๆ กลมกลืนกันอย่างดี ที่ดอกไม้ติดต่อกันได้ในสายลม และหงส์ที่รู้จักกันถ้วนหน้า มีแต่มนุษย์ที่สร้างความสันโดษให้ตนเอง ในส่วน ของความนึกคิดแล้ว มนุษย์ช่างอยู่ห่างกันมากมาย.... ฉันจะรู้ซึ้งถึงความคิดของหญิงสาวผู้เดินกลับบ้านอย่างช้าๆ ก้มหน้าน้อยๆและยิ้มกับตัวเองได้อย่างไร” ฟังจากประโยคที่กล่าวมามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกำแพงล่องหน ต่อกันเสมอ เหมือนจะเข้ากันได้ เหมือนจะสนิทกันแต่มักมีกำแพงบาง ๆ กั้ยกันอยู่เสมอ ทำให้นึกถึงผู้นำประเทศ ของบางประเทศ ที่หันหน้ามาจับมือกันทั้งที่ก่อสงครามกันมา ทำให้โลกอยู่ในความหวาดกลัว ว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่หันมาจับมือกัน แต่ในความจริง...

ปริศนา “รูปปั้นโมอาย” บนเกาะอีสเตอร์ อีกหนึ่งมรดกโลกที่เชื่อกันว่าพวกมันเดินได้

คงมีหลายคนที่เคยเห็นเจ้ารูปปั้นหินยักษ์ที่มีหน้าตาเหมือนมนุษย์นี้ผ่านทางทีวี รูปภาพ งานเขียน และสื่อต่างๆ หรือแม้แต่ในเกมส์ หลายคนคงสงสัยถึงความเป็นมาและอยากจะไปเห็นตัวจริงของเจ้ารูปปั้นหินยักษ์เหล่านี้ รูปปั้นหินยิกษ์พวกนี้แหละ มีชื่อว่า "โมอาย" มีลักษณะคล้ายมนุษย์ แต่จะมีหัวที่โตกว่าร่างกาย เจ้ารูปปั้นพวกนี้ตั้งอยู่บนเกาะอีสเตอร์ มีจำนวนรวมกันมากกว่า 600 ตัว โดยเกาะอีสเตอร์ตั้งอยู่ที่มหาสมุทรแปซิฟิก นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติปานุย ประเทศชิลี โดยห่างจากชายฝั่งของชิลีไปทางตะวันตกประมาน 3,600 กิโลเมตร ซึ่งเกาะแห่งนี้โดดเดี่ยวเป็นอย่างมาก เพราะแผ่นดินที่อยู่ใกล้เกาะมากที่สุดอยู่ห่างออกไปไกลถึง 2,000 กิโลเมตร แถมเกาะอีสเตอร์ยังมีพื้นทีเพียง 160 กิโลเมตร และยาวเพียง 25 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกหนึ่งแห่งที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกาะนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้นั้นก็คือเจ้าพวกรูปปั้นโมอายนี้นี่แหละ เชื่อว่าพวกมันน่าจะถูกสร้างขึ้นโดยชาวโพลิเนเซียน โดยโมอายหนึ่งตัวจะถูกแกะสลักมาจากหินขนาดใหญ่หนึ่งก้อน คาดว่าหินที่นำมาแกะสลักนั้นน่าจะนำมาจากปล่องภูเขาไฟที่มีชื่อว่า "หินราโนรารากู" ที่อยู่บนเกาะ โดยรูปปั้นที่แกะสลักเสร็จสมบูรณ์จะมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ มีหัวที่ใหญ่เด่นชัด บางตัวก็มีเครื่องประดับและหมวกหรือมวยผม โดยโมอายที่แกะสลักเสร็จแล้วนั้น จะมีขนาดสูงถึง 3.5 เมตร จนถึง 10 เมตร และมีน้ำหนักมากถึง 80 ตัน นอกจากนี้ยังมีการสำรวจจนพบโมอายที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ ซึ่งตัวที่แกะสลักไม่เสร็จมีความสูงถึง...

NASA จะไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งภายใน 5 ปี

Mike Pence รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เป็นประธานการประชุมสภาอวกาศแห่งชาติที่ศูนย์การบินอวกาศมาร์แชล ในเมืองฮันต์สวิลล์ รัฐอลาบามา ในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา พร้อมประกาศจะพาคนอเมริกันเดินทางไปดวงจันทร์อีกครั้งภายใน 5 ปี โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินจำนวนหลายแสนล้านบาท “มันถึงเวลาที่เราต้องก้าวกระโดด เราจำเป็นต้องพานักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ ก่อนที่จะไปดาวอังคารเพื่อพัฒนา NASA ให้มีความคล่องตัวและก้าวหน้ามากขึ้น" โดยโครงการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ครั้งนี้เป็นความต้องการของ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อเเสดงแสงยานุภาพให้จีนและรัสเซียใด้เห็น ซึ่งการเดินทางไปดวงจันทร์ในอีก 5 ปีที่จะถึงนี้ NASA ได้เผยว่าพวกเขามีแผนที่จะสร้าง ฐานจอดที่โคจรรอบดวงจันทร์ - Lunar Gateway เพื่อใช้เป็นสถานีจอดระหว่างทางของยานสำรวจ เวลามีภารกิจใหม่ที่ต้องการจะสำรวจ จะได้ไม่ต้องส่งยานออกนอกโลกเหมือนทุกครั้ง โดยจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการไว้ที่บริเวณใกล้กับขั้วใต้ของดวงจันทร์ เพราะเชื่อว่าตำแหน่งบริเวณนี้มีปริมาณน้ำมากพอที่จะสังเคราะห์เป็นเชื้อเพลิงของจรวดได้ “ลูน่าเกตเวย์” จะทำหน้าที่เปรียบเสมือน “สถานีกลาง” สำหรับการเดินทางไปและกลับจากการลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์ แต่จะไม่มีมนุษย์อวกาศประจำอยู่เหมือนสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) อีกทั้งยังมองว่าดวงจันทร์สามารถเป็นสถานีอวกาศที่สามารถส่งยานไปสำรวจดาวอังคารได้อีกด้วย โดยอาจจะเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในปี 2030 Fact - นับตั้งแต่สิ้นสุดปฏิบัติการอะพอลโลครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1972 ก็ไม่เคยมีมนุษย์กลับไปเยือนดวงจันทร์อีกเลย โดยในประวัติศาสตร์เคยมีมนุษย์ไปเยือนดวงจันทร์เพียง 24...

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...