Tuesday, June 18, 2019

แนะนำ

The Flash วิ่งได้เร็วที่สุดแค่ไหน ? การคำนวณคณิตฯง่าย ๆ นี้ มีคำตอบให้ทุกคนครับ

The Flash ซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีความเร็วสูงที่สุดในจักรวาล ซึ่งเป็นซุปเปอร์ฮีโร่จากค่าย DC Comics และเขาได้รับพลังความเร็วจากการที่ "เขาถูกฟ้าผ่าใส่ในขณะที่อยู่ในห้องทดลอง ซึ่งมีสารเคมีหกใส่ทั่วร่างกาย" หลังจากนั้นเขาก็ใช้ชื่อ The Flash เพราะจะได้เข้ากับความเร็วของเขาที่มีความเร็วมากกว่า "ความเร็วแสง" ซึ่งมี The Flash หลายคนที่มีพลังความเร็ว และใช่ชื่อนี้ ถ้าตีค่าความความเร็วของ The Flash เป็นค่าทางคณิตศาสตร์จะได้ตัวเลขที่ค่อนข้างน่าเหลือเชื่อ เพราะความเร็วของเขามีมากพอจะ "วิ่งรอบโลกได้ 7...

เฉลี่ยแล้วคนเรากลืนพลาสติกลงท้อง ขนาดเทียบเท่าบัตรเครดิต 1 ใบ ทุก ๆ สัปดาห์

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลหรือ WWF เปิดเผยในรายงานว่า เฉลี่ยแล้วคนเราบริโภคพลาสติกประมาณ 5 กรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นปริมาณที่เทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบ เลยทีเดียว นักวิจัยพบว่าคนเราบริโภคพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตร จำนวน 102,000 ชิ้นต่อปี หรือ 250 กรัมต่อปี และเกือบ 90% มาจากน้ำจากขวดน้ำและก๊อกน้ำ รวมไปถึงอาหารที่มีพลาสติกสูงที่สุดอย่าง หอย เบียร์...

“จัสติน บีเบอร์” ประกาศผ่านทวิต ขอท้าต่อย “ทอม ครูซ” บนสังเวียน UFC

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2019 หรือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จู่ ๆ ก็เกิดเรื่องสุดงุนงงขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อ จัสติน บีเบอร์ ได้โพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์บัญชีส่วนตัวของตัวเองว่า "ผมอยากท้าสู้กับ ทอม ครูซ ในเวทีกรงจัง ทอม ถ้านายไม่กล้ารับคำท้านี้แปลว่านายกลัวและไม่กล้า นายจะไม่มีวันลืมเรื่องนั้นไปได้ ใครอยากจัดไฟท์นี้บ้าง ? สนไหม @danawhite" (@danawhite ดาน่า...

ล่าสุด

นาซ่าพบ “อุกกาบาต” ระเบิดเหนือน่านฟ้ารัสเซีย อานุภาพแรงกว่าปรมาณู 10 เท่า

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2019 ศูนย์วิจัยขับเคลื่อนแรงดัน (JPL) ที่ทำงานขึ้นตรงกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซ่า (NASA) ได้เผยถึงเรื่องน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับ "อุกกาบาตลูกใหญ่" ที่ตกลงสู่ชั้นบรรยากาศโลก ในช่วงเดือน ธันวาคม 2018 โดยพวกเขาตรวจพบการระเบิดอย่างรุนแรงในชั้นบรรยากาศเหนือประเทศรัสเซีย     จากข้อมูล ระบุว่า อุกกาบาตลูกนี้พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็ว 32 กิโลเมตร/วินาที ก่อนจะระเบิดในชั้นบรรยากาศเหนือทะเลแบริงของรัสเซีย และปลดปล่อยพลังงานออกมาถึง 173 กิโลตัน ซึ่งมากกว่าแรงระเบิดปรมาณู "LittleBoy" ที่อเมริกาใช้โจมตีฮิโรชิมาของประเทศญี่ปุ่นถึง 10 เท่า เพราะลิตเติลบอยปล่อยพลังออกมาราว 15 กิโลตันเท่านั้น โดยหน่วยงานที่พบเห็นการระเบิดของอุกกาบาตลูกนี้หน่วยงานแรกคือ ดาวเทียมฮิมาวาริของญี่ปุ่น เมื่อตรวจพบพวกเขาจึงแจ้งเรื่องต่อองค์การนาซ่าทันที "อุกกาบาตลูกใหญ่ขนาดนี้จะมาเพียง 2-3 ลูกในทุก 100 ปี เท่านั้น" - ดร. ลินด์เลย์ จอห์นสัน เจ้าหน้าที่แผกปกป้องโลกของนาซ่า กล่าว     แต่นี่ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่เคยมีอุกกาบาตตกมาเหนือน่านฟ้าของประเทศรัสเซีย เพราะก่อนหน้านี้เมื่อปี 2013 ได้มีอุกกาบาตลูกใหญ่ตกมายังเมือง...

Mia Khalifa ประกาศหมั้นแฟนหนุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มีอา คาลิฟา (Mia Khalifa) ที่แม้ว่าตอนนี้เธอจะลาขาดจากวงการหนังผู้ใหญ่แล้ว แต่ความนิยมและฐานแฟนคลับของเธอก็ไม่ได้ลดลงเลย เพราะหลังจากที่เธอหันมาทำอาชีพ Youtuber จำนวนผู้ติดตามทั้งใน ยูทูปและอินสตาแกรมก็มีแต่เพิ่มขึ้นจนตอนนี้เธอมีผู้ติดตามรวมแล้วมากกว่า 15 ล้านคน !!!     ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2019 เธอก็ได้ประกาศข่าวสำคัญที่ทำให้แฟนบอยทุกคนต้องอกหักกันเป็นแถบ เมื่อเธอได้โพสท์ภาพแหวนหมั้นพร้อมด้วยภาพแฟนหนุ่มที่คบกันมานานกว่า 2 ปี โดยเขาคนนี้มีชื่อว่า Robert Sandberg เชฟหนุ่มชาวสวีเดนมากความสามารถที่ได้เข้าทำงานในร้านมิชลินสตาร์ ณ โคเปนเฮเกน ซึ่งทั้งคู่ก็ได้พบรักกันที่ร้านแห่งนั้น โดยเขาก็รู้ว่า มีอา เป็นคนดังและเคยแต่งงานมาก่อน และเมื่อไม่กี่วันก่อนเขาก็พึ่งได้รับ Visa ที่ทำให้เขาสามารถอยู่ชิคาโกได้แบบยาว ๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ช่วยยืนยันได้ว่า "ไม่ว่าคนรักของคุณจะเคยผ่านอะไรมาแต่นั่นก็ไม่สามารถเทียบเท่าตัวตนที่แท้จริงและความสุขที่ได้รับในปัจจุบัน" เนื้อคู่อะเนาะ     แต่ก่อนหน้านี้ก็ได้มีประเด็นดราม่าเบา ๆ เกี่ยวกับรูปร่างของเธอ เพราะมีคนออกมาตั้งกระทู้ว่า - "ตั้งแต่เธอคบหนุ่มคนนี้ก็ดูเธอกลายเป็นคนไม่ดูแลตัวเอง ดูสิตอนนี้เธออ้วนขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก (มีแฟนเป็นเชฟ)" (ซึ่งก็ค่อนข้างจริงเพราะเธอก็ชิมอาหารทุกอย่างที่แฟนทำ) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เธอออกมาโพสท์รูปหุ่นสุดเพรียวของตัวเองรัว ๆ และยังเขียนแคปชั่นว่า "เราต้องอยู่ในความพอดี กินให้ดี...

งานวิจัยเผย มลพิษในอากาศส่งผลให้เรา “ฉลาดน้อยลง” อย่างมีนัยสำคัญ

งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ทำขึ้นในประเทศจีน (ศูนย์กลางปัญหามลพิษทางอากาศของโลก) โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยเยล พวกเขาได้ทำการประเมินทักษะด้านคณิตศาสตร์และทักษะด้านการพูดของอาสาสมัคร จำนวน 20,000 คน เป็นระยะเวลา 4 ปี จนพบข้อเท็จจริงสำคัญที่บ่งชี้ว่ามลพิษในอากาศสามารถสร้างความเสียหายต่อประสิทธิภาพด้านการคิดและสติปัญญาของมนุษย์และสัตว์ได้อย่างรุนแรง     จากผลการศึกษาพบว่าอนุภาคระดับ "นาโน" ในอากาศที่นักวิจัยตรวจพบ เกิดขึ้นจากบรรดาควันรถยนต์บนท้องถนนเป็นส่วนใหญ่ เช่น PM 2.5 (เล็กกว่าเส้นผม 30 เท่า), คาร์บอนมอนอกไซด์, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์, ไนโตรเจนไดออกไซด์ รวมทั้งยังพบว่ามีโลหะหนักปนอยู่ด้วย โดยผู้ที่ได้สูดดมฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้เข้าไป นอกจากจะซึมผ่นรเข้าสู่กระแสเลือดได้แล้ว ยังเดินทางโดยตรงเข้าสู่สมองได้อีกด้วย โดยจะทำให้เกิดกระบวนการอักเสบในสมอง มีการหลั่งสารอักเสบชนิดต่าง ๆ ทำให้เซลล์สมองได้รับบาดเจ็บ เกิดการก่อตัวของก้อนโปรตีนที่ผิดปกติในสมอง (ลักษณะคล้ายกับคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์หรือโรคพาร์กินสัน) รวมทั้งยังทำให้สมองส่วนเนื้อขาว (เรียนรู้ สื่อสาร ถ่ายทอด) มีการฝ่อเหี่ยวมากกว่าคนปกติอีกด้วย แต่อาการเหล่านี้จะไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลันด้วยเหตุนี้จึงทำให้มันน่ากลัว   เด็ก รู้หรือไม่ว่า ? เด็กที่อยู่ในครรภ์ของมารดาจะได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ใหญ่มากกว่าหลายเท่าตัว เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กจะเข้าไปทำลายเซลล์สมองของทารกแม้ว่าจะอยู่ในครรภ์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางสติปัญญา ทำให้เมื่อเด็กเกิดมา อาจมีปัญหาเรื่องระดับการเรียนรู้ และการพัฒนาอวัยวะภายในร่างกาย เพราะการพัฒนาสมองในช่วง 1,000 วันแรกของทารก...

จีนสร้าง “ซูเปอร์หนู” ที่สามารถมองเห็นแสงอินฟราเรดได้ ด้วยการฉีดอนุภาคนาโน

  มีเวลาน้อยอยากอ่านสั้น ๆ ฉีดเข็มเดียวมองเห็นในที่มืดได้นานกว่า 10 สัปดาห์ ทำการทดลองเพราะต้องการหาทางรักษาผู้ป่วยที่มีอาการตาบอดสี   การที่มนุษย์จะสามารถมองเห็นแสงอินฟราเรดได้ เราจำเป็นจะต้องพึ่งพาอุปกรณ์อย่าง แว่นตามองกลางคืน (Night Vision) แต่เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2019 มีรายงานว่านักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างหนูที่มองเห็นแสงอินฟราเรดได้สำเร็จ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการฉีดอนุภาคนาโนที่ทำให้สัตว์มองเห็นแสงอินฟราเรดได้นานถึง 10 สัปดาห์ จากการปฏิบัติการเพียงครั้งเดียว ซึ่งการทดลองนี้ทำให้หนูสามารถแสงอินฟราเรดได้อย่างแม่นยำเพียงพอที่ทำให้พวกมันสามารถแยกความแตกต่างระหว่างรูปร่างต่าง ๆ ได้ ในขณะที่ยังสามารถมองเห็นสเปกตรัมที่มองเห็นได้ตามปกติอีกด้วย     ทีมที่ทำการทดลองนี้เป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่นำโดย Xue และ Jin Bao จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน และ Gang Han จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ เป้าหมายของพวกเขาคือการพัฒนา เทคโนโลยีนาโนที่ทำงานกับโครงสร้างของดวงตาได้อย่างสอดคล้องกัน "เมื่อแสงเข้าไปที่ตาและกระทบกับเรตินา เซลล์รูปแท่ง และเซลล์รูปกรวย หรือเซลล์รับแสง มันจะรับโฟตอนจากความยาวคลื่นแสงที่สามารถมองเห็นได้ และส่งสัญญาณไฟฟ้าที่ตรงกันไปยังสมอง แต่เนื่องจากความยาวของคลื่นอินฟราเรดยาวเกินกว่าที่เซลล์รับแสงจะรับได้ เราจึงไม่สามารถมองเห็นมันได้" Han อธิบายว่าทำไมมนุษย์เราจึงไม่สามารถมองเห็นแสงอินฟราเรดได้     เพื่อให้ตัวรับแสงสามารถเอาชนะข้อจำกัดของมันได้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จึงสร้างอนุภาคนาโนที่มีตัวรับและและตัวแปลงแสงอินฟราเรดให้เป็นสัญญาณแสงที่มองเห็นได้ เมื่อแสงอินฟราเรดกระทบกับตาและถูกอนุภาคนาโนแปลงให้เป็นความยาวคลื่นที่สั้นกว่า สมองก็จะตีความภาพจากแสงอินฟราเรดได้เหมือนแสงที่ตาปกติมองเห็นได้ "ในการทดลองของเรา อนุภาคนาโนรับแสงอินฟราเรดความยาวคลื่นประมาณ 980...

หนุ่มฮินดูเผลอกินวัวเพราะห้างติดป้ายผิด ขอค่าชดใช้ตั๋วกลับอินเดียเพื่อไป “ล้างบาป”

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2019 เว็บไซต์สำนักข่าว stuff ได้รายงานเรื่องราวการปกป้องความเชื่อทางศาสนาของนาย จาสวินเดอ พอล หนุ่มสัญชาติอินเดียผู้นับถือศาสนาฮินดู ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ประเทศนิวซีแลนด์ โดยเขาได้เผลอซื้อเนื้อวัวจากห้างสรรพสินค้าชื่อว่า countdown เพื่อนำกลับไปประกอบอาหาร แต่ทางห้างกลับติดป้ายสินค้าผิด จึงทำให้เขาเข้าใจผิดว่ามันคือเนื้อแพะ แต่กว่าจะรู้ตัวก็ได้รับประทานเข้าไปเสียแล้ว     **ต้องขอบอกก่อนว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2018 แต่พึ่งได้รับรายงานจากต่างประเทศ** ตามหลักศาสนาฮินดูมีข้อห้ามอย่างชัดเจนว่า ห้ามรับประทานเนื้อวัวซึ่งรวมถึงห้ามฆ่าวัวด้วย เนื่องจากวัวเป็นพาหนะของพระศิวะจึงถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ หากใครละเมิดความเชื่อนี้จะถือว่าได้กระทำบาปที่รุนแรงมาก (รองลงมาจากการฆ่าพราหมณ์ที่ถือว่าเป็นการทำบาปสูงสุด) ทำให้ชาวฮินดูในอินเดียกว่า 70% เลือกเป็นมังสวิรัติเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้นาย จาสวินเดอ พอล จึงตัดสินใจเรียกร้องค่าเสียหายจากทางห้างเป็นตั๋วเครื่องบินเดินทางไปกลับอินเดีย เพื่อที่ตัวเขาจะได้เข้ารับประกอบพิธีล้างบาปตามความเชื่อของตัวเอง "ตามศาสนาของผม ผมต้องกลับไปอินเดียเพื่อทำพิธีศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นเวลา 4 ถึง 6 สัปดาห์ มันเป็นพิธีกรรมที่สำคัญและใช้เวลานานมาก แต่มันจำเป็นเพราะหากผมไม่ทำ ผมก็ไม่มีสิทธิ์จะนับถือศาสนานี้ต่อไปได้" จาสวินเดอ พอล กล่าว     ซึ่งทางห้างสรรพสินค้าก็ได้ออกมาให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า - "ทางห้างรับรู้ถึงปัญหาและยอมรับว่าได้มีการติดฉลากของสินค้าผิดพลาด ซึ่งสร้างความสับสนให้แก่ลูกค้าอย่างชัดเจน พวกเราต้องขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น และพวกเราขอแสดงความเคารพและนับถือในทุกความเชื่อของคุณ และขอยืนยันว่าเราไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงใด ๆ เกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนี้ทั้งสิ้น"...

อุทยานแก้ปัญหากวางล้น ด้วยการส่งหมาป่ากระโดดร่มลงพื้นที่ ให้จัดการตามวิถีธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2019 ทีมงานชาวแคนาดาได้ปฏิบัติภารกิจส่งหมาป่าจำนวน 4 ตัว กระโดดร่มลงยังพื้นที่อุทยานแห่งชาติเกาะไอร์รอยัล ณ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เพื่อฟื้นฟูห่วงโซ่อาหารเนื่องจากการมีจำนวนกวางมูสมากเกินไป ทำให้พวกมันบุกรุกพื้นที่ของสัตว์อื่น ๆ จนทำให้อาหารและพืชพรรณส่วนมากถูกทำลายจนเสียระบบนิเวศ     วิธีการขนส่ง - หลังจากที่ทำการคัดเลือกและจับหมาป่าที่ต้องการได้สำเร็จ ทางทีมงานได้ทำการตรวจสุขภาพและติดตั้งปลอกคอ GPS จากนั้นจึงทำการส่งพวกมันโดยใช้วิธี Airdrop เนื่องจากไม่ต้องการให้สัตว์ป่าแตกตื่นและเป็นวิธีการขนส่งที่รวดเร็วที่สุด โดยภารกิจหลักของพวกมันไม่ได้มีเพียงการ "ออกล่า" เท่านั้น แต่ยังต้องทำการผสมพันธุ์เพื่อขยายเผ่าพันธุ์หมาป่าภายในอุทยานแห่งนี้อีกด้วย เนื่องจากการสำรวจล่าสุดเมื่อปี 2018 พบว่า จำนวนหมาป่าที่ยังมีชีวิตอยู่ในอุทยานเหลือเพียง 4 ตัว จากทั้งหมด 24 ตัว เมื่อเทียบกับ 60 ปีที่แล้ว ซึ่งแตกต่างกับจำนวนกวางมูสที่เพิ่มขึ้นจาก 975 ตัว เมื่อปี 2013 กลายเป็น 1,500 ตัว ในปี 2018 ด้วยตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุให้อุทยานตัดสินใจใช้วิธีธรรมชาติ เนื่องจากอุทยานเป็นพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าสงวนจึงไม่เหมาะสมหากจะปล่อยให้มีการล่าสัตว์เกิดขึ้นในพื้นที่     โดยหมาป่าทั้ง 4...

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...