Tuesday, June 18, 2019

แนะนำ

The Flash วิ่งได้เร็วที่สุดแค่ไหน ? การคำนวณคณิตฯง่าย ๆ นี้ มีคำตอบให้ทุกคนครับ

The Flash ซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีความเร็วสูงที่สุดในจักรวาล ซึ่งเป็นซุปเปอร์ฮีโร่จากค่าย DC Comics และเขาได้รับพลังความเร็วจากการที่ "เขาถูกฟ้าผ่าใส่ในขณะที่อยู่ในห้องทดลอง ซึ่งมีสารเคมีหกใส่ทั่วร่างกาย" หลังจากนั้นเขาก็ใช้ชื่อ The Flash เพราะจะได้เข้ากับความเร็วของเขาที่มีความเร็วมากกว่า "ความเร็วแสง" ซึ่งมี The Flash หลายคนที่มีพลังความเร็ว และใช่ชื่อนี้ ถ้าตีค่าความความเร็วของ The Flash เป็นค่าทางคณิตศาสตร์จะได้ตัวเลขที่ค่อนข้างน่าเหลือเชื่อ เพราะความเร็วของเขามีมากพอจะ "วิ่งรอบโลกได้ 7...

เฉลี่ยแล้วคนเรากลืนพลาสติกลงท้อง ขนาดเทียบเท่าบัตรเครดิต 1 ใบ ทุก ๆ สัปดาห์

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลหรือ WWF เปิดเผยในรายงานว่า เฉลี่ยแล้วคนเราบริโภคพลาสติกประมาณ 5 กรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นปริมาณที่เทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบ เลยทีเดียว นักวิจัยพบว่าคนเราบริโภคพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตร จำนวน 102,000 ชิ้นต่อปี หรือ 250 กรัมต่อปี และเกือบ 90% มาจากน้ำจากขวดน้ำและก๊อกน้ำ รวมไปถึงอาหารที่มีพลาสติกสูงที่สุดอย่าง หอย เบียร์...

“จัสติน บีเบอร์” ประกาศผ่านทวิต ขอท้าต่อย “ทอม ครูซ” บนสังเวียน UFC

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2019 หรือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จู่ ๆ ก็เกิดเรื่องสุดงุนงงขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อ จัสติน บีเบอร์ ได้โพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์บัญชีส่วนตัวของตัวเองว่า "ผมอยากท้าสู้กับ ทอม ครูซ ในเวทีกรงจัง ทอม ถ้านายไม่กล้ารับคำท้านี้แปลว่านายกลัวและไม่กล้า นายจะไม่มีวันลืมเรื่องนั้นไปได้ ใครอยากจัดไฟท์นี้บ้าง ? สนไหม @danawhite" (@danawhite ดาน่า...

ล่าสุด

สาวช็อค ! หลังแอบดูหนังโป๊ “ชาย-ชาย” แต่ดันเจอสามีตัวเองอยู่ในหนังเรื่องนั้น

ในอเมริกา ยังคงมีข่าวแปลก ๆ ต่อเนื่องมาไม่เว้นแต่ละวัน และข่าวต่อไปนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในโลกโซเชียล เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2562 หญิงสาวชาวอเมริกาวัย 26 ปี ได้โพสปรึกษาลงในฟอรัม Relationship Advice (ฟอรัมสำหรับตั้งกระทู้ขอคำปรึกษาเรื่องปัญหาด้านความสัมพันธ์) ของเว็บไซต์ Reddit โดยเธอได้เปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอพบเจอสู่สาธารณะชน อย่างปราศจากความเขินอายใด ๆ เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อสามีของเธอเข้านอน เธอตัดสินใจเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเสพความสำราญทางเพศ โดยเธอได้เลือกดูหมวดหนังเกย์ และต้องเกิดอาการช็อคอย่างรุนแรงเมื่อเห็นใบหน้าของสามีตัวเองปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนั้น เรื่องเซอร์ไพรส์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะเธอยังสังเกตเห็น “แหวนแต่งงาน” ที่ปกติสามีของเธอจะใส่ไว้ตลอด ซึ่งเธอจำแหวนวงนั้นได้ดี เธอจึงมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นท์ว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายทำขึ้นหลังการแต่งงานแล้วแน่นอน ซึ่งฉากที่เธอมองเห็นแหวน เป็นฉากที่สามีของเธอกำลังเล่นเซ็กซ์หมู่กับผู้ชายหลายคนพร้อมกัน !   ด้วยความเจ็บปวดและสับสน เธอตัดสินใจขอคำปรึกษาจากชาวเน็ต โดยมีข้อความดังนี้ “ใบหน้าของเขาชัดเจนมาก แถมมีลอยสักที่เป็นเอกลักษณ์ตั้งหลายที่ นั่นคือเขาแน่ ๆ ฉันมั่นใจสุด ๆ ว่าหนังเรื่องนี้จะต้องถ่ายทำขึ้นมาหลังจากตอนทีเขาแต่งงานกับฉันแล้วแน่นอน เพราะเขาใส่เจ้าแหวนบ้าวงนั้นอยู่ยังไงล่ะ” “ฉันทั้งโมโหและรู้สึกขยะแขยง เขากำลังเล่นเซ็กซ์หมู่กับผู้ชายหลายคนพร้อมกันโดยไม่ได้ป้องกัน...โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งเดียวที่ฉันนึกถึงในตอนนี้” และเธอยังได้บอกอีกว่า เธอนอนไม่หลับทั้งคืนหลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เธอตัดสินใจลางานและไปตรวจโรคที่คลินิคแห่งหนึ่ง ในวันเดียวกัน เธอไม่ยอมกลับบ้านเพราะไม่อยากเห็นหน้าสามี แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะกลับไปเพื่อเผชิญหน้ากับความจริง โดยสามีของเธอยืนยันว่า เพราะฤทธิ์ยาทำให้เขา “กลายเป็นเกย์”...

เจาะใจกลางโลกเพื่อค้นหาดินแดนใต้พิภพ โครงการสุดเพี้ยน ที่เกือบเกิดขึ้นจริงในปี 1820

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ผมได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่อง Journey to the Center of the Earth หรือชื่อภาษาไทยคือ "ดิ่งทะลุสะดือโลก" เป็นหนังที่อิงมาจากนวนิยายคลาสสิคชื่อเดียวกันของ ฌูล แวร์น ว่าด้วยเรื่องราวของนักสำรวจที่ได้ค้นพบว่าใต้เปลือกโลกนั้นยังมีอีกดินแดนนึงซ่อนอยู่ ซึ่งในปัจจุบันสำหรับพวกเราก็คิดเหมือนกันว่ามันเป็นแค่เรื่องแต่ง เป็นเพียงนิยายแฟนตาซีเพ้อฝันเท่านั้น ทว่าไม่ใช่สำหรับบางคนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 18 ช่วงปี ค.ศ.1820  จอห์น คลีฟส์ ซิมเมส์ (John Cleves Symmes) นายทหารชาวอเมริกันเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อเผยแพร่ "ทฤษฎีโลกกลวง" ซึ่งว่าด้วยเรื่องของความเป็นไปได้ที่ใต้แผ่นเปลือกโลกนั้นมีพื้นที่ว่างขนาดมหาศาลอยู่ นายซิมเมส์เชื่อว่ามีโลกอีกใบอยู่ใต้แผ่นเปลือกโลก จินตนาการถึงลูกปิงปองที่อยู่ในลูกโป่งอีกที เขาคิดว่าขั่วโลกนั้นคือทางเชื่อมเข้าออกของทั้งสองโลกนี้ ตามที่ระบุไว้ในเอกสารขออณุมัติโครงการสำรวจดังกล่าว เขาขอผู้กล้าจำนวนหนึ่งร้อยคน พร้อมอุปกรณ์และอาวุธเพื่อทำการเดินทางไปสำรวจโดยใช้กวางเรนเดียร์ลากเลื่อนไปยังขั่วโลกเหนือ เพื่อค้นหาทางเข้าไปยังโลกใต้พิภพ โดยเขาเชื่อว่าจะมีมนุษย์เผ่าพันธ์อื่นอาศัยอยู่ใต้โลกด้วย รวทั้งการค้าขายแลกเปลี่ยนกับมนุษย์ใต้โลกเองก็เป็นหนึ่งในแผนการที่วางเอาไว้ด้วย ถึงแม้ทฤษฎีของเขาจะไม่ได้รับการยอมรับ และถูกหัวเราะเยาะ แต่ภายหลังซิมเมส์ก็ทำการล๊อบบี้สภาเพื่อให้ทุนสำรวจกับเขา จนในที่สุด จอห์น ควินซี อดัมส์ (john quincy adams) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในตอนนั้นก็ตอบตกลง อณุมัติโครงการนี้ แต่ในท้ายที่สุดการตอบตกลงครั้งนี้ก็ทำให้อดัมส์ถูกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองโจมตี...

พบกับ “แกลเลียม” โลหะสุดแปลก ที่แค่ถือทิ้งไว้ในมือก็สามารถละลายได้แล้ว !

แกลเลียม (สัญลักษณ์ในตารางธาตุ Ga) เป็นโลหะที่มีจุดหลอมเหลวต่ำจนเหลือเชื่อ เจ้าโลหะชนิดนี้สามารถละลายกลายเป็นของเหลวเพียงแค่อยู่เฉย ๆ ในมือของคุณได้ ! โดยปกติแล้ว แกลเลียมจะมีจุดหลอมเพลวอยู่ที่ประมาณ 30 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลย ถ้าหากเจ้าโลหะแสนบอบบางนี้จะละลายกลายเป็นของเหลวคามือของมนุษย์ที่อุณหภูมิในร่างกายโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 36.5–37.5 องศาเซลเซียส นี่ยังไม่ต้องพูดถึงน้ำร้อนเดือด ๆ ที่มีอุณหภูมิสูงกว่ามนุษย์จนเทียบไม่ติด เพียงแค่พริบตาเดียวที่จุ่มเจ้าโลหะจอมอ่อนแออย่างแกลเลียมลงไปในน้ำร้อน เจ้าแกลเลียมก็จะกลายเป็นของเหลวฉับพลัน โดยที่คุณจะไม่มีทางมองทันแม้จะพยายามจดจ้องขนาดไหน ผู้คนส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างเจ้าแกลเลียมมักและปรอท อาจเป็นเพราะสสารทั้งสองชนิดนี้มีสีเงินอ่อนนุ่มที่คล้ายคลึงกันกัน จนบางครั้งแยกไม่ออก อีกหนึ่งปฏิกิริยาเคมีอันแสนอัศจรรย์ของเจ้าแกลเลียมจะเกิดขึ้นหลังจากมันได้สัมผัสกับอลูมิเนียม โลหะที่มีความทนทานสูงเป็นอันดับต้น ๆ อย่างอลูมีเนียม  กลับเปราะบางลงทันทีเมื่อได้สัมผัสกับเจ้าโลหะสุดอ่อนแออย่างแกลเลียม อลูมิเนียมบริสุทธิ์มีแรงด้านการดึงประมาณ 49 ล้านปาสกาล (MPa) มีความหนาแน่นประมาณ 1/3 ของเหล็กกล้าและทองแดง ซึ่งเป็นค่าความแข็งแรงที่น่ากลัวสำหรับโลหะชนิดอื่น ๆ เลยทีเดียว จึงเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ปฏิกิริยาเคมีจากแม่เหล็กหางแถว สามารถทำให้โลหะสุดแข็งแกร่งขนาดนี้อ่อนแกลงราวกับซุปเปอร์แมนสัมผัสคริปโตไนท์ไม่มีผิด แกลเลียมจัดเป็นสารประกอบที่ไม่ได้มีประโยชน์มากในเชิงพาณิชย์ แต่สารประกอบของแกลเลียม สามารถใช้เป็นกึ่งตัวนำ (semiconductor) และใช้ในการวิเคราะห์ออกไซด์ของยูเรเนียม ด้วยวิธีเสปกโตรสโกปี (spectroscopy) ซึ่งจัดว่ายังพอมีประโยชน์อยู่บ้างในแง่ของการทดลอง Fact – หลังจากนำอลูมีเนียมไปทำเป็นโลหะผสม เจ้าโลหะสุดแข็งแกร่งนี้จะมีแรงด้านการดึงเหลือแค่ 400 MPa ซึ่งปัจจุบันโดนนำไปใช้ประยุกต์ใช้ในแทบทุกแวดวงของอุสาหกรรม...

เผยรายละเอียดของหนังเดี่ยว Joker เวอร์ชั่นล่าสุด ที่จะเข้าฉายในปลายปีนี้

นักแสดง Marc Maron หนึ่งในนักแสดงที่มีบทในหนังเดี่ยว Joker เวอร์ชั่น Joaquin Phoenix ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับหนังเดี่ยว Joker เรื่องนี้ไว้ว่า .. "มันแปลกดี เพราะหนังมันไม่ใช่หนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่ปกติที่เราเคยดูกัน เพราะเรื่องนี้จะโฟกัสไปที่ 'ความป่วยทางจิต' จนทำให้คน ๆ นึงกลายเป็น Joker ไปในที่สุด หนังจะเน้นไปที่ตัวบุคคล และ มีความรุนแรงในแบบของมัน โดยรวมแล้วมันน่าสนใจมากว่าจะออกมาในรูปแบบไหน" นอกจากนี้ Marc Maron ยังได้กล่าวถึง Joaquin Phoenix อีกด้วยว่า Joaquin มักทำท่าทางเลียนแบบ Joker แม้ว่าจะไม่ได้ถ่ายทำอยู่ก็ตาม Joker (2019) คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1980 ณ เมือง Gotham City ซึ่งจะเป็นการเล่าถึงจุดกำเนิดของวายร้ายที่ชื่อว่า Joker ที่อดีตนั้นเคยเป็นคนดีแต่ด้วยความล้มเหลวในการประกอบอาชีพ แสตนด์อัพคอมเมดี้ (เดี่ยวไมโครโฟน)ทำให้ไม่มีเงินมากพอที่จะดูแลครอบครัวของตนเองได้ สุดท้ายสังคมก็บีบบังคับให้เขาต้องกลายเป็นวายร้ายในที่สุด โดยโจ๊กเกอร์เวอร์ชั่นนี้จะไม่ถูกรวมอยู่ในจักรวาลหลักของ DC Extended Universe แต่เป็นหนังที่ทำแยกออกมาต่างหาก...

เรื่องตลกในสงครามเกาหลี ขอกระสุนแต่ดันได้ลูกอม แถมผลลัพธ์ลงเอยดีกว่าที่คิด

ผมเชื่อว่าสำหรับใครหลาย ๆ คน เมื่อได้ยินคำว่า "ประวัติศาสตร์" ก็คงออกอาการหาวฟอด ๆ ผมเองในฐานะผู้เขียนก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน จนกระทั่งได้พบว่าความจริงแล้วประวัติศาสตร์มีสิ่งที่น่าสนใจกว่าที่เราคิดเยอะ เพราะฉะนั้นในบทความนี้ผมจะขอเล่าเรื่องราวเล็ก ๆ ในประวัติศาสตร์สงครามเกาหลีที่เชื่อว่าเพื่อน ๆ อาจจะยังไม่เคยได้ยินมาก่อน ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันเลยครับ เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1950 สงครามเกาหลีกำลังคุกรุ่น ท่ามกลางการปะทะกันระหว่างเกาหลีใต้ภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ (UN) กับเกาหลีเหนือซึ่งสนับสนุนโดยจีน นั้นหนึ่งสมรภูมิที่รบพุ่งใส่กันอย่างดุเดือดก็คือสมรภูมิอ่างเก็บน้ำโชชิน (Battle of the Chosin Reservoir) ในตอนนั้นทหารสหรัฐฯ ที่ประจำอยู่ที่นั่นต้องเพชิญกับสภาวะที่เลวร้ายและกดดันอย่างรุนแรง ด้วยสภาพอากาศที่ติดลบจนทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นน้ำแข็ง แม้แต่เสบียงอาหารก็ยังแข็งจนแทบจะอุ่นกินไม่ได้ กระสุนปืนครกก็ร่อยหรอไม่พอยิง ซ้ำจำนวนกำลังพลก็น้อยกว่าจีนเกือบสิบเท่า พวกเขาเสียเปรียบทุกทางจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แต่อย่างนึงที่แน่นอนก็คือถ้าหากว่าไม่มีการส่งทรัพยากรทางอากาศเข้ามาในเร็ว ๆ นี้พวกเขาคงตายหมดแน่ แต่ในสถาการณ์ของสงครามที่อีกฝ่ายมีการดักฟังวิทยุสื่อสาร รวมไปถึงปืนต่อต้านอากาศยานที่วางอยู่ทั่วพื่นที่ ทำให้หน่วยวิทยุต้องใช้รหัสลับในการส่งกระสุนเข้ามา โดยรหัสลับที่ใช้แทนที่คำว่า "กระสุน" คือคำว่า "Tootsie roll" ซึ่งเป็นชื่อยี่ห้อลูกอมรสช๊อกโกแลต อาจจะเพราะด้วยความเข้าใจผิดของฝ่ายรับสารหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่เมื่อเครื่องบินทิ้งกล่องสัมภาระลงมา สิ่งที่อยู่ด้านในดันไม่ใช่กระสุนปืน แต่เป็น "Tootsie roll" ลูกอมช๊อกโกแลตจริง...

จีนเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ส่งพลังงานลงมาได้ทุกที่จากนอกโลก

แม้ว่าพลังงานแสงอาทิตย์ (solar cell) ที่มนุษย์เราใช้อยู่ทุกวันนี้ จะเป็นวิทยาการพลังงานสะอาดที่ให้พลังงานได้อย่างดีเยี่ยม แต่หากวันหนึ่งท้องฟ้ามีเมฆบัง พลังงานที่ได้รับก็จะต่ำกว่าในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส่และปราศจากเมฆ แล้วเราจะแก้ไขปัญหาที่เกิดจากสภาพอากาศแบบนี้ได้อย่างไร ? ประเทศจีนตอบคำถามนี้ง่าย ๆ ว่า ก็สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ไว้นอกโลกซะเลยสิ ทำให้มันสามารถโคจรรอบโลกและรับแสงอาทิตย์ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าสภาพอากาศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรือตอนนั้นเป็นกลางวันหรือกลางคืน จากนั้นให้โรงงานส่งพลังงานแสงอาทิตย์นั้นมายังโลกได้ในทุกที่ที่ต้องการ ฟังแล้วอาจดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีวันเป็นจริง แต่ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นี้กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาในประเทศจีน ในรายงานบอกว่ามันจะโคจรรอบโลกด้วยความสูง 22,500 ไมล์ สามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้เกือบตลอดเวลา และพวกเขาหวังว่าโรงงานนี้จะสามารถรับความเข้มของพลังงานได้ถึง 6 เท่าเมื่อเทียบกับบนโลก และทำให้มันกลายเป็น "แหล่งพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมดสำหรับมนุษย์" "นี่ไม่ใช่ความเห็น นี่คือแผนการจริงจากองค์กรที่จริงจังกับนักวิทยาศาสตร์ที่น่าเคารพนับถือในประเทศจีน พวกเขามีแผนทางเทคนิคที่สมบูรณ์แบบและสามารถทำให้มันสำเร็จได้ภายในปี 2030" John Mankins ผู้เคยปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับ NASA นานกว่า 25 ปี กล่าว นักวิทยาศาสตร์ของจีนตั้งเป้าว่าจะสร้างและเปิดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นอกโลกขนาดเล็กถึงกลางบนชั้นสตราโตสเฟียร์ของโลกในช่วงต้นปี 2021 หลังจากนั้นก็วางแผนเริ่มสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ระดับเมกะวัตต์ในปี 2030 ซึ่ง Li Ming รองประธานสถาบันศึกษาเทคโนโลยีอวกาศของจีน บอกว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายของจีนในการทำให้ประเทศของพวกเขาเป็นประเทศแรกที่สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนอวกาศ ความท้าทายที่สำคัญในการสร้างโรงไฟฟ้านี้คือขนาดของมันที่คาดว่าจะมีน้ำหนักถึง 1,000 ตัน ซึ่งเป็นสองเท่าของสถานีอวกาศนานาชาติ หนึ่งในวิธีของกระบวนการสร้างที่ได้รับการพิจารณาก็คือการใช้การพิมพ์ 3...

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...