Saturday, May 25, 2019

แนะนำ

แก๊งแฮกเกอร์ยุโรป ถูกรวบ หลังปล่อยมัลแวร์ 3 ปี ฉกเงินเหยื่อไปได้ 3,000 ล้านบาท

สำนักงานกฏหมายของสหรัฐฯและองค์การยุโรป ได้ร่วมกันแถลงถึงความสำเร็จ ในการจับกุมขบวนการแฮกเกอร์จากยุโรปตะวันออก ที่ปล่อยมัลแวร์ในคอมพิวเตอร์ของเหยื่อกว่า 41,000 รายทั่วโลก และขโมยเงินไปได้ราว 3,200 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2019 ที่ผ่านมา อัยการ ระบุว่า ทางการตัดสินให้ขบวนการแฮกเกอร์นี้ มีความผิดทางอาญา ฐานลักลอบติดตั้งมัลแวร์ GozNym ซึ่งใช้ขโมยข้อมูลออนไลน์เพื่อเข้าถึงบัญชีธนาคารของผู้โชคร้าย และโอนเงินออกจากบัญชีของเหยื่อโดยที่เจ้าของบัญชีไม่รู้ตัว ซึ่งการกระทำนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้ เป็นการทำภารกิจอย่างยาวนานกว่า...

นักวิจัยรัสเซีย จำใจต้องทิ้งฐานทดลองที่ขั้วโลกเหนือ เพื่อหนีเอาชีวิตจากน้ำแข็งละลาย

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2019 นักวิจัยจากสถาบัน Roshydromet ของรัสเซีย ที่มีฐานวิจัยตั้งอยู่ในแถบอาร์กติก หรือ ขั้วโลกเหนือ ต้องทำการอพยพคนออกจากสถานีวิจัยโดยด่วน เนื่องจากพบว่า พื้นผิวน้ำแข็งในบริเวณนั้นเริ่มแตกออกจากกัน ซึ่งการอพยพในครั้งนี้ต้องใช้เวลารวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้ ทีมนักวิจัยดังกล่าวได้ตั้งสถานีวิจัย ณ บริเวณนั้นเป็นเวลาร่วม 1 เดือน เพื่อทำการศึกษาค่ามลพิษที่เพิ่มสูงขึ้นในขั้วโลกเหนือ แต่โชคยังดีที่ได้แบ่งหน้าที่กันคอยสังเกตร่องรอยการแตกของพื้นน้ำแข็ง โดยการแจ้งเตือนเกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะอพยพเพียง...

นาซ่าหัวร้อน หลังแจ้งเตือนเรื่อง “ดาวตกพุ่งชนโลก” ไปกี่ครั้ง คนก็มองเป็นเรื่องตลก

เห็นดาวตก (meteor) พุ่งชนโลกเป็นเรื่องเล่น ๆ กันเหรอ !? จิม ไบรเดนสไตน์ (Jim Bridenstine) ผู้บริหารองค์การนาซ่า ได้ออกมาพูดถึงประเด็นที่ชาวโลก ต่างตอบสนองต่อภัยคุกคามในเหตุการณ์ “ดาวตกพุ่งชกโลก” เหมือนเป็นเพียงแค่เรื่องตลกและเรื่องล้อเล่น โดยกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลกเลยสักนิด ! ภัยคุกคามจากดาวตกที่กำลังจะพุ่งชนโลกมันยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด โดยเขาได้พูดถึงเรื่องนี้ ในวันงานประชุม International Academy of Astronautics 'Planetary Defense...

ล่าสุด

เผยชีวิตสุดแปลกของ “เพิร์ลฟิช” ปลาที่อาศัยอยู่ใน “รูก้น” ของปลิงทะเล

เพิร์ลฟิช (Pearlfish) หรือ ปลาเพิร์ล ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1977 ที่ทะเลแถบออสเตรเลีย ภายหลังพบว่าพวกมันอาศัยอยู่ในทะเลทั่วโลก เป็นปลาที่มีลักษณะเหมือนแท่งดินสอ เรียวยาว ไม่มีการระบุขนาดของมันอย่างชัดเจน แต่คาดว่ามันสามารถยาวได้ถึง 30 ซม. เลยทีเดียว ด้วยความที่มันเป็นปลาที่บอบบาง และเกือบจะอยู่ในชั้นล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร ทำให้มันต้องหาที่หลบภัยจากนักล่า ซึ่งที่หลบภัยที่ดีที่สุดเท่าที่พวกมันจะหาได้ก็คือ "รูก้น" ของ ปลิงทะเล (Sea Cucumber) สาเหตุก็เพราะ ปลิงทะเล (มีความยาวประมาณ 30–40 ซม.) เป็นสัตว์ที่ไม่ค่อยมีศัตรูเข้ามายุ่มย่ามมากเท่าไหร่นัก เพราะมันจะทำการปล่อยพิษที่มีชื่อว่า โฮโลทูลิน ออกมาทางผิวหนังเพื่อป้องกันตัว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีผู้พบซากปลาเพิร์ลกว่า 15 ตัว อัดกันอยู่ภายในรูก้นของปลิงทะเลเพียงตัวเดียว แต่การที่จะเข้าไปอยู่ในรูก้นก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ปลาเพิร์ลต้องกะจังหว่ะให้ดี เพราะถ้าเข้าไปผิดจังหว่ะอาจถูกเขี้ยวเล็ก ๆ ที่อยู่รอบรูก้นเล่นงานได้ ซึ่งบางครั้งพวกมันก็เอาหัวเข้าก่อนบ้าง เอาหางเข้าก่อนบ้าง ขึ้นอยู่ว่าจะสะดวกแบบไหน โดยตอนเช้าปลาก็จะออกไปหาอาหาร พอใกล้มืดก็จะเข้าที่พัก บางครั้งก็หาอาหารมาเผื่อปลาตัวอื่น ๆ ที่ไม่ยอมออกไปหาอาหารเองด้วย Fact - ปลิงทะเล...

ว่าที่จักรพรรดิญี่ปุ่น เตรียมเลิกเหมารถไฟ ห่วงฟุ่มเฟือย ทรงตรัส “นั่งกับประชาชนได้”

เจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมาร ว่าที่จักรพรรดิคนต่อไปของประเทศญี่ปุ่น ที่จะขึ้นครองราชสมบัติต่อจาก พระบาทสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พระบิดา ในปีหน้า ทรงดำรัสว่า ต้องการให้ยกเลิกการเหมาขบวนรถไฟความเร็วสูงทั้งขบวน รวมถึงการเดินทางในรูปแบบต่าง ๆ เพราะทรงนั่งไปพร้อมกับประชาชนทั่วไปได้ โดยที่ผ่านมา เป็นธรรมเนียมปกติที่จะมีการเหมาขบวนรถไฟและเครื่องบินพระที่นั่ง ในการเสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชกรณียกิจตามสถานที่ต่าง ๆ แต่พระประสงค์ล่าสุดของเจ้าชายเกิดขึ้นจากทรงกังวลพระทัยเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของราชสำนัก ที่มาจากภาษีของประชาชน "ไม่ต้องเหมาชินคังเซ็นทั้งตู้ หรือเหมาทุกที่นั่งบนเครื่องบิน พระองค์สามารถร่วมเดินทางไปกับประชาชนทั่วไปได้" ก่อนหน้านี้ นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศว่า มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะจะกลายเป็นพระจักรพรรดิในวันที่ 1 พ.ค. 2019 หลังจากที่จักรพรรดิอากิฮิโตะสละราชสมบัติในวันที่ 30 เม.ย. และรับประกันว่าจะทำอย่างดีที่สุดให้ภารกิจสละราชสมบัติและขึ้นครองราชย์ดำเนินไปอย่างราบรื่น ไร้ข้อบกพร่อง จักรพรรดิอากิฮิโตะทรงมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ด้วยพระชนม์ถึง 82 พรรษา และทรงเกรงว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประมุขของประเทศได้ไม่เต็มความสามารถ ทั้งนี้ เจ้าชายนารุฮิโตะ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนสมเด็จพระจักรพรรดิในงานสำคัญ ๆ มาโดยตลอด โดยเฉพาะการเสด็จเยือนต่างประเทศ และการต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างแดน

สตันท์สาว ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 90 ล้าน หลังสูญเสียแขนไปในหนัง Resident Evil

โอลิเวีย แจ็คสัน สตันท์สาว วัย 35 ปี ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินกว่า 90 ล้านบาท หลังเธอได้สูญเสียแขนไปในการถ่ายทำภาพยนตร์ไซไฟ Resident Evil: The Final Chapter เมื่อปี 2015 โดยวันที่เกิดเหตุ เธอต้องเข้าฉากขับรถมอเตอร์ไซค์แทนนักแสดงนำ มิลลา โยโววิช แต่เกิดผิดพลาด รถมอเตอร์ไซค์ได้ล้มทับร่างของเธอทำให้เธอบาดเจ็บสาหัส เธอสลบไปด้วยอาการโคม่านานกว่า 17 วัน ซึ่งเมื่อเธอฟื้นขึ้นมาแพทย์ก็ได้แจ้งข่าวร้ายว่าเธอจำเป็นที่จะต้องตัดแขนซ้ายทิ้งเพื่อรักษาชีวิตซึ่งเธอก็ยินยอม นอกจากจะต้องเสียแขนไปแล้ว เธอยังต้องผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้า และกระดูกสันหลังของเธอยังขดงอผิดรูปแม้จะทำการผ่าตัดและกายภาพบำบัดหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่สามารถกลับมาแข็งแรงดังเดิมได้อีก ซึ่งจากการรับบทสตันท์ในครั้งนั้น เธอได้รับค่าจ้าง 500,000 บาทต่อเดือน แต่ก็ยังโชคดีที่เธอได้รับงานสตันท์อีกครั้ง โดยการเล่นเป็นตัวแทน ชาร์ลิซ เธรอน ในภาพยนตร์เรื่อง Mad Max : Fury Road และเล่นให้กับ คาเรน กิลแรน ในบท เนบิวล่า จากเรื่อง Guardians...

ญี่ปุ่นเตรียมสร้าง ปรากฎการณ์ “ฝนดาวตก” ด้วยฝีมือมนุษย์ เป็นครั้งแรกของโลก

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. บริษัท ALE co. บริษัทสตาร์ตอัพด้านอวกาศของประเทศญี่ปุ่น ได้แถลงถึงโครงการสร้าง "ฝนดาวตกเทียม" ซึ่งตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้วที่จะทำให้เป็นจริง และตอนนี้เหลือเพียงการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศในเดือนมกราคม 2019 เท่านั้น ตามข้อมูล ระบุว่า ดาวเทียมดังกล่าวจะมีขนาดเล็ก กว้างเพียง 60 เซนติเมตร สูง 80 เซนติเมตร และมีน้ำหนักเพียง 65 กิโลกรัม ซึ่งจะถูกยิงขึ้นสู่อวกาศจากศูนย์อวกาศทาเนกาชิมะ ในจังหวัดคะโกชิมะ จำนวน 2 ดวง ในวันที่ 17 มกราคมปีหน้า โดยดาวเทียมทั้ง 2 ดวง จะทำหน้าที่ปล่อยลูกโลหะขนาดเล็กจำนวนหนึ่ง ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งลูกโลหะเหล่านั้นจะตกลงสู่ชั้นบรรยากาศของโลกและถูกเผาไหม้ เพื่อสร้างปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกับ ฝนดาวตกตามธรรมชาติ แต่ที่แตกต่างคือสามารถเลือกสีที่ต้องการได้ด้วย (ตามธาตุที่ถูกยิงลงมา) ซึ่งทางบริษัทคาดว่า ดาวเทียมจะสามารถอยู่บนอวกาศได้ประมาณ 2 ปี เพื่อรองรับงานเทศกาลต่าง ๆ ประมาณ...

เด็ก 16 ดวงโคตรดี จับฉลากได้ร่วมทริป Sex Island ไม่สนแม่โกรธ ได้ฤกษ์เสียซิง

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Flagfrog เคยนำเสนอเรื่องของปาร์ตี้เซ็กส์หลุดโลก Sex Island ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 - 17 ธันวาคม 2018 โดยมีค่าเข้าอยู่ที่ 2 แสนบาท ภายในงานจะมี ดีเจ เหล้า ที่พักสุดหรู เกาะส่วนตัว สาว ๆ 60 คน ซึ่งทุกคนพร้อมที่จะมีเซ็กส์กับคุณ โดยตอนแรกทางผู้จัดงานได้กำหนดจำนวนแขกไว้เพียง 30 คน แต่ด้วยกระแสความร้อนแรงของปาร์ตี้ ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนแขกเป็น 50 คน จึงทำให้เว็บไซต์ขายของออนไลน์เว็บไซต์หนึ่ง เห็นถึงช่องทางการโปรโมทเว็บไซต์ของตนเอง พวกเขาจึงทำการจองตั๋วไว้ 1 ใบ เพื่อนำมาเป็นของรางวัลสุ่มแจกแก่ผู้โชคดีที่ทำการสั่งซื้อสินค้าภายในเว็บไซต์ ซึ่งผู้โชคดีคนนั้นก็คือ "ไบรอัน" เด็กหนุ่มโสดซิง จากเมืองนิวยอร์ก วัย 16 ปี โดยเขายอมรับว่าได้แอบใช้บัตรเครดิตของพ่อไปซื้อของบนเว็บดังกล่าว และแอบหวังลึก ๆ ว่าจะชนะรางวัล จนกระทั่งถูกรางวัลจริง ๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็สร้างความกังวลให้พ่อและแม่ของเขาเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายไม่ว่าครอบครัวจะพูดยังไง...

อึ้งกันทั้งลำ นักบินต้องรีบบินกลับด่วน หลังมีคนพบ “หัวใจมนุษย์” สด ๆ อยู่บนเครื่อง

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2018 ผู้โดยสารบนเครื่องบิน Southwest Airlines ต่างพากันช็อก หลังได้ยินประกาศจากนักบินว่าต้องรีบนำเครื่องบินกลับไปยังสนามบินต้นทาง เนื่องจากมีผู้พบ "หัวใจมนุษย์" อยู่บนเครื่อง ! โดยคาดว่า น่าจะเป็นการลืมและต้องการใช้ในการแพทย์ เครื่องบินโดยสาร "เซาท์เวสต์ แอร์ไลน์ส" เที่ยวบิน 3606 ที่ออกเดินทางจากเมืองซีแอตเทิล เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองดัลลัส ต้องรีบนำเครื่องลงสถานีต้นทางด่วน หลังจากเดินทางไปได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น โดยเบื้องต้นคาดว่า "กล่องบรรจุหัวใจมนุษย์" ที่พบนั้น น่าจะอยู่บนเครื่อง นานกว่า 12 ชั่วโมงแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เครื่องบินลำดังกล่าวได้เดินทางมาจากเมืองซาคราเมนโต ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักบินตัดสินใจอย่างรวดเร็วด้วยการบินกลับทันที เพราะอาจมีผู้ป่วยที่ต้องการใช้หัวใจรออยู่ ซึ่งเมื่อข่าวนี้ได้มีการเผยแพร่ออกไป ก็ทำให้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยแซวว่า "โอ้สายการบินนี้บริการด้วยหัวใจจริง ๆ" เพราะมาจากสโลแกนของสายการบินที่ว่า "We run on Southwest Heart" - "เราบริการด้วยหัวใจขององค์กร" นั่นเอง

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...