Monday, August 26, 2019

แนะนำ

จีนมีแผน “โอนถ่ายความทรงจำ” จากสัตว์เลี้ยงตัวเก่าที่ตายไป ให้ตัวใหม่ที่โคลนขึ้นมา

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2019 เว็บไซต์ futurism ได้รายงานถึงความสำเร็จของบริษัทสัญชาติจีน Sinogene Biotechnology ในการโคลนนิ่ง "แมว" สำเร็จเป็นตัวแรกของประเทศ และดูเหมือนว่าบริษัทจะไม่หยุดพัฒนาแค่นั้น เพราะหลังจากเปิดตัวน้องแมวชื่อ "Garlic - กระเทียม" เสร็จเรียบร้อย บริษัทก็ประกาศต่อทันทีว่า แผนต่อไปคือ "การโอนถ่ายความทรงจำ จากสัตว์ตัวต้นแบบสู่สัตว์ที่ถูกโคลนนิ่งให้ได้ในอนาคต" "แม้ว่าสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนั้น จะมีรูปร่างหน้าตาและข้อมูลพันธุกรรมเหมือนกับสัตว์ตัวต้นแบบทุกประการ แต่ทั้ง บุคลิก...

โป๊ปฟรานซิส เตรียมเสด็จเยือนไทย เนื่องในโอกาสคริสตจักรครบรอบ 350 ปี พ.ย. นี้

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2019 สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้รายงานข่าว ซึ่งอ้างอิงจากแหล่งข่าววงในของวาติกันว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (Pope Francis) ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก มีกำหนดการเสด็จเยือนประเทศไทยและญี่ปุ่น ในช่วยปลายเดือนพฤศจิกายน เนื่องในโอกาสคริสตจักรโรมันคาทอลิกประเทศไทยครบรอบ 350 ปี ตามรายงานระบุว่า ทางวาติกันกำลังเตรียมประกาศกำหนดการเดินทางอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และหากข่าวลือเป็นจริง โป๊ปฟรานซิส จะทรงเป็นประมุขแห่งวาติกันพระองค์ที่ 2 ที่เสด็จเยือนประเทศไทย ซึ่งการเสด็จเยือนครั้งแรกคือปี ค.ศ. 1984...

Jenni Lee อดีตดาราหนังโป๊ชื่อดัง ตอนนี้กลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องใช้ชีวิตในอุโมงค์ใต้เมือง

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2019 แชแนลยูทูปช่อง SadHistoryX ได้หยิบยกชีวิตจริงของ Jenni Lee อดีตดาราหนังโป๊ชื่อดังวัย 39 ปี มานำเสนอ โดยเธอเข้าสู่วงการเมื่อปี 2003 ก่อนจะออกจากวงการไปในปี 2009 มีผลงานมากกว่า 100 วีดีโอ และยังเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล AVN Award สาขา Best...

ล่าสุด

แม้จะเปลี่ยนค่าย แต่ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะ Deadpool ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

Kevin Feige (เควิน ไฟกี) ประธานใหญ่ของค่าย Marvel ได้ออกมาพูดถึงตัวละคร Deadpool ที่ถูกสร้างเป็นหนังโดยสตูดิโอของ Fox ถึง 2 ภาคด้วยกันว่า "ตัวละคร Deadpool จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เพราะว่ามันดีอยู่แล้ว" สำหรับใครที่กำลัง งงว่า Disney จะไปเปลี่ยนแปลง Deadpool ได้ยังไง เพราะตอนนี้ดิสนีย์ได้ซื้อ Fox ไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้ Disney มีสิทธิ์หลายอย่างในการควบคุมภาพยนตร์ของ Fox ทั้ง Avatar, Alien, The Simpsons และ X-Men ซึ่งแน่นอนว่า ตัวละคร Deadpool ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งมาวันนี้แฟน ๆ Deadpool คงไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว เพราะว่า Kevin Feige ประธานของ...

คำตอบของปริศนา “หินเดินได้” ณ หุบเขาเดธ วัลเลย์

ปรากฏการณ์ “หินเดินได้” ณ หุบเขาเดธ วัลเลย์ (Death Valley) จัดเป็นอีกหนึ่งเรื่องลึกลับที่ผู้คนต่างเฝ้าหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์กันเป็นเวลาเนิ่นนาน การเคลื่อนที่ของหินในบริเวณหุบเขาดังกล่าวทำให้ผู้คนมากมายต่างพากันสงสัยและเร่งเร้าที่จะได้คำตอบเกี่ยวกับทฤษฏีที่ทำให้หินสามารถเคลื่อนที่ได้ และล่าสุดปริศนา “หินเดินได้” ก็ได้ถูกเฉลยออกมาผ่านทางขั้นตอนของวิทยาศาสตร์เป็นที่เรียบร้อย โขดหินขนาดใหญ่หลายก้อนในบริเวณหุบเขาเดธ วัลเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สามารถเคลื่อนที่ได้เองโดยไร้ซึ่งสาเหตุ หินบางก้อนมีน้ำหนักถึงหลายร้อยกิโลกรัมและพวกมันแอบเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ ทีละนิด ๆ จนผู้คนไม่สามารถสังเกตได้ว่ามันแอบเคลื่อนที่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีหินแต่ละก้อนก็ได้ทิ้งร่องรอยการเคลื่อนที่ให้เราเห็นเป็นแนวยาวอย่างชัดเจน พื้นดินในบริเวณแถบนั้นมีร่องรอยของการลากหินเป็นแนวยาว แต่น่าแปลกใจที่ไม่มีร่องรอยของรถบรรทุกหรืออุปกรณ์ใด ๆ ที่จะใช้เคลื่อนหินน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมไปข้างหน้าได้เลยนักวิทยาศาสตร์ได้พยายามหาคำตอบกันมาเป็นเวลานาน และสุดท้ายปริศนาหินเดินได้ก็ได้ถูกเปิดเผยโดยทฤษฏีของ นายราล์ฟ โลเรนซ์ ซึ่งเขาระบุว่า อุณหภูมิอันเยือกเย็นในช่วงฤดูหนาวจะทำให้เกิดการก่อตัวของแผ่นน้ำแข็งที่บริเวณรอบก้อนหินในเดธ วัลเลย์ และเมื่อน้ำแข็งที่ก่อตัวรอบก้อนหินเริ่มละลาย หินแต่ละก้อนจะถูกล้อมรอบไปด้วยพื้นผิวที่ลื่นจากการชุ่มน้ำ ความลื่นดังกล่าวบวกด้วยแรงลมที่รุนแรงในหุบเขาเดธ วอลเลย์ ซึ่งเป็นแรงกระทำมากพอที่จะทำให้หินหลาย ๆ ก้อน สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ จึงไม่น่าแปลกใจหากก้อนหินที่มีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม จะสามารถเคลื่อนที่ไหลไปตามพื้นพื้นผิวที่ลื่นและเรียบตามสภาพผิวของหุบเขาแห่งนี้ Fact – หุบเขาเดธ วอลเลย์จัดเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ร้อนที่สุดในโลก โดยมีอุณภูมิพื้นดินสูงกว่าอุณภูมิในอากาศเสียอีก บริเวณใกล้ใจกลางของหุบเขา ที่เรียกว่า "Furnace Creek" เคยมีอุณภูมิที่ของพื้นดินสูงถึง...

RDJ เป็นนักแสดงเพียงคนเดียว ที่มีสิทธิได้อ่านบทของ Endgame ทั้งหมด !

พี่น้องรุสโซ ผู้กำกับ Avengers: Endgame ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับ Vice ว่า ความจริงแล้วมีนักแสดงเพียงคนเดียวที่มีสิทธิได้อ่านบททั้งหมดของหนังเรื่องนี้ นั่นคือ Robert Downey Jr. (โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์) หรือนักแสดงผู้บุกเบิกที่รับบทเป็น Iron Man ของเรานั่นเอง (แต่ก็ไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไม) แต่อาจเป็นไปได้ว่า ในหนังการรวมจักรวาลครั้งนี้ Robert Downey Jr. อาจได้สวมชุด Iron Man เป็นครั้งสุดท้าย และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาได้รับสิทธิ์ในการอ่านบทของหนัง Avengers: Endgame ทั้งหมดก็เป็นได้ ซึ่งแตกต่างกับนักแสดง Spider-Man อย่าง Tom Holland เป็นอย่างมาก ที่พี่น้องรุสโซ่ไม่ยอมให้เขาอ่านบน หรือแม้กระทั่งบอกว่าตัวร้ายในเรื่องแท้จริงแล้วนั้นคือใคร เพราะกลัวว่า Tom Holland จะหลุดสปอยออกไปนั่นเอง และในตอนแรกนั้น Chris Evans หรือ Captain America ก็เกือบจะได้อ่านบททั้งหมดเช่นเดียวกัน...

ในวันที่ประเทศไทย ร้อนสูงสุดเกือบ 45 องศาเซลเซียส

ประเทศไทย ในตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นช่วงที่ "ร้อนโคตร ๆ" ซึ่งอุณหภูมิในปีนี้ขึ้นสูงจนถึง 43.7 องศาเซลเซียส ไปแล้ว ซึ่งเกิดขึ้นที่ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง แต่เชื่อหรือไม่ว่า ? ประเทศไทยเคยร้อนมากที่สุด ที่ 44.6 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดขึ้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2016 หรือเมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมานั่นเองครับ และในวันเดียวกันนั้นนอกจากจะเป็นวันที่ร้อนที่สุดของไทยแล้ว ยังเป็นวันที่คนไทยเปิดแอร์มากที่สุดอีกวันนึงด้วย เพราะกำลังการใช้ไฟฟ้าในวันนั้นอยู่ที่ 29,403.7 MW ซึ่งประเทศไทยเรารับได้ที่ 32,000 MW เกือบทำให้การไฟฟ้าขัดข้องกันเลยทีเดียว ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า สถิติอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดของไทยอยู่ที่ภาคเหนือไม่ใช่ภาคใต้อย่างที่ทุกคนเข้าใจกัน สาเหตุที่ทำให้บริเวณที่ควรจะเย็นที่สุดแต่กลับกลายเป็นร้อนที่สุด ก็เพราะบริเวณภาคเหนือส่วนมากจะมีพื้นที่เป็นแอ่งกระทะบริเวณโดยรอบมักถูกรายล้อมไปด้วยภูเขา ทำให้เมื่อแสงแดดส่องลงมา ความร้อนจะไม่กระจายออกและจะกระจุกอยู่ตรงนั้นโดยไม่ลดลงแต่อย่างใด และยิ่งจะมากขึ้นเมื่อถูกแสงแดดส่องตลอดทั้งวัน กรมอุตุนิยมวิทยา ได้บอกว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ในปี 2019 นี้ เราอาจจะได้สถิติความร้อนสูงสุดของประเทศไทยตัวใหม่ เพราะอุณหภูมิไม่มีท่าทีว่าจะลดลง และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ...

ญี่ปุ่นอัญเชิญ “ดาบคุซานางิ” ในตำนาน เพื่อสักการะเทพเจ้า ให้ชมเป็นขวัญตา

วันที่ 18 เมษายน 2019 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พร้อมด้วย สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ แห่งญี่ปุ่น เสด็จไปยังศาลเจ้าใหญ่อิเซะ เพื่อประกอบพิธีถวายรายงานแด่เทพเจ้าในศาสนาชินโต ว่าพระองค์จะทรงสละราชสมบัติในวันที่ 30 เมษายนนี้ ซึ่งได้มีการอัญเชิญ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 3 คือ 1.พระแสงดาบคุซานางิ 2.ยาตะโนะคะงะมิ (กระจกสำริด) 3.ยาซากานิโนะมางะตามะ (ลูกปัดหยกคล้ายเม็ดมะม่วงหิมพานต์) เพื่อประกอบพิธีในครั้งนี้ด้วย ไม่บ่อยครั้งนักที่ผู้คนทั่วไปจะได้เห็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ประจำสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น โดยเฉพาะ "พระแสงดาบคุซานางิ" ซึ่งถือเป็นดาบที่มีชื่อเสียงที่สุดเล่มหนึ่งของโลก มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอภินิหาร และตำนานมากมาย โดยทั้ง 3 ถือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นสืบทอดมาแต่โบราณ โดยครั้งล่าสุดที่มีการอันเชิญดาบออกมาคือปี 1989 ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ซึ่งในระหว่างการถูกเก็บรักษาไม่มีผู้ใดมีสิทธิเห็นดาบจริง ๆ ยกเว้น นักบวชรูปหนึ่งที่อ้างว่า ดาบมีความยาว 82 เซนติเมตร คมดาบคล้ายใบว่านมีสันคล้ายก้างสันหลังปลา ตัวดาบเป็นโลหะสีขาว ถูกจัดเก็บไว้ในกล่อง 3 ชั้น ชั้นในสุดกล่องไม้การบูร ชั้นกลางกล่องหิน ชั้นนอกสุดกล่องไม้ ซึ่งก็มีข่าวลือออกมาตลอดว่า ดาบที่แท้จริงได้สูญหายไปแล้ว ส่วนเล่มปัจจุบันที่เห็นอยู่นี้คือของจำลอง...

ประตูสู่ Club 33 สถานที่ลับในสวนสนุก Disneyland ถ้าไม่ VIP จริงห้ามเข้านะจ๊ะ

ภายในสวนสนุก Disneyland ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ตั้งอยู่ ณ ถนน 33 Royal Street ใน New Orleans Square เคยมีสถานที่ลับแห่งหนึ่งซึ่งไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณชน สถานที่คนธรรมดานับพันทั่ว Disneyland ไม่เคยรู้ ... สถานที่ที่เหมือนกับโพรงกระต่ายซึ่งถูกแอบซ่อนเอาไว้ในสไตล์ของ Walt Disney สถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ที่มีไว้รองรับเฉพาะแขกคนสำคัญและผู้สนับสนุนรายใหญ่ของ Walt Disney เท่านั้น โดยสถานที่สุดลึกลับราวกับประตูสู่ Wonderland ดังกล่าวนั้นมีชื่อว่า “Club 33” เพื่อที่จะเข้าสู่ Club 33 แขกคนสำคัญและผู้สนับสนุนรายใหญ่จะต้องกดออดบนอินเตอร์คอมที่ซ่อนอยู่หลังแผงกั้นหน้าทางเข้าประตู โดยประตูทางเข้าของ Club 33 จะดูธรรมด๊าธรรมดา จนคาดไม่ถึงเลยว่าข้างในจะซ่อนสถานที่สุดอลังการงานสร้างเอาไว้ เมื่อกดออดแล้ว แขกคนพิเศษและผู้สนับสนุนรายใหญ่จะต้องใส่บัตรสมาชิกของ Club 33 ลงในช่องใกล้ ๆ ออดที่กด โดยปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นการแตะบัตรสมาชิกเข้าลงเหนือป้ายหมายเลข “33” ตรงทางเข้าเท่านั้น สำหรับผู้ที่ไม่ใช่สมาชิก พนักงานต้อนรับจะถามชื่อที่ใช้จองคิวผ่านทางอินเตอร์คอม...

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...