Tuesday, June 18, 2019

แนะนำ

The Flash วิ่งได้เร็วที่สุดแค่ไหน ? การคำนวณคณิตฯง่าย ๆ นี้ มีคำตอบให้ทุกคนครับ

The Flash ซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีความเร็วสูงที่สุดในจักรวาล ซึ่งเป็นซุปเปอร์ฮีโร่จากค่าย DC Comics และเขาได้รับพลังความเร็วจากการที่ "เขาถูกฟ้าผ่าใส่ในขณะที่อยู่ในห้องทดลอง ซึ่งมีสารเคมีหกใส่ทั่วร่างกาย" หลังจากนั้นเขาก็ใช้ชื่อ The Flash เพราะจะได้เข้ากับความเร็วของเขาที่มีความเร็วมากกว่า "ความเร็วแสง" ซึ่งมี The Flash หลายคนที่มีพลังความเร็ว และใช่ชื่อนี้ ถ้าตีค่าความความเร็วของ The Flash เป็นค่าทางคณิตศาสตร์จะได้ตัวเลขที่ค่อนข้างน่าเหลือเชื่อ เพราะความเร็วของเขามีมากพอจะ "วิ่งรอบโลกได้ 7...

เฉลี่ยแล้วคนเรากลืนพลาสติกลงท้อง ขนาดเทียบเท่าบัตรเครดิต 1 ใบ ทุก ๆ สัปดาห์

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลหรือ WWF เปิดเผยในรายงานว่า เฉลี่ยแล้วคนเราบริโภคพลาสติกประมาณ 5 กรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นปริมาณที่เทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบ เลยทีเดียว นักวิจัยพบว่าคนเราบริโภคพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตร จำนวน 102,000 ชิ้นต่อปี หรือ 250 กรัมต่อปี และเกือบ 90% มาจากน้ำจากขวดน้ำและก๊อกน้ำ รวมไปถึงอาหารที่มีพลาสติกสูงที่สุดอย่าง หอย เบียร์...

“จัสติน บีเบอร์” ประกาศผ่านทวิต ขอท้าต่อย “ทอม ครูซ” บนสังเวียน UFC

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2019 หรือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จู่ ๆ ก็เกิดเรื่องสุดงุนงงขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อ จัสติน บีเบอร์ ได้โพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์บัญชีส่วนตัวของตัวเองว่า "ผมอยากท้าสู้กับ ทอม ครูซ ในเวทีกรงจัง ทอม ถ้านายไม่กล้ารับคำท้านี้แปลว่านายกลัวและไม่กล้า นายจะไม่มีวันลืมเรื่องนั้นไปได้ ใครอยากจัดไฟท์นี้บ้าง ? สนไหม @danawhite" (@danawhite ดาน่า...

ล่าสุด

สิ่งที่คุณทำในวันนี้…มาจากการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้วหรือยัง ?

คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่า ทางที่คุณเลือกนั้นเป็นทางที่ถูกต้องหรือไม่ ? คำตอบที่คุณจะได้จากการอ่านบทความนี้คือ “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” แต่อย่าพึ่งกดออกนะ ช่วยลองอ่านสิ่งที่ผมจะบอกหลังจากนี้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะกดออกทีหลังก็ได้ครับ ทุกคนต้องเคยมีโอกาสเลือกเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง ที่ไม่มีทางรู้ผลลัพธ์หรือคำตอบได้เลยว่าทางไหนคือทางที่ดีที่สุด จะรู้ต่อเมื่อ ได้เข้าไปคลุกคลี และ อยู่กับสิ่งนั้น ว่าสิ่งที่เลือกนั้นดีหรือไม่ดี แล้วจะเอามาเปรียบเทียบว่า ถ้า เราเลือกอีกทางหนึ่ง มันจะเป็นยังไง ? แน่นอนผมบอกไปตั้งแต่ต้นแล้ว ว่าถ้าคุณอ่านบทความนี้ คุณก็ไม่ได้คำตอบจากผมหรอกนะ 5555 แต่ผมเพียงมั่นใจ อย่างมากว่า การที่คุณเลือก ในทางใดทางหนึ่งในตอนนั้น คุณไม่ได้เพียงโยนหัวก้อย หรือ จับไม่สั้นไม้ยาวแน่นอน ผมขออธิบายให้เห็นภาพ และง่ายที่สุดเลย คือการเลือกสถานที่ทำงาน สมมติว่า คุณเป็นมนุษย์ ที่โชคดี ที่มีบริษัทมาติดต่อให้คุณไปสัมภาษณ์ มากกว่า หนึ่งบริษัท (เอาเป็นว่า มีสองบริษัทละกันครับจะได้เข้าใจง่าย) โดยคุณเป็นคนเก่ง บวกกับความโชคดี ทำให้ทั้งสองบริษัทที่คุณไปสัมภาษณ์ ต้องการตัวคุณไปทำงานอย่างมาก จึงทำให้คุณต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง โดยที่คุณไม่รู้หรอกว่าบริษัทไหนคือคำตอบที่ดีที่สุด แต่ถ้าจำเป็นต้องเลือก ผมเชื่ออย่างยิ่งเลยว่าคุณต้องไปเปรียบเทียบสวัสดิการของแต่ละบริษัท คุณต้องไปเปรียบเทียบระยะทางในการเดินทาง หรือรายได้ว่าทำบริษัทไหนคุ้มค่ามากกว่า...

“ไม่ว่าจะห่างเพียง 1/4 ไมล์ หรือซีกโลก นายจะอยู่กับฉันเสมอ” แล้วไอ่ 1/4 มันคืออะไร ?

ในอีกไม่ช้ามหากาพย์ภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องของจักรวาล Fast and Furious อย่างเรื่อง Hobbs and Shaw ก็จะเข้าฉายในปีนี้แล้ว และถ้าเราย้อนไปตั้งแต่ภาคแรก นั่นก็คือเรื่อง The Fast and the Furious (2001) จนถึงภาคล่าสุด เราจะได้ยินคำว่า "1/4 ไมล์" อยู่ตลอด แล้วไอ้การแข่ง 1/4 ไมล์เนี่ย มันคืออะไรกันแน่ ? โอเคเข้าเรื่องเลยละกัน ความจริงแล้วการแข่งรถมีรูปแบบต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน แต่ที่คนทั่วโลกนิยมและรู้จักกันอย่างสากล มีอยู่ 2 รูปแบบ นั่นคือ 1.ทางตรง 2.การจับเวลา โดยทั้งสองแบบนี้ยังสามารถแยกย่อยได้อีก เช่น   ทางตรง Drag Racing คือการแข่งขันทางตรงโดยโดยไม่มีการเลี้ยวไปในทิศทางอื่นจะใช้ระยะทางเท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่จะกำหนด ควาเตอร์ไมล์ (quater mile)  ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเน้นระยะทาง "quater หมายความว่า 1...

โรงแรมในเกาหลีใต้ ติดกล้อง “แอบถ่าย-ไลฟ์สด” ในโรงแรม แขกเสียหายกว่า 1,600 คน

ตำรวจเกาหลีใต้ รายงานว่า มีการแอบถ่ายและถ่ายทอดสดรูปลับลงอินเตอร์เน็ต ตามเมืองต่าง ๆ ของเกาหลีใต้มากกว่า 30 แห่ง พบผู้เสียหายมากกว่า 1,600 คน ด้วยการซ่อนกล้องขนาดเล็ก (Spy cam) เพื่อแอบถ่าย โดยตรวจพบว่า คนร้ายนำกล้องไปซ่อนไว้ในจุดต่าง ๆ ทั้งกล่องทีวี ผนังห้อง ที่เสียบปลั๊กของที่เป่าผม เพื่อให้สามารถบันทึกคลิปถ่ายทอดสดลงในเว็บไซต์ที่มีสมาชิกมากกว่า 4,000 คน ที่คนร้ายเป็นคนดูแลเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋า     และตอนนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 นาย โดยคนร้ายสารภาพว่าคลิปที่ถูกถ่ายทอดสดจะถูกส่งไปในเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่จะต้องเสียค่าสมาชิกรายเดือนในการรับชม ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ทำการไลฟ์สด บริการพิเศษนี้ทำรายได้สูงถึง 190,000 บาท ในปีที่ผ่านมา มีผู้หญิงหลายหมื่นคนออกมาประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาดังกล่าว ภายใต้คำขวัญที่ว่า “ชีวิตของฉัน ใม่ใช่หนังโป๊ของคุณ” ซึ่งการแก้ไขที่รัฐบาลได้จัดการเบื้องต้น คือแต่งตั้งตำรวจหญิง เพื่อสำรวจหากล้องตามห้องน้ำสาธารณะ ในจุดต่าง ๆ ทั่วประเทศ     โดยปัญหาละเมิดสิทธิทางเพศในเกาหลีใต้ถือว่ารุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อย่างเช่น ในปี 2015 ปาร์ก ซู...

กว่าจะมาเป็นแลนด์มาร์ค ที่ถูกเอเลี่ยนถล่มเล่น “เทพีเสรีภาพ” ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ?

เทพีเสรีภาพ (Statue of Liberty) หนึ่งในประติมากรรมชิ้นสำคัญของสหรัฐอมเริกา ตั้งอยู่ ณ ปากอ่าวแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก โดยประติมากรรมชิ้นนี้ สร้างจากโลหะสำริด เป็นเทพีสวมเสื้อคลุม มือขวาชูคบเพลิง ส่วนมือซ้ายถือจารึกประกาศอิสรภาพ ส่วนภายในเทพีเสรีภาพนั้นมีบันไดวนถึง 162 ขั้น ไม่มีลิฟท์ให้ใช้นะจ๊ะ ซึ่งเทพีเสรีภาพนี้เป็นของขวัญที่ฝรั่งเศสมอบให้แก่อเมริกันชนที่แสวงหาเสรีภาพ ย้อนไปเมื่อ ค.ศ.1865 ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส เหล่านักวิชาการหัวสมัยใหม่และคนหนุ่มไฟแรงได้สนทนากันเรื่องของการเมืองการปกครองที่ประชาชนขาดไปซึ่งเสรีภาพและไม่ได้รับความเท่าเทียมจากองค์จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ได้ชื่นชมชาวอเมริกันที่กล้าหาญลุกขึ้นมาสู้กับอังกฤษ และปลดแอกตัวเองเป็นเอกราช เสรีภาพที่อเมริกันได้มานั้น มันจุดประกายความคิดปารีเซียง หรือชาวปารีสนั่นแหละ เขาเหล่านี้คิดจะสร้างงานศิลป์ชิ้นหนึ่งให้เป็นของขวัญในวันอเมริกาเฉลิมฉลองวันชาติครบ 100 ปี ในวันที่ 4 กรกฎาคม ปี 1876 หลังจากโปรเจกต์ของเขาได้เกิดขึ้น พวกเขาก็เริ่มรณรงค์หาเงินบริจาคจากประชาชนชาวฝรั่งเศส แล้วให้ประติมากร นามว่า เฟรเดริก ออกุสต์บาร์โธลดี มาออกแบบจากมติที่ต้องการจะมอบของขวัญเป็นรูปปั้นขนาดมหึมา โดยลักษณะเป็นสตรีในชุดของชาวโรมัน สวมมงกุฎแหลม 7 แฉก ที่มีความหมายว่า 7...

ฮาร์วาร์ดค้นพบ “ยีนส์ควบคุมการงอกใหม่” ของร่างกาย คล้าย Wolverine ใน X-Men

สิ่งมีชีวิตบางชนิดมีความสามารถในการสร้างส่วนต่าง ๆ ของร่างกายขึ้นมาใหม่ เช่น ซาลาแมนเดอร์ ที่สามารถงอกขาออกมาได้ถ้าถูกตัดทิ้ง ในขณะเดียวกันสัตว์บางชนิดก็มีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองที่เหนือกว่า เช่น แมงกระพรุน ที่สามารถงอกใหม่ได้ทั้งร่างกายถ้าถูกหั่นครึ่ง นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ทำการศึกษาสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เพื่อพยายามค้นหาสวิตช์ดีเอ็นเอที่ควบคุมยีนส์เพื่อให้ร่างกายทั้งร่างเกิดการงอกใหม่ และการศึกษาก็นี้เจาะลึกเข้าไปในร่างกายของหนอนเสือดำสามแถบ (three-banded panther worms) และพวกเขาพบว่ามีดีเอ็นเอส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เข้ารหัส หรือ ดีเอ็นเอขยะ ควบคุมการเปิดใช้งาน "ยีนควบคุมหลัก" ที่เรียกกันว่า early growth response (EGR)   "เราสามารถลดกิจกรรมของยีนตัวนี้และเราพบว่าถ้ามันไม่มี EGR จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น สัตว์ไม่สามารถซ่อมแซมร่างกายได้" ดร. Mansi Srivastava ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชาชีววิทยาสิ่งมีชีวิตและวิวัฒนาการแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าว สำหรับคำถามที่ว่าสิ่งนี้จะช่วยให้มนุษย์อย่างเรารักษาแผลและงอกแขนขาใหม่เหมือนกับ Deapool หรือ Wolverine ได้ไหม อย่างแรก มนุษย์มี EGR เช่นกัน แต่ไม่มีที่ไหนในร่างกายที่อยู่ในระดับที่จำเป็นต้องกระตุ้นให้ดีเอ็นเอนของเราเข้าสู่ขั้นตอนการงอกใหม่ และปัญหาคือยีนควบคุมหลักนี้มีความแตกต่างกันระหว่างในคนกับสัตว์ นักวิทยาศาสตร์จึงกำลังมองหาวิธีปรับแต่งดีเอ็นเอเพื่อทำให้มนุษย์มีความสามารถแบบนั้นบ้าง "ถ้ามนุษย์สามารถเปิด EGR ได้ และไม่ใช่แค่เปิดมัน แต่เปิดเมื่อเซลล์ของเราเสียหาย ทำไมเราถึงจะงอกใหม่ไม่ได้ มันเป็นคำถามที่ธรรมดามาก...

SF6 ก๊าซที่ใกล้เคียงของเหลวมากที่สุด แบกวัตถุให้ลอยได้ แถมเทใส่แก้วได้ราวกับน้ำ

ก๊าซซัลเฟอร์ เฮกซาฟลูออไรด์ (Sulfur Hexafluoride) หรือจะเรียกง่าย ๆ ว่าก๊าส SF6 ก็ได้ โดยมันเป็นก๊าซที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ จากการประกอบ ธาตุฟลูออรีน จำนวน 6 อะตอม เข้ากับแกนกลางที่เป็น ธาตุกำมะถัน จำนวน 1 อะตอม ความหนาแน่นของก๊าซ SF6 จะอยู่ที่ประมาณ 6.12 กรัมต่อลิตรในระดับน้ำทะเล ซึ่งจัดเป็นตัวเลขที่สูงกว่าความหนาแน่นของอากาศมาก (ความหนาแน่นของอากาศ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 1.225 กรัมต่อลิตร) ด้วยน้ำหนักที่ หนักกว่าอากาศถึง 5 เท่า ทำให้มันมีคุณสมบัติคล้ายกับของเหลวไม่มีผิด เนื่องจากมันหนักเกินกว่าจะสามารถลอยหนีออกจากภาชนะที่บรรจุอยู่ได้ ทำให้เราสามารถเติมก๊าซ SF6 ลงใน แก้วน้ำ ถ้วยชาม หรือตู้ปลาที่ไม่ได้ปิดฝาราวกับมันเป็นน้ำธรรมดา ๆ ได้เลยทีเดียว และด้วยความหนาแน่น 6.12 กรัมต่อลิตรในระดับน้ำทะเล ทำให้ก๊าซ SF6 สามารถพยุงวัตถุที่มีขนาดเบากว่ามันให้ลอยอยู่ได้ราวกับลอยอยู่บนน้ำ ดังนั้นหากวัตถุดังกล่าวมีน้ำหนักเบาพอที่จะไม่จมน้ำเหมือนกระดาษหรือลูกโป่งแล้วล่ะก็...

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...